อาหาร ของหวาน และเครื่องดื่ม

รีวิวหนังเรื่อง Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า มาดูกันเลย

รีวิวหนังเรื่อง Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า มาดูกันเลย

Where We Belong : สถานที่ ตัวตน และนิทานเปรียบเทียบของมนุษย์วัยกลางคน |  คนมองหนัง - มติชนสุดสัปดาห์

รีวิวหนังเรื่อง Where We Belong

เรื่องย่อ ‘เบล’ ตัวแทนของเพื่อน ที่เป็นมากกว่าเพื่อนสนิท แต่ก็ไม่เคยเป็นเกินเพื่อน ‘เบล’ เพื่อนที่เราเลือกจะบอกบางเรื่องกับมันแค่คนเดียว ‘เบล’ เพื่อนที่ทำให้เรารู้สึกโชคดี ที่มีคนแบบมันสักคนในชีวิต และถ้าวันนึง

การกลับมาแบบเต็มตัวของผู้กำกับ คงเดช จาตุรันต์รัศมี นับจากหนังเรื่องหลังสุดอย่าง Snap (2558) เข้าฉาย ก็เกือบ 4 ปีเต็ม ๆ แล้วที่เขาห่างหายไปในฐานะผู้กำกับหนัง โดยความพิเศษครั้งนี้ยังเป็นการจับมือกับ BNK 48 Films โดยได้นำ เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ จับคู่กับ มิวสิค แพรวา สุธรรมพงษ์ มาแสดงนำ โดยยังได้ แพนด้า จิดาภา แช่มช้อย, นํ้าหนึ่ง มิลิน ดอกเทียน, ปูเป้ จิรดาภา อินทจักร, ฝ้าย สุมิตรา ดวงแก้ว และ ตาหวาน อิสราภา ธวัชภักดี มาสมทบด้วย ถ้าจะไม่นับหนังสารคดี (อย่าง Girl Don’t Cry) นี่จึงจะเป็นหนังโรงเรื่องแรกที่มีสาว ๆ BNK48 ร่วมแสดงมากที่สุดด้วย โดยรับบทแสดงนำถึง 2 คนเลยทีเดียว

เมื่อมองเช่นนี้ ก็อาจมองได้ว่า นี่เป็นหนังของ BNK48 ส่วนหนึ่ง และหนังคงเดชอีกส่วนหนึ่ง แม้ทั้ง 2 ส่วนนี้จะกลมกลืนอย่างลงตัวอย่างแยกได้ยาก ทว่าการให้คุณค่าของหนังเรื่องนี้อย่างยุติธรรม อย่างไรเสียก็ต้องมองแยกใน 2 ส่วนนี้แยกกัน

ความเป็นหนังของสาว ๆ BNK48
ต้องสยบยอมโดยดุษฎีว่า เจนนิษฐ์ เป็นนักแสดงที่สามารถดึงผู้ชมให้เข้าไปอินกับตัวละคร ซู ได้อย่างยอดเยี่ยม จริง ๆ โดยเนื้อแท้ตัวละครนี้มันเหมือนถ่ายทอดง่ายนะ กับเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งจบ ม.6 และยังสับสนล่องลอยกับอนาคตของตัวเอง ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าที่อยากเดินคืออะไร รู้แต่เพียงรอยย่ำเท้าจากอดีตที่นำพาเธอมาถึงปัจจุบันนั้น เป็นส่งที่เธอไม่พึงใจ และอยากก้าวหนีออกไปโดยไว และการชิงทุนไปฟินแลนด์ โดยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศปลายทางเลยนั้นก็คือคำตอบทั้งหมดแล้ว ตัวละครนี้จึงอยู่ในสภาวะพร้อมออกวิ่งแต่ก็เหม่อลอยเหมือนครุ่นคิดและซ่อนตัวถีบตัวเองออกจากปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา บางคนอาจมองว่าการลอย ๆ เช่นนี้เป็นกริยาที่ไม่ได้ซับซ้อน และถ่ายทอดออกแบบทื่อ ๆ ก็เพียงพอประคองตัวไปกับแนวหนังของผู้กำกับแล้ว แต่เจนนิษฐ์ก็ทำให้เราตระหนักว่านี่ไม่ใช่บทที่ง่าย เพราะหนังความยาวเกือบ 2 ชั่วโมง ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะใช้แค่ความสวยน่ามองแล้วเล่นพอประคองไปได้จนจบโดยคนไม่เบื่อหน่าย เจนนิษฐ์สามารถถ่ายทอดแง่ลึกของตัวละครผ่านการมอง การยิ้ม การพูดที่เว้นจังหวะคิดหลายครั้ง และในฉากที่เปิดโอกาสให้เธอระเบิดด้านดิ่งลึกของตัวละครออกมา เธอก็เก็บโอกาสนั้นไว้ได้อย่างน่าจดจำ

สำหรับ มิวสิค ในบท เบล เธอรับบทที่สนับสนุนให้ตัวเอกอย่าง ซู อย่างชัดแจ้ง มันจึงต้องพอดิบพอดีอย่างลงตัวทั้งสัดส่วนบทและการแสดง แม้ว่าพื้นที่ในหนังเบลจะไม่ได้ด้อยกว่าซูเท่าใดเลย แต่มิวสิคก็จับจุดในการเล่นไม่ล้ำหน้าตัวละครนำได้อย่างดี สิ่งที่ต้องชื่นชมมาก ๆ คงเป็นความเป็นธรรมชาติของตัวละคร ไม่ใช่ว่ามิวสิคเอาความเป็นตัวเองลงไปเล่นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ความยากของสิ่งนี้คือการที่เธอต้องเป็นละครที่ภูมิหลังหรืออาจอุปนิสัยบางอย่างที่เหมือนอยู่อีกโลกกับเธอ แต่กลับทำให้เรารุู้สึกได้ว่า เบล ดูเป็นธรรมชาติมาก ๆ ราวกับเป็นคนจริง ๆ ที่อาจจับต้องได้ แน่นอนแม้บทเธอจะเกิดมาส่งเสริมซูเป็นหลัก แต่เอาเข้าจริงแล้ว บทนี้ก็มีความน่าค้นหามาก ยิ่งบางอย่างมากกว่าตัวนำเสียอีก เช่นว่าเรื่องราวที่เธอต้องเลี้ยงย่า หรือความสัมพันธ์กับแม่ที่แปลกแปร่ง ตลอดจนว่าทำไมเธอถึงทุ่มเทให้ซูมากขนาดนี้ มันแทบไม่เคยมีคำตอบใด ๆ ในเรื่องเลย แม้จนจบเรื่องปมของซูจะได้รับการเปิดเผยมากมาย แต่กับเบลเราแทบจะไม่ได้รู้ใจจริงของเธอเท่าใดเลย ถ้าเจนนิษฐ์คู่ควรเข้าชิงบทนำหญิงยอดเยี่ยมไม่ว่าเวทีใด มิวสิคก็ควรคู่กับการเดินเคียงข้างในรางวัลสายสมทบหญิงยอดเยี่ยมเช่นกัน

ต้องยอมรับว่าหากขาดตัวละคร เบล รวมถึงการแสดงของมิวสิคไป ตัวละครที่ต้องจืดจางล่องลอย ทั้งที่เล่นนำอย่างซูนั้น จะต้องแบกหนังอย่างยากลำบากมากทีเดียว คงไม่มีอะไรเหมาะกับคำว่า สมทบยอดเยี่ยม ได้เท่านี้อีกแล้ว (โดยเฉพาะที่ฝรั่งใช้ศัพท์ได้ตรงกว่าว่า Supporting คือไม่ได้แค่มาแจม แต่ต้องเกื้อหนุนตัวละครหลักให้ยิ่งใหญ่ด้วย)

ความเป็นธรรมชาตินี้ ยังเหมือนไวรัสที่แพร่กระจายในความหมายที่ดีสู่ตัวละครต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องให้เราอิน และเชื่อในตัวหนังได้มากขึ้น ๆ ในส่วนของน้อง BNK48 ที่เหลือที่มารับเชิญ ก็ซ่อนประกายความโดดเด่นลดแสงลงทำตัวแบบเด็กต่างจังหวัดบ้าน ๆ ได้อย่างสมจริง ซึ่งต้องชมทุกคนเลยนะ ที่ทำให้เราเชื่อได้มากขนาดนี้ว่าเรากำลังดูชีวิตของเด็กกลุ่มหนึ่งในเมืองอันเปลี่ยวเหงาต่างจังหวัด ไม่ใช่สาว ๆ ที่มีแฟน ๆ คอยแห่แหนห้อมล้อมตลอดเวลาอย่างที่พวกเธอถูกตราภาพจำไว้

การเป็นหนัง BNK48 ได้เผยภาพของเหล่าเด็กหญิงทั่วไปที่เราพบเจอได้ ได้เข้าไปลงลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนแก๊งผู้หญิง มีความหยาบคาย จริงใจ มีความไม่เข้าใจหลายอย่างในโลก และอารมณ์ครุ่นแค้นที่เหลือพอพุ่งใส่ใครรอบตัวได้ไม่เลือกหน้า เช่นเดียวกับวัยรุ่นวัยที่สับสนและทดลองทางเดินของตนเอง เป็นพัฒนาการการนำเสนอที่น่าสนใจของ BNK48 ไม่ว่าจะภาพที่เราได้เห็นพวกเธอสบถ เหี้ย หรือมึงมาพาโวย คือเราได้รับการร้องขอให้พิจารณาพวกเธอในฐานะ อาร์ติสต์ มากกว่า ไอดอล ผ่านงานหนังเรื่องนี้ด้วย ก็แล้วแต่คนดูแต่ละคนจะตัดสิน แต่ส่วนตัวผมว่าพวกเธอเก่งทั้งสองอย่าง เก่งทั้งด้านศิลปะในการแสดงได้สมจริง และเก่งในด้านสกิลไอดอลที่ช่วยสร้างเสน่ห์ขึ้นในตัวละครที่บ้าน ๆ เช่นนี้ได้ จนความยาวหนังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่ทรมานคนดูอย่างที่แนวหนังนี้มักเป็น

ความเป็นหนังของผู้ชายชื่อ คงเดช
ว่ากันตามตรง แฟนหนังของคงเดช น่าจะชินกับการเป็นหนังที่สอดแทรกประเด็นการเมืองอย่างอ้อมค้อมแต่คมคายมาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะการเดินทางของชายสามแขนใน กอด หรือ เด็กหนุ่มในวงสงครามกลางเมือง ใน ตั้งวง ที่ล้วนแต่สะท้อนถึงอะไรบางอย่าง ซึ่งชี้ประเด็นในสังคมไทยในห้วงเวลาหนึ่งอยู่เสมอ และกับเรื่อง Where We Belong นี้ แม้จะแจมด้วยสาว ๆ ใส ๆ อย่าง BNK48 แต่เอกลักษณ์ด้านประเด็นของคงเดชก็ไม่ได้เบาลงเลย แต่กลับยิ่งใช้ข้อได้เปรียบนี้สร้างความขัดแย้ง ให้ส่งพลังสั่นสะเทือนไปยังผู้ชมอีก ไม่ว่าจะตลกร้ายกับใบหน้าใส ๆ ที่พูดกันแบบชิล ๆ นิ่ง ๆ ทั้งที่ถ้อยคำนั้นอาจหยาบ และร้ายจนน่าขบขันก็ตาม หรือการให้นักแสดงหน้าตาดีต้องเปลือยใบหน้าตัวเองจนสดดิบ และให้เหล่าตัวละครหน้าตาดี ๆ ต่างต้องเจอจุดที่เลวร้าย โชคชะตาที่ไม่ชวนโรแมนติกให้ร่ายคำคมปรัชญาชีวิตเก๋ ๆ ได้สักนิด

เรื่องย่อ ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า Where We Belong

รีวิวหนังเรื่อง Where We Belong สำหรับเรื่องนี้เชื่อว่าใครได้ดู คงต่างเห็นชัดว่า ประเด็นที่ถูกนำมาอภิปรายนั้นชัดเจนว่าคือวาทกรรมเรื่องเมืองไทยและเมืองนอกที่ถูกยกระดับมาสู่วงถกเถียงในสื่อออนไลน์ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ กำเนิดทั้งคำไล่ที่ผลิตซ้ำอย่าง พวกชังชาติ หรือวลี ไม่พอใจก็ไปอยู่ที่อื่น หรือในมุมกลับกันก็คือวลีอย่าง อยากขอลี้ภัยไปอยู่เมืองนอก หรืออยากให้ลูกได้สัญชาติประเทศที่เขาเจริญทางความคิดแล้วมากกว่า เป็นต้น

ต้องใช้คำว่า ถูกยกมาอภิปราย เพราะหนังไม่ได้เพียงชูประเด็นว่าจงคิดตรองหัวข้อนี้กัน แต่ค่อย ๆ ป้อนเหตุและผลสนับสนุนความเชื่อของแต่ละฝั่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าฟังขึ้น และไม่ได้เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนจนไร้สาระ มันเชื้อเชิญให้เราเข้าใจฟากฝั่งต่าง ๆ และดีไม่ดีอาจเป็นจุดเริ่มให้คนต่างวัยต่างความคิดลองมองกันอย่างเข้าใจหาวิธีอยู่ร่วมกันได้ด้วย หนังอินดี้หลายเรื่องเลือกจะซ่อนสารสังคมการเมืองอย่างซับซ้อนจนดูไม่รู้เรื่อง แต่กับเรื่องนี้คงเดชฉลาดพอที่จะไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ปกปิด แต่ก็ไม่ไร้มารยาท ไม่ไร้กาลเทศะในการนำเสนอ และลีลาการเสนอประเด็นในสไตล์คงเดชที่เคยทำคน 3 แขนมาแล้วย่อมไม่ธรรมดา บางมุกเราต้องกราบว่าพี่แกคิดได้ไง อย่างเรื่องราวของย่าเบล หรือเรื่องราวของครูภาษาชาวเยอรมันที่บอกว่า ผมไม่อยากกลับไปบ้าน และอีกมากมายที่สนุกมาก ๆ

แต่ขึ้นชื่อว่าหนังคงเดชมันไม่ได้ง่าย ย่อยสบายอย่างนั้นแน่นอน หนังได้สร้างฉากไคลแม็กซ์ที่ตัวละครซูต้องตัดสินใจเรื่องไปเมืองนอกหรืออยู่เมืองไทยได้อย่างอัศจรรย์ ประหลาด และก็ทรงพลังมาก ๆ แบบที่ไม่คิดมาก่อน และเมื่อคิดว่าหนังน่าจะคลี่คลายลงจบแล้ว หนังกลับเราพาเดินไปอีกหน่อยและทำให้เราตระหนักว่าบางที ประเด็นแท้จริงอาจเพิ่งเริ่มต้นเสียด้วยซ้ำ และนับตั้งแต่ที่เสียงหัวเราะค่อย ๆ น้อยลงนี่ล่ะ หนังก็ป้อนคำถามสุดท้ายมาอย่างต่อเนื่อง ใครไม่ชินก็คงคิดว่าหนังดูยากในฉับพลัน เป็นยารสขมสำหรับคนที่ไม่ได้ตั้งใจมาคิด แต่คือยาที่ทำให้วุฒิภาวะในฐานะคนไทยเติบโตขึ้นด้วย จัดว่าขมแต่ดี

โดยสุดท้ายด้วยการผสมผสาน อาหารตา ผ่านน้อง ๆ BNK48 ที่อัปเลเวลศิลปินจนท่วมท้น กับอาหารสมองผ่านสัญญะและนัยยะต่าง ๆ แบบคงเดช นี่จึงกลายเป็นหนังที่ส่วนตัว ชอบมากที่สุดของทั้งฝั่งหนัง BNK48 และหนังของคงเดช ไปโดยปริยาย ชื่นชมมาก ๆ

จุดเด่น

ดีกว่าตัวอย่างหนังไปเยอะ เกินคาดมาก ๆ
แสดงกันได้สุดยอดมาก น่าจดจำทุกคน
มุกตลก และตลกร้าย ทำงานดีมาก สนุกทั้งเรื่อง

จุดสังเกต

จังหวะการเล่าแบบหนังอินดี้อาจหนืดไปสำหรับบางคน
สาระทางสังคมที่ซ่อนไว้ ทำให้ฉากหลัง ๆ ดูยากขึ้น คิดเยอะขึ้น
มีฉายเฉพาะเครือ SF Cinema นะ แถมถูกขนาบด้วยหนังใหญ่หน้าหลัง ต้องไปอุดหนุนกันเยอะ ๆ หน่อย ดูหนังออนไลน์ฟรี

แสงกระสือ: เกินความคาดหวัง นี่คือหนังไทยแห่งปี ที่สนุกเนื้อหาดี

แสงกระสือ: เกินความคาดหวัง นี่คือหนังไทยแห่งปี ที่สนุกเนื้อหาดี

แสงกระสือ - ดูหนังออนไลน์

จำ “จูบแรก” ของคุณได้ไหม? เด็กสาวแรกรุ่นในหมู่บ้านอันห่างไกล ค้นพบว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ใช่มนุษย์เหมือนคนอื่น เกินความคาดหวัง แต่สืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์เก่าแก่ในตำนานที่ถ่ายทอดกันผ่านทางน้ำลาย มีเพียงเด็กหนุ่มคนเดียวในหมู่บ้านที่รู้ความจริง และพยายามปกป้องเธอจากการไล่ล่าของชาวบ้านที่หวาดกลัวผีกระสือ ความใกล้ชิดของทั้งสองเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นความรัก ขณะที่อสูรกายอีกสายพันธุ์หนึ่งก็ต้องการหัวใจของเธอเพื่อความเป็นอมตะ หนทางที่เธอจะอยู่รอดคือหนีออกจากหมู่บ้าน หรือการเผชิญหน้ากับศัตรูที่ตามล่า… แล้วเขาจะปกป้องเธอได้หรือไม่

แสงกระสือ หนังไทยแนวแฟนตาซีเฮอร์เรอร์ที่โปรดักชั่นน่าดูมากถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้เลย สำหรับหนังผีกระสือ ผีโบราณที่แปลกแหวกความรู้สึกคนยุคใหม่ แต่ก็ทำออกมาได้รสชาติสากลแต่มีความขลังในแบบไทยสูงมาก ใครเด็กยุค 90 น่าจะจำละครช่อง 7 ที่มีกระสือยายสายและเนื้อเพลง “กระสือกลางวันมันเป็นหญิง มีทุกสิ่งธรรมด๊า ธรรมดา” ได้เป็นอย่างดี เรียกว่าเป็นอีกผีที่คู่ขวัญชาวไทยมาตลอดเช่นกัน

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex
จำ “จูบแรก” ของคุณได้ไหม? เด็กสาวแรกรุ่นในหมู่บ้านอันห่างไกล ค้นพบว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ใช่มนุษย์เหมือนคนอื่น แต่สืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์เก่าแก่ในตำนานที่ถ่ายทอดกันผ่านทางน้ำลาย มีเพียงเด็กหนุ่มคนเดียวในหมู่บ้านที่รู้ความจริง และพยายามปกป้องเธอจากการไล่ล่าของชาวบ้านที่หวาดกลัวผีกระสือ ความใกล้ชิดของทั้งสองเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นความรัก ขณะที่อสูรกายอีกสายพันธุ์หนึ่งก็ต้องการหัวใจของเธอเพื่อความเป็นอมตะ หนทางที่เธอจะอยู่รอดคือหนีออกจากหมู่บ้าน หรือการเผชิญหน้ากับศัตรูที่ตามล่า… แล้วเขาจะปกป้องเธอได้หรือไม่

หนังไทยแนวแฟนตาซีเฮอร์เรอร์ที่โปรดักชั่นน่าดูมากถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้เลย สำหรับหนังผีกระสือ ผีโบราณที่แปลกแหวกความรู้สึกคนยุคใหม่ แต่ก็ทำออกมาได้รสชาติสากลแต่มีความขลังในแบบไทยสูงมาก ใครเด็กยุค 90 น่าจะจำละครช่อง 7 ที่มีกระสือยายสายและเนื้อเพลง “กระสือกลางวันมันเป็นหญิง มีทุกสิ่งธรรมด๊า ธรรมดา” ได้เป็นอย่างดี เรียกว่าเป็นอีกผีที่คู่ขวัญชาวไทยมาตลอดเช่นกัน

รอบนี้ค่าย ทรานสฟอร์เมชั่น ได้นำผู้กำกับ โดม-สิทธิศิริ มงคลศิริ ผู้กำกับ Last Summer ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย มาถ่ายทอดจินตนาการเหนือจริง พร้อมด้วยดารานักแสดงรุ่นใหม่ในบทนำทั้ง โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์, มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร และ เกรท-สพล อัศวมั่นคง และยังเป็นการคืนจออีกครั้งของดารารุ่นใหญ่อย่าง เอ็ม-สุรศักดิ์ วงษ์ไทย ด้วย เรียกว่าทั้งโปรดักชั่น ซีจี ดารา น่าตื่นตาตื่นใจไปหมดทีเดียวเชียว

สิ่งที่ต้องชื่นชมอย่างมากคือความพิถีพิถันระดับงานคราฟต์ ของผู้สร้างหนัง คือ การถ่ายภาพ ไลท์ติ้ง โลเกชั่น อาร์ตไดฯ คอสตูม แต่งหน้า เทคนิคพิเศษ รวมถึงซีจี คือเนี้ยบมาก ทำดีต้องชมครับ ความตั้งใจนี่ถ่ายทอดมาให้เห็นในทุกเม็ดทุกดอกของหนังเลย และส่วนที่สำคัญมากคือ รสนิยมดี ดีตั้งแต่เริ่มคิดโปรเจ็กต์ พูดถึงกระสือเราก็ติดภาพเก่า ๆ แต่ผู้กำกับโดมกลับมองต่างออกไป ผีกระสือไม่ใช่ความแหวะ แต่มันคือความงดงามในแบบหนึ่ง แสงของกระสือคือแสงแห่งความยวนใจ ไม่ใช่ความสยอง

ผู้กำกับชี้ให้เห็นความต่างของเวอร์ชั่นนี้กับที่ผ่านมาว่า “ในฐานะคนดูหนังพอนึกถึงกระสือเรามักจะยึดติดกับผีสาวที่มีหัวกับไส้และกินอาจม แต่ทางทรานส์ฟอร์เมชั่นพูดขึ้นมาว่า แล้วทำไมเราไม่ทำออกมาให้มันดีล่ะ คำนี้ท้าทายผมมาก โจทย์ในหัวของผมก็คือจะทำยังไงให้ออกมาเป็นกระสือสวยงาม”

คำว่าสวยงามนี้สำคัญมากเหมือนเป็นคีย์ของโปรดักชั่นโดยรวมเลยทีเดียว และก็ตอบโจทย์การผสานงานอาร์ตกับงานบันเทิงที่ลงตัว นี่น่าจะเป็นปัจจัยความสำเร็จของหนังในตลาดเมืองนอกแน่ ๆ

สิ่งที่ต้องชมต่อมาคือ การแสดง คือเราต้องไม่ลืมว่า บทนำ 3 คนนั้น มีถึง 2 คนที่จัดได้ว่าหน้าใหม่เลย และอีก 1 คนอย่างโอบ-นิธิ ก็ยังอยู่ในช่วงของการพิสูจน์ตัวเอง ทว่าการแสดงของทั้งสาม คือเอาอยู่ ไม่ใช่เอาอยู่ธรรมดามันรีดเร้นพลังตั้งแต่หัวใจมาถึงสายตาในการแสดงทีเดียว ต้องยอมรับว่า เราไม่ค่อยเห็นหนังไทยที่ดึงพลังการแสดงด้วยสายตามากนัก ในขณะที่หนังต่างชาติเขาทำเป็นเรื่องปกติ การที่หนังเรื่องนี้ทั้งให้จังหวะเวลาที่พอดี ให้การกำกับการแสดงที่ถูกต้อง และได้การแสดงที่ตรงโจทย์สื่อความอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นพลังด้านการแสดงที่ทำให้เราตราตรึงมากเช่นกัน นี่ยังไม่นับมาตรฐานการแสดงของดารารุ่นเก่าทั้งหลายที่มาช่วยขับเคลื่อนเรื่องซึ่งดีเป็นทุนแล้ว และการแสดงของตัวประกอบที่ชัดเจนว่าไม่ได้คัดมาแบบขอไปที แต่ตัวประกอบทุกตัวมีเรื่องราวมีการแสดงที่ส่งหนังได้อย่างน่าสะพรึง

ในด้านเนื้อหา หนังได้มะเดี่ยว-ชูเกียรติ มาเขียนบท ซึ่งเป็นผู้กำกับที่มีวิสัยทัศน์ดีในฐานะคนเขียนบทด้วย และแน่นอนเมื่อหนังขับมาทางความรักสามเส้า ความคิดจิตใจแบบมนุษย์ที่มิติซับซ้อน รวมถึงความเป็นดราม่าแบบย้อนยุค ก็เรียกว่าลงตัว ดึงศักยภาพของมะเดี่ยวออกมาได้เต็มที่ สิ่งหนึ่งที่บทของมะเดี่ยวทำได้ดีมากคือการไม่ทำให้ผู้ชมเบื่อแม้กราฟหนังจะเล่าไปแบบไม่มีจุดลุ้นนัก เพราะบทจะสอดแทรกจุดหักมุมมากให้ช็อกคนดูอยู่ทุกระยะอย่างชำนาญมือ

แล้วผู้กำกับหนังก็ไม่พลาดที่จะใช้บทที่ดีในการสร้างหนังที่ดี นี่จึงคือความสมบูรณ์ที่เราบอกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีและดูสนุก ไม่ได้สนุกในแบบหนังบันเทิงจ๋า แต่มันคือความสนุกของการดื่มด่ำไปกับรสทางอารมณ์ทั้งสุขเศร้า รักหวานซึ้ง การเสียสละ ความรันทดใจ อย่างยิ่งยวด ซึ่งคู่ควรกับคำว่า คลาสสิก จริง ๆ

ในอีกด้านเราอาจมองได้ว่านี่คือหนังแนวก้าวพ้นวัยในรูปแบบหนึ่ง เด็กสาวที่วันหนึ่งเธอต้องพบว่าชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือจะรับมืออย่างไร หากเปรียบเปรยการเป็นกระสือก็อาจเหมือนการเติบโตด้านร่างกาย มีประจำเดือน ร่างกายเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดความเขินอายต้องหลบซ่อน แต่สุดท้ายเรื่องราวของกระสือก็เป็นการสอนว่าเราไม่อาจต่อต้านธรรมชาติของการเติบโตได้ ไม่ว่าทั้งด้านดีหรือด้านร้าย แค่ต้องเรียนรู้และยอมรับ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของตนเอง และผู้อื่น ความรู้และการเปิดใจกว้างคือหนทางชนะสิ่งที่ไม่รู้และความกลัว หนังเรื่องนี้จึงให้คุณค่าในหลายระดับ ทั้งความงาม ปัญญา และอารมณ์

เราไม่ได้เสพสื่อที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ “กระสือ” มานานหลายปีแล้ว แต่ “กระสือ” ใน perception ของเรา จากหนังเก่า ละครเก่า และการ์ตูนขายหัวเราะ-มหาสนุก เราจะมองว่า “กระสือ” เป็นผีพื้นบ้าน (คลาสเดียวกับผีปอบผีเปรต) ผู้หญิงสาวใหญ่จนถึงสาวแก่ ที่ถอดหัวถอดไส้ ทิ้งร่าง และออกไปหากินในตอนกลางคืน

พอได้เห็นว่า ปีนี้จะมีหนังไทยเกี่ยวกับกระสือเข้าฉาย ในแว้บแรก… เราก็คิดว่า นี่ยังจะเอากระสือมารีเมคกันอีกหรือ แต่พอได้ดูตัวหนัง แสงกระสือ ผลงานการกำกับของ สิทธิศิริ มงคลศิริ (ผู้กำกับร่วม Last Summer: ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย) และการเขียนบทของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ (ผู้กำกับและเขียนบท รักแห่งสยาม,13 เกมสยอง, ฯลฯ) มันออกมาผิดคาด…. มันดีเหนือความคาดหมายของเรามาก… ขนาดเข้าไปดูด้วยความคาดหวัง ก็ยังไม่ผิดหวังเลย

จากที่ตอนแรกคิดว่า หนังกระสือมันน่าจะเชยหรือล้าสมัยไปเสียแล้วสำหรับปี 2019 กลับกลายเป็นว่า นี่เป็นหนังกระสือที่มีระดับ เป็นหนังไทยที่ดูทันสมัย ดูอินเตอร์ บทก็มีการตีความใหม่ให้ดูร่วมสมัยมากขึ้นพร้อมกับการผสมผสานกับความเชื่อเกี่ยวกับกระสือดั้งเดิมอย่างลงตัว ในส่วนของซีจีและงานโปรดักชั่นด้านต่าง ๆ เขาก็ทำได้ดีมาก ยกระดับมาตรฐานหนังไทยไปอีกขั้น เป็นหนังผีไทยที่ส่งออกสู่สากลได้อย่างไม่อายใคร

ถ้าไม่นับที่ต้องทนเห็นตับไตไส้พุงและเลือดสด ๆ หนังไม่ได้หลอน ไม่ได้น่ากลัว คือมันไม่ใช่หนังผี (ในหนังก็จะบอกแหละว่า กระสือเองก็ไม่ใช่ผี แต่เราแค่เคยได้ยินคนเรียกรวม ๆ ว่า ผีกระสือ) หรือต่อให้เรียกว่ากระสือเป็นผี…เป็นสัตว์ประหลาด… กระสือก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้อยู่ดี เพราะกระสือสายเป็นเด็กหญิงจิตใจดี ในทางกลับกัน จิตใจของมนุษย์… ความกลัวและความอาฆาตแค้นต่างหาก… ที่น่ากลัวที่สุด เพราะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไม่รู้จบ

รอมคอมแอดมิน on Twitter: "#แสงกระสือ ว้าวมาก ... เป็นโศกนาฏกรรมรักสามเศร้าที่สวยงาม เป็นการเล่าแง่มุมอมนุษย์อย่างกระสือแบบใหม่ บทดี สเปเชี่ยลเอฟเอฟก็งามไม่ขัดตา และ มินนี่ เกรท โอบ เด็กๆ นักแสดงเซ็ทนี้ในเรื่องนึ้เล่นดีมากค่ะ ไปดูกันเถิด #movietwit ...

จากที่ตอนแรกคิดว่า หนังกระสือมันน่าจะเชยหรือล้าสมัยไปเสียแล้วสำหรับปี 2019 กลับกลายเป็นว่า นี่เป็นหนังกระสือที่มีระดับ เป็นหนังไทยที่ดูทันสมัย ดูอินเตอร์ บทก็มีการตีความใหม่ให้ดูร่วมสมัยมากขึ้นพร้อมกับการผสมผสานกับความเชื่อเกี่ยวกับกระสือดั้งเดิมอย่างลงตัว ในส่วนของซีจีและงานโปรดักชั่นด้านต่าง ๆ เขาก็ทำได้ดีมาก ยกระดับมาตรฐานหนังไทยไปอีกขั้น เป็นหนังผีไทยที่ส่งออกสู่สากลได้อย่างไม่อายใคร

ถ้าไม่นับที่ต้องทนเห็นตับไตไส้พุงและเลือดสด ๆ หนังไม่ได้หลอน ไม่ได้น่ากลัว คือมันไม่ใช่หนังผี (ในหนังก็จะบอกแหละว่า กระสือเองก็ไม่ใช่ผี แต่เราแค่เคยได้ยินคนเรียกรวม ๆ ว่า ผีกระสือ) หรือต่อให้เรียกว่ากระสือเป็นผี…เป็นสัตว์ประหลาด… กระสือก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้อยู่ดี เพราะกระสือสายเป็นเด็กหญิงจิตใจดี ในทางกลับกัน จิตใจของมนุษย์… ความกลัวและความอาฆาตแค้นต่างหาก… ที่น่ากลัวที่สุด เพราะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไม่รู้จบ

นอกจากนี้หนังไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความเชื่อโบราณของชาวบ้านหรือขบวนการล่าแม่มดเป็นหลักเหมือนอย่างเรื่องนาคีด้วย แต่หนังเน้นฟีลลิ่งการเป็นคนนอกของกระสือ และเรื่องรักสามเส้าของหนุ่มสาวสามคน ซึ่งเป็นการเน้นย้ำว่า สัตว์ประหลาดก็มีหัวใจ… เอาจริง มันก็คือหนังรักโรแมนติกเรื่องหนึ่ง อารมณ์เหมือน The Shape of Water

ในช่วงองก์แรก ตอนที่สายยังไม่รู้ตัวว่าเป็นกระสือ (เลือดเปรอะที่นอน ก็คิดว่าตัวเองเมนส์มา อมยิ้มลัลล้า เหมือนดีใจที่หนูเป็นสาวแล้ว) หนังพาเราไปรู้จักเด็กหนุ่มและเด็กสาว ที่เป็นชาวบ้านตาดำ ๆ จิตใจดี และมีความฝันเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป เช่น สาย (มินนี่-ภัณฑิรา) อยากเป็นพยาบาล, น้อย (โอบ-โอบนิธิ) อยากเป็นหมอ และเจิด (เกรท-สพล) อยากเป็นทหาร/ตำรวจ (ตรงนี้แอบสะท้อนเรื่องเพศในสังคมไทยสมัยก่อนบาง ๆ ด้วย กล่าวคือ สายมีความคิดอยากรักษาคน แต่กลับฝันแค่อยากเป็นพยาบาล ไม่ได้ฝันจะเป็นหมอ) ชีวิตของพวกเขาดูปกติดี จนกระทั่งเกิดสงครามที่พระนครและหมู่บ้านก็มีกระสือออกมาหากิน ฆ่าเป็ด ไก่ วัว ควายของชาวบ้านตายทุกคืน ๆ

ในช่วงองก์สอง หนังเริ่มมีความโรแมนติกขึ้น เมื่อน้อยบังเอิญได้รู้ความจริงว่าสายเป็นกระสือ จากที่ตอนแรกไม่เชื่อเรื่องภูติผีปิศาจ (ด้วยความหัวสายวิทย์ เรียนหมงเรียนหมอ) ต้องมาเป็นคนเดียวที่ล่วงรู้และช่วยปกปิดความลับของสาย พร้อมกับช่วยคิดหาทางรักษา ซึ่งตรงนี้ เราได้เห็นว่า จริง ๆ แล้วกระสือไม่ได้ร้าย เขาแค่ต้องหากินเพื่อความอยู่รอดเฉกเช่นมนุษย์ปุถุชน และสามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ในสังคมได้ ในขณะเดียวกัน เจิด ซึ่งไปร่วมกับกระบวนการล่ากระสือ ก็ค่อย ๆ กลายเป็นคนไกลออกไป ความเฟรนด์โซนของเจิด เราก็อินและสงสารเสียยิ่งกว่าความเฟรนด์โซนของปาล์มกับกิ๊งในหนังเรื่อง Friend Zone ดูหนังพากไทย

องก์สุดท้ายนี่คือตัวพีค นอกจากหนังจะนำเสนอตำนานของกระสือ-กระหังให้เรารู้จักมากขึ้นแล้ว หนังยังกล้าฉีก ทะเยอทะยาน และเล่นใหญ่ไปเลย มีครบรสทั้งบู๊ทั้งซึ้ง สนุกแบบกราฟขึ้นปรู๊ดปร๊าด ถ้าใครเคยดู นาคี 2 คงพอนึกฟีลลิ่งออก แต่อย่างไรก็ตาม แสงกระสือ ทำได้ดีกว่า พีคกว่า และทรงพลังกว่านั้นเยอะ คือช่วงท้ายนี่ เราแอบปรบมือให้ในโรงอยู่หลายซีน แต่พูดมากไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่อการหลุดสปอยล์

วิจารณ์หนัง รักสามเศร้า การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ

วิจารณ์หนัง รักสามเศร้า การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ

วิจารณ์หนัง  รักสามเศร้า ของค่ายหนัง อย่าง GTH ไปซะแล้ว หลังจากไปดูรอบแรกมาไม่นานกับความมีอารมณ์ร่วมกับหนัง รักสามเศร้า ทำให้ผมถึงกับตีตั๋วรอบสองไปดูอีกครั้ง 2 รอบครับพี่น้อง 2 รอบ ที่ไปดูเพราะไม่ได้ชอบนักแสดงหรืออะไรเป็นพิเศษ แต่ชอบ วาทศิลป์ในการใช้ในบทสนทนา

ซะมากกว่ามันลึกซึ้งตรึงหัวใจวัยรุ่นยิ่งนัก หนังรักสามเศร้า จากชื่อเรื่อง ก็คงรู้กัน ว่าเรื่องนี้ต้องเน้นไปที่อารมณ์เศร้า โดยเริ่มเรื่อง หนังปูตัวละครคร่าวๆ ถึงบุคลิกของฟ้า พายุ และน้ำ รวมทั้งเรื่องโรคร้ายของฟ้า เรื่องที่ยุ แอบรักฟ้า และน้ำก็แอบชอบยุ ซึ่งถือว่าไม่ได้เศร้าที่หวังไว้เท่าไหร่

แต่หลังจากเข้าสู่ช่วงกลาง เนื้อหาของเรื่องก็เริ่มเข้มข้นขึ้น ซึ่งบทหลังจากนี้ ถือว่าร้อยเรียงออกมาได้ดีทะลุหัวอก วัยรุ่นไปหลายรายเลยทีเดียว ซึ่งถ่ายทอดอารมณ์ที่เราแอบชอบใครสักคนจนนำไป สู่ความทุกข์ บนความรัก ได้ดี และ สถานการณ์ต่างๆ ก็ค่อยๆบีบคั้น อารมณ์ ผู้ชมมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น โรคร้าย ที่ไม่มีทาง รักษา ของฟ้า ( ซึ่งตอนนี้ ผมยังไม่รู้เลยว่าตายเพราะเหตุอันใด โรคร้าย โรคนี้หมอรักษาไม่ได้ อีกต่างหาก หรือว่าผู้กำกับกำลังเล่นแง่ที่ว่าว่า แพทย์ไทย ยังไม่มีความสามารถ เพียงพอ หรือป่าว ถ้าใครรู้ว่ามีเฉลยบอกผมที ) หรือลูกในท้องของน้ำ การตัดสินใจ หาทางออก ที่ทำร้ายตัวเอง เหล่านี้ ล้วนถูกใส่มาอย่างดี ทำให้ช่วงหลังนี่ เรียกได้ว่าผู้ชม ทั่วไป คงถูกบท ของรักสามเศร้า เล่นงานจน น้ำตาคลอ กันหลายฉาก หรือหลายคนอาจมองว่า โอเว่อร์ ไปเหลือเกิน ก็แล้วแต่นานา จิตตัง คนมองคนล่ะมุม หนังรู้จักหยิบจับสิ่งเล็กๆต่างๆมาใช้ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งช่วยในการถ่ายทอด อารมณ์และเนื้อเรื่อง ได้ดีในอีกทางนึง ไม่ว่าจะเป็นอักษรบนเสื้อของทั้งสาม ชื่อตัวละคร

ที่สื่อสัมพันธ์กัน และมีความเป็นธรรมชาติ และ บางอย่าง ยังมี ผลต่อเนื้อเรื่อง ช่วยในการปิดเรื่อง ของหนัง ด้วย ไม่ว่าจะเป็นซีดีเพลงที่น้ำให้ยุตั้งแต่ช่วงแรก ซึ่งนำมาเล่นเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในช่วงสุดท้ายของเรื่องได้ดีมาก และจุดเด่นของหนัง รักสามเศร้า คือ บทสนทนาของผู้แต่งถ่ายทอดมุมมองของตัวละครต่างๆได้อย่างมีมิติ และมีบทพูดที่แทงอกแทงใจหลายประโยค ซึ่งผมชอบมาก แต่หลายคนกับวิจารณ์ มองว่าหยาบคายใช้ กู มึง เยอะมากๆ แต่ผมมองว่ามันเป็นความเป็นจริงที่กลุ่มเพื่อนเราใช้พูดกัน ไม่มีกลุ่มเพื่อนสนิทกลุ่มไหนหรอกครับจะมา เอ้อระเหยเรียกคุณ ผม ท่าน เธอ มันออกแนวจริตแตกไม่เหมาะหรอกครับ ซึ่งให้ผมพูดคงต้องให้พูดว่า

เป็นความถ่อย แต่ความถ่อยนั้นมันเป็นแบบมีศิลปะ ไม่ใช่มาด่ามั่วซั่ว เหมือนกับหนังหลายเรื่องที่ผ่านมาจน จดจำไปใช้แบบเสียมนุษย์ พูดถึงโดยรวมตัวนักแสดงหลัก ต้องยอมรับ ก้อย รัชวิน ที่พึ่งเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ก็โดนบท ดราม่า ใส่โครมแบบเต็มๆทั้งความกดดันของเรื่องหลายๆอย่าง จนทำให้เธอดูเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดในความคิดของผม ส่วน พีค ภัทรศยา นั้นแค่มีโรครุมเร้าแล้วใกล้ตายแต่ถ้ามาดูชีวิตจริงแล้ว คนเราเกิดมาก็ต้องตาย

แต่ การตาย ทั้งเป็น กับบทเรียนที่แสนโหดร้ายของก้อยนั้น มันน่าสงสารมากกว่าในส่วนตัวผม ตบมือให้คุณ ต้อม ยุทธเลิศ ที่ตีบทสังคมของคนไทยวัยรุ่นที่แตกกระเจิง อีกทั้งได้ความตลกผ่อนคลาย จากมุขเหล่าเพื่อนฝูงของเหล่านักแสดงหลักได้อีก ทำให้ มีการผ่อนคลายและน่าติดตามต่อ แต่ถึงกระนั้นแล้ว รักสามเศร้าที่คงความเป็นดราม่ามาตลอด แต่แล้วต้องสะดุด ที่ตอนสุดท้าย ผู้กำกับอาจจะใส่ความดราม่าให้เศร้าสุดซึ้งกินใจ ที่ต้องให้ พีคตายที่โขดหินกับมุมมองท้องฟ้าที่ตะวันลับไป

จุดนี้เป็นการยัดเยียดความเศร้าเกินไปจนทำให้ผมว่าเป็นฉากที่เฉยๆ ไม่สุดใจเท่าไหร่ เป็นการเดาออกล่วงหน้าเหมือนเลียนแบบ หนังประเทศเพื่อนบ้านทำให้เหมือนขาดเอกลักษณ์ตัวเองไป ไม่ค่อยประทับใจกับส่วนตรงนี้ สรุป หนังรักสามเศร้า อาจจะไม่ได้เป็นหนังที่ทุกคนหวังว่าเศร้าน้ำตาไหล แต่มันทำให้เราซึ้งกินใจกับบทคำพูดที่ คัดสรรค์กลั่นกรองจากผู้สร้าง ที่ทำให้โดนใจกันไปทั่วหน้า เนื้อเรื่องการดำเนินเรื่องอาจจะไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขนัก แต่ผมบอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้คุณดูแล้วมันไม่ทำให้คุณมีความทุกข์เพิ่มขึ้นแน่

ผมก็คนไทย ชอบเพลงไทยดูหนังไทย แล้วพวกเราล่ะ อุดหนุนหนังไทยดีๆแบบนี้แล้วหรือยัง สำหรับรักสามเศร้าเรื่องนี้ 4 ดาวเหนาะๆ วัยรุ่นควรดู..!! ” บทวิจารณ์ภาพยนตร์เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล กรุณาตัดสินจากการชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ” วิจารณ์ภาพยนตร์

PANTIP.COM : A7046816 +++ ใครที่ซื้อ รัก สาม เศร้า DVD box set  อยากทราบลาดระเอียด เกี่ยวกับ uncut version +++ [ภาพยนตร์]

วิจารณ์ภาพยนตร์ ” การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ ”
( 7.5/10 )
* รีวิว * ( หนังเก่าไปหน่อยไหม 555 )
– แอดมิน ชอบหนังเรื่องนี้ พอสมควร ครับ คือ ผู้กำกับอย่างคุณต้อม ยุทธเลิศ ได้นำเสนอเรื่องราวของความรักในแง่มุมของเขามาถ่ายทอดในหนังเรื่องนี้ ซึ่งโอเคอยู่ในระดับนึงครับ หนังทำออกมาได้แบบโอเคระดับนึง แต่สิ่งที่แอดมินชอบมากที่สุดคือ การแสดงของคุณก้อย รัชวิน ครับ คือเธอแสดงออกทางแววตาได้เป็นอย่างดี แววตาของเธอในเรื่องสื่อถึงอารมณ์ในแต่ละเหตุการณ์ ทั้งแอบรัก ทั้งดีใจ ทั้งสงสารเพื่อน ลูกเพจลองสังเกตุดูนะครับ ว่าคุณก้อยแสดงได้อย่างสุดยอดครับ

– ส่วนดารานำอีกสองท่าน อย่างคุณเป้ อารักษ์ และ คุณพีค ภัทรศยา ก็ถือว่าแสดงได้โอเคในระดับนึงครับ แต่เสียดายที่บทบาทของคุณพีค นั้นน่าจะมีอะไรให้เล่นได้เยอะกว่านี้อีกครับ

– อย่างที่แอดมินได้เกริ่น มาข้างต้น คือ การที่เราได้แอบรักใครซักคนมักจะเจ็บปวดเสมอ ซึ่งแน่นอนหนังเรื่องนี้ก็ได้นำเสนอในมุมมองแบบนั้นครับ คือ การที่เรารักใครคนนึงมาก ๆ แล้ว แล้วเขาไม่สนใจหรือไม่รักเราด้วย หรือแม้แต่ไม่กล้าที่จะบอกรักเขาคนนั้น มันเป็นความรู้สึกในแบบที่ทรมานครับ แล้วยิ่งเป็นความสัมพันธ์ในแบบที่เริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนกันมาก่อน จะยิ่งทรมานมากกว่าเดิมครับ คือ เราจะรู้ว่าตัวเรารักเขา

แต่จะกลัวเมื่อได้บอกรักแล้วจะเสียความสัมพันธ์ในแบบเพื่อนไป ซึ่งแอดมินเข้าใจในจุดนี้ครับ เลยชอบในหนังเรื่องนี้เป็นอย่างดี แล้วอีกอย่างที่แอดมินชอบตรงที่หนังได้เล่นถึงชื่อของตัวละครเอกแต่ละคนอย่าง ฟ้า,น้ำ และ พายุ ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ

จะรู้ว่าคนเขียนบทและกำกับด้วยอย่างคุณต้อม ยุทธเลิศ ตั้งใจตั้งชื่อของตัวละครเอกนี้อยู่แล้ว เพราะความเป็นจริงสามสิ่งนี้จะเกี่ยวข้องกันในหลักธรรมชาติครับ และที่สำคัญจะบ่งบอกถึงอารมณ์ของตัวละครตามชื่อได้เป็นอย่างดี อย่างน้ำ ( ก้อย รัชวิน )

ก็จะดูนิ่งๆ เก็บความรู้สึกได้ดีสมชื่อ แต่ตามหลักความเป็นจริง น้ำต้องมีคลื่น มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวบ้าง ซึ่งก็เหมือนอารมณ์ของตัวละครอย่างน้ำ ที่ต้องหวั่นไหวบ้างที่ได้รู้กับความเป็นจริง ถึงแม้จะเก็บความรู้สึกได้ดีแค่ไหนก็ตาม ส่วนฟ้า ( พีค ภัทรสยา ) ก็เหมือนฟ้าที่สวยงาม เธอทั้งสวยทั้งงาม

เป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ สมกับชื่อของเธอ แต่แน่นอนท้องฟ้าย่อมมีเปลี่ยนสี จากท้องฟ้าที่สดใส ก็อาจจะมืดครึ้ม เหมือนกับสภาพจิตใจของตัวละครอย่างฟ้าเช่นกัน เธอเลือกตัดสินใจรักคนที่เธอรัก แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจผิด และคนรักของเธอได้ทรยศต่อตัวเธอเอง เลยทำให้สภาพจิตใจของเธอนั้นไม่เต็มร้อยเลย ซึ่งตัวละครของเธอนั้นคือตัวละครที่น่าสงสารมากที่สุดแล้วครับ ส่วนพายุ ( เป้ อารักษ์ ) ก็สมชื่ออีกเหมือนกัน คือ อาจจะมีบุคลิกที่ดุดันเหมือนกับชื่อ แต่ก็เป็นคนตรงไปตรงมา  ดูหนังออนไลน์ฟรี

รักใครรักจริง และก็ยึดมั้นในเรื่องของความรักของตนเองได้เป็นอย่างดี
– อย่าคาดหวังว่านี้ คือ หนังรักโรแมนติก นี่คือหนังดราม่าในแบบเพื่อนแอบรักเพื่อน ซึ่งแน่นอนทำออกมาได้ดี และตอนจบที่แม้จะเจ็บปวดแต่คนดูอย่างเราๆ ก็ยอมรับได้ในจุดนั้น
– เพลงประกอบหนังเรื่องนี้เพราะทุกเพลงครับ และนำมาเล่าได้เข้ากับเหตุการณ์ของหนังในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างลงตัว
– การแสดงของสามดารานำ ทำให้คนดูเชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทกันมากๆ เพราะนี้คือจุดเด่นที่สุดเลยในหนังเรื่องนี้ จากเริ่มต้นในแบบเพื่อน แล้วสุดท้ายจบลงด้วยการแอบรัก ทำให้คนดูอย่างเราๆ รู้เลยว่า การแอบรักมันทรมานมากแค่ไหนครับ
– สุดท้ายแล้ว เพื่อนๆและลูกเพจของแอดมินเด็กน้อยทุกท่าน เคยรับประทานฉี่ของตนเองไหมครับ ถ้าอยากรู้คำตอบต้องหาหนังเรื่องนี้มาดูนะครับผม ^^
( ขออนุญาตไม่เล่าเรื่องราวย่อในหนังนะครับ เพราะแอดมิน อยากให้ทุกท่านได้หามาดูกันเองมากกว่าครับ )

รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังสร้างแรงบันดาลใจ

รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังสร้างแรงบันดาลใจ

รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน

รีวิวภาพยนตร์ ย้อนกลับไปปี พ.ศ.2543 ต๊อบก็เหมือนเด็ก ม.ปลาย ติดเกมออนไลน์ทั่วไป วันหนึ่ง มีคนมาขอซื้อไอเทมภายในเกมจากเขาด้วยเงินจริง ต๊อบจึงขอใช้บัญชีเงินฝากของลุงเทือง พ่อบ้านผู้จงรักภักดี ในการหาเงินจากเกมออนไลน์อย่างเป็นล่ำเป็นสันถึงขั้นถอยรถป้ายแดงจนเป็นร่ำลือไปทั่วโรงเรียนในพริบตา ต๊อบมัวหาเงินจากเกมจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐไม่ได้ ครั้นจะส่งตัวเองเข้ามหาวิทยาลัยเอกชน ตัวละครในเกมก็โดนผู้ให้บริการแบนพอดี เนื่องจากการซื้อขายไอเทมด้วยเงินจริงนั้นผิดกฎระเบียบของเกมดังกล่าว ครั้นจะขายเครื่องเล่นดีวีดีก็ถูกพิษของเครื่องจีนแดงเล่นงานหมดตูด

ต๊อบที่พึ่งบอกปัดเงินช่วยเหลือจากพ่อด้วยทิฐิ จำต้องแอบขโมยพระเครื่องไปปล่อยเพื่อหาเงินค่าลงทะเบียนได้เงินมา 1 แสนบาท แต่เอาเข้าจริงๆ ต๊อบก็ไม่ค่อยได้เรียนเท่าไร เพราะมัวแต่คิดวิธีหาเงินเพื่อไปไถ่พระเครื่องของพ่อกลับคืนมา
ต๊อบเสียค่าโง่ตั้งแต่ก้าวแรกเมื่อไปซื้อเครื่องคั่วเกาลัดอัตโนมัติราคา 3 หมื่นบาทมาในราคา 1 แสนบาท เอาล่ะ ก้าวแรกพลาดไปแล้ว ก้าวที่สองคือการตะลุยเยาวราช เพื่อขโมยเคล็ดวิชาคั่วเกาลัดจากแผงลอยต่างๆ แบบครูพักลักจำ จนต๊อบสำเร็จวิชาคั่วเกาลัดได้อร่อยเหาะ ก้าวที่สามคือการหาที่วางขายสินค้าในห้างซูเปอร์สโตร์ ซึ่งต๊อบก็โดนหลอกขายที่ตั้งบูธในทำเลไม่ดี
ก้าวที่สี่จึงต้องหากลยุทธ์ดึงดูดความสนใจจน “เกาลัดเถ้าแก่น้อย” มียอดขายพุ่งพรวด ต๊อบรีบขยายสาขาโดยไม่ฟังคำทักท้วงของลุงเทืองจนเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ และก็ไม่สามารถหาทางแก้ไขที่เหมาะสมได้ ห้างจึงยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ขายของต๊อบทุกสาขา เคราะห์ซ้ำกรรมซัดต่อเนื่อง เมื่อทางบ้านติดหนี้ 40 ล้านบาท พ่อแม่ของเขาตัดสินใจหนีหนี้ไปอยู่เมืองจีน

แต่ต๊อบปฏิเสธ โดยครั้งนี้เขายอมที่จะเป็น “ลูกจ้าง” ของพ่อเพื่อเรียนหนังสือต่อแต่โดยดี
แต่สายเลือดพ่อค้าอย่างเขามีหรือจะเลิกราง่ายๆ สาหร่ายแผ่นที่แฟนสาวซื้อมาให้ลองชิมจุดประกายให้ต๊อบเปลี่ยนมาประกอบอาชีพรับสาหร่ายทอดมาขาย แต่สินค้าดังกล่าวเก็บได้ไม่กี่วันก็เหม็นหืน บอกให้ผู้ผลิตแก้ไขก็ไม่ได้รับความสนใจ ต๊อบจึงลงมือทอดสาหร่ายขายเสียเอง แต่กว่าจะประสบความสำเร็จก็แทบรากเลือด ขายของใช้ส่วนตัวประทังชีวิตจนเกือบหมด แม้สาหร่ายทอดจะขายดิบขายดี แต่ยังไม่มากพอที่จะปลดหนี้และไถ่ถอนบ้านที่ถูกยึดไปได้ ต๊อบตัดสินใจนำเสนอสินค้าเพื่อจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น แต่ก็ถูกผู้จัดการตีตกรอบแรกอย่างอนาถไม่ว่าเรื่องของราคา

แพคเกจ และแนวความคิดที่นำเสนอแบบท่องจำ ถ้าเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบไม่เคยเจอความยากลำบากอาจกระโดดตึกตายไปแล้ว แต่ไม่ใช่ต๊อบที่ยังฮึดสู้กลับไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้งจนผ่านการคัดเลือกในรอบแรกสำเร็จ
ถ้าเป็นการ์ตูนก็คงจบ Happy Ending แต่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ง่ายเช่นนั้น ต๊อบต้องมีโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน GMP

สามารถผลิตสินค้าได้ตามจำนวนที่กำหนดและขนส่งได้ตามเวลา แล้วเรื่องราวก็ย้อนกลับไปยังวรรคแรก คุณในฐานะเจ้าหน้าที่อนุมัติสินเชื่อรู้สึกนับถือหมอนี่จริงๆ แต่ปัญหาคือต๊อบพึ่งอายุ 19 ยังไม่ถึงเกณฑ์ปล่อยกู้แถมหลักทรัพย์ที่เอามาค้ำประกันก็เป็นโฉนดติดจำนองอีกต่างหาก ให้ตายอย่างไรคุณก็ปล่อยเงินกู้ไม่ได้ เส้นตายก่อนเซเว่นอีเลฟเว่นจะเดินทางมาตรวจสอบโรงงานที่ยังไม่มีตัวตนของต๊อบก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว…

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นหนังไทยที่พูดถึงชีวประวัติของคน ๆ หนึ่ง หรือดัดแปลงมาจากเรื่องจริง อาจเพราะด้วยความเสี่ยงในหลาย ๆ ด้านทำให้ทั้งทางค่ายหลีกเลี่ยงที่จะหยิบนำวัตถุดิบเหล่านี้มาสร้าง แต่หากจะให้พูดถึงหนึ่งในหนังแนวชีวประวัติของไทยที่โด่งดังในยุคนี้ ทุกคนคงต้องนึกถึง “Top Secret วัยรุ่นพันล้าน” ขึ้นมาเป็นชื่อแรก ๆ อย่างแน่นอน เพราะหนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นหนังที่ยากที่จะหาหนังไทยแนวนี้ให้ดูบ่อย ๆ แล้ว แต่ข้อคิด และแรงบันดาลใจที่ได้จากหนังเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ตราตรึงใจผู้ชมหลาย ๆ คนมาจนถึงทุกวันนี้

Top Secret ดัดแปลงมาจากเรื่องราวชีวิตจริงของ ท็อป อิทธิพัทธ์ หนึ่งในเศรษฐีไทยที่อายุน้อยที่สุด เจ้าของแบรนด์สาหร่ายอันดับต้น ๆ ของไทยอย่าง “เถ้าแก่น้อย” โดยหนังจะพาเราไปพบกับช่วงชีวิตตั้งแต่ที่ ท็อป ยังเป็นเด็กมัธยม ที่หารายได้หลักแสนจากการเล่นเกมออนไลน์ ก่อนที่นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในการเติบโตเป็นนักธุรกิจของเขา จนกระทั่งวันหนึ่ง ท็อปก็ได้รู้ว่าครอบครัวของเขาได้เป็นหนี้ก้อนใหญ่ จนทำให้พ่อและแม่ต้องเดินทางไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ ในขณะที่ ท็อปที่ในตอนนั้นยังเรียนไม่จบ เพราะต้องดร็อปมาทำงานเพื่อชดใช้หนี้ การลองผิดลองถูกของ ท็อปเพื่อสร้างแบรนด์สาหร่ายของตัวเองก็ได้เริ่มขึ้น

หนังเป็นผลงานการกำกับของ ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับจาก เด็กหอ และซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น season 1 พร้อมได้ เต๋อ นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ มารับหน้าที่เขียนบท ด้วยการร่วมมือของมือกำกับที่ประณีต มีผีมือ และมือเขียนบทที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ทำให้หนังเรื่องนี้ เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุก ที่ถือว่าใหม่ สำหรับหนังไทยในตอนนั้น

ก่อนอื่นต้องขอพูดถึงบทหนังของเรื่องนี้ โดยด้านบทนั้น ได้มีการดัดแปลงชีวิตจริงของ ท็อป เถ้าแก่น้อย ด้วยการยังคงเหตุการณ์จริงที่สำคัญ ๆ บางส่วนเอาไว้ และเพิ่มเติมความขัดแย้ง ปมปัญหาบางส่วนในแบบภาพยนตร์เข้าไปให้หนังดูมีสีสันมากยิ่งขึ้น ทั้งการพยายามพิสูจน์ตัวเองในวงการธุรกิจของท็อป การฝ่าฟันอุปสรรค และความล้มเหลวมากมาย นอกจากนี้หนังยังสามารถหยิบเรื่องราวที่ดูเฉพาะกลุ่มอย่างการค้าขาย การทำธุรกิจมานำเสนอให้ออกมาเข้าใจง่าย น่าติดตามตลอดทั้งเรื่อง

จุดเด่นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้คือการนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองของตัวละครที่เป็นเด็กวัยรุ่น ท่ามกลางโลกของผู้ใหญ่ ซึ่งนั่นทำให้หนังมีความเป็น Coming-of-Age ที่ดีมากเรื่องหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่ของหนังแนวนี้ มักจะพูดถึงเรื่องราวความรัก มิตรภาพ หรือการสูญเสีย แต่สำหรับ วัยรุ่นพันล้าน หนังพาเราไปพบกับการเดินตามความฝัน การสู้ชีวิตของเด็กวัยรุ่นที่ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างครบรส หนังมีดราม่าครอบครัวที่ทำออกมาได้ชวนซาบซึ้ง มิตรภาพของคนต่างวัยระหว่างท็อป และลุงเทือง(รับบทโดย เปี๊ยก โปสเตอร์) ที่ทำให้คนดูต่างหลงรัก และวิธีการฝ่าฟันปัญหา อุปสรรคในแบบของวัยรุ่น ทำให้หนังสามารถเข้าถึงคนดูส่วนใหญ่ได้ ไม่ว่าจะไม่วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ก็ตาม

19377595565

รีวิวภาพยนตร์ ด้านการแสดงของทีมนักแสดงนำในเรื่องนี้ต่างก็สามารถถ่ายทอดบทบาทออกมาได้น่าชื่นชมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พีช พชร ที่รับบทเป็น ท็อปก็สามารถแบกรับหนังทั้งเรื่องออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยความที่ตัวละครท็อป และชีวิตจริงของพีช ที่มีความเป็นคนไทยเชื้อสายจีนอยู่แล้ว ทำให้ในการถ่ายทอดบทบาทลูกคนจีนของ พีช ในเรื่องนี้ออกมาดูเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้บท ท็อปในเรื่องนี้ก็มีดราม่าที่หนักหน่วงพอ ๆ กับบท วินจาก Hormones วัยว้าวุ่น ซึ่งในเรื่องนี้พีช ก็ถ่ายทอดบทสู้ชีวิตออกมาได้ทรงพลัง หนักแน่น จนบทท็อปได้กลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ พีช พชร มาจนถึงทุกวันนี้

อีกหนึ่งบทบาทการแสดงที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ ก็คงไม่พ้นบท ลุงเทือง ที่เป็นการกลับมาแสดงภาพยนตร์หลังเว้นช่วงไปนานกว่า 40 ปี ซึ่งบทลุงเทือง ได้กลายเป็นตัวละครที่คนดูหลายคนล้วนหลงรัก ประทับใจ ในการถ่ายทอดบทบาทที่เป็นธรรมชาติ และเป็นตัวละครสำคัญที่ช่วยผลักดันเรื่องราวกรสู้ชีวิตในครั้งนี้ให้ออกมามีสีสันมากยิ่งขึ้น

หนังอาจยังคงคอนเซปต์ของหนังจาก GTH ที่มีความฟีลกู้ด สูตรสำเร็จที่ใครที่ดูหนังค่ายนี้บ่อย ๆ ก็คงเดาทิศทางได้ไม่ยาก แต่อย่างไรก็ตาม Top Secret ถือว่าเป็นหนังไทยที่นานทีปีหนจะมีมาให้ชม สำหรับใครที่อยากลองหาหนังสร้างแรงบันดาลใจดี ๆ สักเรื่อง ที่ให้ทั้งความสนุก บันเทิง และให้แง่คิด ให้เราหันกลับมาสู้ชีวิตทำตามความฝันอีกครั้ง หนังไทยเรื่องนี้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง หากใครยังไม่ได้ดูละก็ อย่ารอช้า

โดยปกติแล้วหนังฟอร์มหลักของ GTH ที่มักจะเน้นการเขียนบทและสร้างเรื่องด้วยตัวเอง (Original Score) แต่กับ “วัยรุ่นพันล้าน” หนังชีวประวัติของ ต๊อบ อิทธิพัฒน์ เจ้าของธุรกิจสาหร่ายเถ้าแก่น้อย เป็นหนังที่ต้องเล่นไปตามเนื้อเรื่องที่มีตัวตนอยู่แล้ว

เพียงแต่ขึ้นอยู่กับการแปลงบทหนังว่าจะให้มันมีอารมณ์ร่วม หรือแทรกแง่มุมได้น่าสนใจแค่ไหน คล้ายกับกรณี The Social Network

หนังเข้าในจังหวะที่ต้องบอกว่า “โคตรซวย” เพราะน้ำท่วมกรุงเทพฯ แบบพี๊กมาก ทุกคนตื่นเต้นแต่กับน้ำท่วม เขตไหนประกาศอพยพ ฯลฯ จนไม่มีอารมณ์มาดูหนังกัน
เห็นชื่อน้องพีช พชร แสดงเป็นพระเอกแล้วแปลกใจนิดหน่อย เพราะเพิ่งเปิดตัวมาจาก Suck Seed ได้ไม่นาน จากฝีมือในเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าทำได้พอผ่าน
นางเอกน้องมุกไหม (วลันลักษณ์ คุ้มสุวรรณ) ที่น่ารักโฮก แต่ออกมาบทน้อยยยยยย จนแทบไม่มีบทบาทในหนังอะไรเลย
เนื้อเรื่องน่าติดตามอยู่แล้ว เพราะชีวิตของต๊อบมันก็ค่อนข้างเหลือเชื่อจริงๆ
แทรกโฆษณาได้น่าเกลียดพอสมควร ถึงเราจะรู้กันอยู่แล้วว่าเถ้าแก่น้อยโตได้เพราะเซเว่นอีเลฟเว่นก็ตามเถอะ

ชอบจังหวะสร้างอุปสรรคต่อการไปต่อข้างหน้า มันดูมืดมนและไม่รู้ทางออกจริงๆ (ทั้งที่เรารู้ว่าสุดท้ายตอนจบพระเอกรวย)
การใช้สัญลักษณ์อย่างเจ้าแม่กวนอิม หรือความเชื่อในการไม่ต้องคิดอะไรมาก แม้ไม่เด่นมาก แต่ก็ออกมาดูดีมีจังหวะ
บทหนังแน่นเกินไป หลายจังหวะดูจะรีบยัดๆ เข้ามา ข้อเสียคือมันหาจุดไคลแม๊กส์ไม่เจอเสียที ออกมาจากโรงจะหาไม่เจอว่าเราจำอะไรเด่นๆ จากหนังได้บ้าง
โดยรวมแล้วชอบเรื่องวัยรุ่นพันล้านนะครับ เป็นหนังดีและแนะนำให้ดูได้ทุกเพศทุกวัย อย่างน้อยก็ทำให้เราได้แรงบรรดาลใจ ว่าการสร้างตัวเองจนกว่าจะมีทุกวันนี้ได้นั้น ไม่มีหรอกที่ได้มาด้วยโชคหรือความบังเอิญ
พรุ่งนี้รวย … ไม่มีจริงหรอกครับ แต่เราคงต้องเริ่มจากวันนี้ตะหาก ดูหนังออนไลน์ 

รีวิวหนัง เด็กหอ ภาพยนตร์ไทยแนวหนังสยองขวัญ ที่ไม่ควรพลาด

รีวิวหนัง เด็กหอ ภาพยนตร์ไทยแนวหนังสยองขวัญ ที่ไม่ควรพลาด

PANTIP.COM : A11429987 "เด็กหอ (2006)"  ไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมตอนไปดูรอบแรกถึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้...  [หนังไทย]
รีวิวหนัง เด็กหอ เป็นภาพยนตร์ไทย แนวสยองขวัญที่ถูกนำเข้ามาฉายเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 กำกับการแสดงโดยทรงยศ สุขมากอนันต์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการร่วมลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ถึง 3 บริษัท ได้แก่ GMM GRAMMY, Thai Entertainment, Hub Ho Hin แต่ปัจจุบันบริษัท Thai Entertainment พร้อมกับนักแสดงนำ จินตหรา สุขพัฒน์ (แหม่ม) แสดงเป็น ครูปราณี , ชาลี ไตรรัตน์ (แน็ก) แสดงเป็น ต้น หรือ ชาตรี , ศิรชัช เจียรถาวร (ไมเคิล) แสดงเป็น วิเชียร โดยเนื้อเรื่องถูกสร้างมาจากเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริงโดยเป็นเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมาจากโรงเรียบ อัสสัมชัญ ศรีราชา โดยตัวละคร วิเชียรนั้น ก็มีอยู่จริงซึ่งเด็กคนนั้นได้ประสบอุบัติเหตุในขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งเด็กคนนั้นก็ชื่อวิเชียรเหมือนกัน นั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นและแรงบรรดาลใจให้กับผู้กับที่ได้กำกับภาพยนต์เรื่องนี้

ซึ่งเนื้อหา และเรื่องราวของภาพยนตร์นั้นสามารถสื่ออารมณ์ได้เป็นอย่างดี ในหลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนนั้นสอดแทรกให้ได้คิด การดำเนินเรื่องราวของภาพยนต์บอกได้เลยว่าชวนให้น่าติดตามเป็นอย่างมากทำให้ลุ้นได้ทุกฉากทุกตอน ในด้านตัวละครในเรื่องนั้นผู้กำกับได้เสนอในแง่มุมต่างๆ และสามารถดึงความเก่งความสามารถของนักแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน เช่น ครูปราณีที่มีความรักลูกศิษย์มาก ถึงแม้จะมีความดุและความเข้มงวดมากก็ตาม แต่ในความดุและความเจ้าระเบียบก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนเช่นกันและสาเหตุที่ทำให้ครูปราณีมีนิสัยแบบนี้ก็เพราะเหตุการที่เกิดขึ้นกับลูกศิษย์อย่างวิเชียร ทำให้เธอโทษตัวเองว่ามีส่วนผิดนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอนั้นมีความเข้มงวดมากขึ้นถ้านับว่า การบิ้วท์อารมณ์ของผู้ชมจะใช้เสียงดนตรีเป็นหลักซึ่งมันทำให้ภาพยนต์ให้ความรู้สึกผวาและน่ากลัวมากยิ่งขึ้น ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นหนังผีไทยอันดับต้นๆ ที่เราไม่ควรพลาดเช่นกัน

เรื่องย่อ ของภาพยนตร์เรื่องเด็กหอ
การเปิดเรื่องเปิดได้อย่างหน้าสนใจโดยเปิดมาที่ ชาตรี เด็กชายวัย 12 ปี ถูกพ่อแท้ๆส่งมาเรียนที่โรงเรียนประจำ เพราะเขาดันไปรู้ความลับของพ่อเขา ทำให้ต้องถูกย้ายโรงเรียนใหม่ตั้งแต่กลางเทอม โดยที่เขาต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ และที่นอนที่เขาต้องพักอาศัยอยู่รวมถึงการปรับตัวเพื่อที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ พอเขามาถึงที่หอพัก ครูได้พาเขาไปที่เตียงแจ้กฎต่างๆของโรงเรียนให้เขารับทราและด้วยความที่เขาเป็นเด็กใหม่ที่ถูกย้ายมากลางเทอมทำให้เขาไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียวทำให้เขาชอบหนีไปอยู่สระว่ายน้ำเก่าๆหลังโรงเรียนคนเดียวบ่อยๆ และนั้นก็เป็นเหตุการณ์ทำให้เขาได้ไปรู้จักกับ วิเชียร เพื่อนร่วมห้องที่เหมือนจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับโรงเรียบนี้ หลังจากนั้นมิตรภาพระหว่างเพื่อนก็ได้เกิดขึ้น จนวันหนึ่งชาลีได้รู้ความจริงว่าวิเชียรไม่ใช่คน แต่เป็นผี ทำให้เขาถอยห่างออกจากวิเชียรด้วยความกลัว แต่เพราะความผูกพันธ์ และมิตรภาพระหว่างเพื่อนทำให้เขาได้เริ่มสืบค้นหาการตายของวิเชียร สาเหตุที่วิเชียรไม่ไปเกิดทำให้เขาได้ล่วงรู้ความลับของโรงเรียน เขาจึงได้หาวิธีเพื่อปลดปล่อยให้เพื่อนของรวมถึง การไปอธิบายช่วยให้ครูปราณีเลิกโทษตัวเองว่าตนเป็นสาเหตุที่ทำให้วิเชียรตาย จากนั้นเขาได้ไปถอดวิญญาณของตัวเองออกมาเพื่อไปช่วยเพื่อน หลังจากนั้นวิเชียรโดยได้ไปช่วยเพื่อนเขาจากการจมน้ำ ทำให้วิเชียรหลุดพ้นจากบวงกรรมและก็ได้ไปเกิดใหม่ โดยฉากตอนสุดท้ายแสดงให้เห็นถึงความรักความผูกพันธ์ของมิตรภาพระหว่างเพื่อนออกมาให้คนดูได้เห็นว่าทั้งคู่นั้นผูกพันธ์กันมากแค่ไหน

รีวิว บทสรุปและการตีความของภาพยนตร์เรื่อง เด็กหอ
แก่นของหนังเรื่องนี้ต้องการสื่อถึงมิตรภาพที่สวยงามที่แม้แต่ความตายก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เปิดเรื่องมาที่พ่อของชาลีได้ส่งชาลีไปเรียนที่โรงเรียนประจำซึ่งนั้นก็เป็นสาเหตุ หรือ จุดเริ่มต้นของการพบเจอกันของชาลีและวิเชียร ทำให้เรื่องราวต่างๆได้เกิดขึ้น โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เน้นถึงฉากผีที่หลอนจนขนลุก และผีในเรื่องไม่ได้มีความอาฆาตหรือการตามล้างแค้นใคร แต่เป็นการกล่าวถึงเรื่องราวของมิตรภาพของเด็ก2 คนที่มีให้ต่อกันแบบเพื่อน โดยจะสื่อให้เห็นถึงแง่มุมต่างๆของตัวละคร โดยฉากส่วนใหญ่จะอยู่ที่สระน้ำแห่งหนึ่งในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีและฉากที่เอามาฉายส่วนใหญ่จะเป็นฉากตอนกลางคืนหากเป็นฉากไหนต้องถ่ายทำตอนกลางวันก็จะเป็นโทนสีหม่นๆเพื่อสร้างความสยองขวัญให้กับหนัง การเล่าเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป ผู้กำกับสามารถเสนอเรื่องราวออกมาได้อย่างน่าสนใจ โดยการดำเนินเรื่องนั้นผู้กำกับจะสร้างปมให้คนดูได้แก้และติดตามและค่อยๆ เฉลยทุกอย่างมาในฉากสุดท้ายซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

ตัวอย่าง เด็กหอ (Official Trailer) - YouTube

รีวิวหนัง ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยถูกวิจารณ์ในเว็ปพันทิปว่าเป็นหนังที่มีเค้าโครงคล้ายกับภาพยนต์สเปนเรื่อง EI Espinoza del diablo(The Devil’s backbone) แต่ผู้กำกับอย่างทรงยศได้ออกมากล่าปฏิเสธแล้วบอกไปว่าเรื่องรวามของภาพยนต์เรื่องวเด็กหอนี้ตนเองได้รับแรงบรรดานใจมาจากเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมาขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกี่ยวข้องกับหนังสเปนเรื่องนี้แต่อย่างไร

ชาตรี เด็กชาย อายุ 12 เรียน ม.1 เป็นเด็กไร้ความหมาย ที่พ่อของเขาส่งไปเรียนที่สายชลวิทยา ที่จังหวัดชลบุรี อย่างฉุกละหุก ก็เพื่อที่ชาตรีจะได้พ้นไปจากบ้านไกลไปเสียจากพ่อ เพราะชาตรีรู้ความลับของพ่อทั้งหมด เพื่อนของชาตรีได้พูดคุยเรื่องผีในโรงเรียนและเรื่องครู ในตอนกลางคืนชาตรีรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา พอฉี่เสร็จชาตรีได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเหมือนมันเคลื่อนที่ได้ แต่พอเข้าไปแล้วประตูก็เลยล็อก ชาตรีตกใจมากเลยอยากออกไป จนสักพักประตูก็เปิดได้ ชาตรีวิ่งหนีไปหอพักจนเขารู้สึกกลัวมาก

แล้วชาตรี ก็ได้พบกับ วิเชียร เพื่อนร่วมห้องที่ดูเหมือนจะรู้อะไร ๆ ในโรงเรียนไปเสียทุกอย่าง และแล้วมิตรภาพระหว่างเพื่อนทั้ง 2 ก็ก่อตัวขึ้น ก่อนที่พบว่าแท้ที่จริงแล้ว วิเชียร ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ๆ แต่พอเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่าชาตรีก็เริ่มผูกมิตรกับวิเชียรได้ เพราะว่าทั้งสองคนเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “ไม่มีใครเห็นว่ามีตัวตน” อย่างตอนที่ชาตรีคิดจะทำอะไรแผลง ๆ เพื่อถอดวิญญาณมาช่วยวิเชียร วิเชียรก็พูดว่า “สัญญากับฉันสิ ว่าจะไม่ทำอะไรบ้า ๆ เพื่อช่วยฉัน ชาตรี สัญญากับฉันสิ” ชาตรีไม่ตอบ กลับยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนถึงเวลา 6 โมงเย็น มันคือ

เวลาตายของวิเชียร แต่วิเชียรต้องกลับไปที่สระว่ายน้ำนั้น เพื่อลิ้มรสความทรมานจากการจมน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ชาตรีเจ็บปวดมากที่ได้เห็นวิเชียรทรมานแบบนั้น แต่ตัวเขากลับได้แต่ยืนมอง แตะต้องอะไรวิเชียรไม่ได้ จนในที่สุด ชาตรีก็ไปดมสารอีเทอร์ มากเกินขนาด จนในที่สุดวิญญาณก็หลุดออกจากร่าง แล้วชาตรีก็ไม่คิดจะเหลียวมองดูร่างของตนเองเลยแม้แต่น้อย

เขาวิ่งไปทางสระว่ายน้ำนั้นโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว และชาตรีก็ช่วยวิเชียรขึ้นมาจากสระจนได้ และต่อจากนั้นเอง ที่วิเชียรลาชาตรีไปเกิด แค่ลากันสั้น ๆ แต่สายตาสื่อความหมายว่าทั้งสองคนผูกพันกันมากมายเพียงใด

ตรงข้ามกับ วิเชียร ที่ความโดดเดี่ยวของเขาเกิดขึ้นจริง เขาถูกรังเกียจหวาดกลัวจากคนอื่น เพราะ สถานภาพ ผี ที่เขาเป็นอยู่ เขาไม่สามารถหลุดพ้นกับการวนเวียนอยู่ในชาติภพนี้โดยไม่อาจหลุดพ้นไปไหน ความเป็นผี ของวิเชียร ก็เปรียบได้เหมือนปมด้อยของเด็กๆหลายคนทุกวันนี้ มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสมัยเรียนที่ถูกแกล้ง ถูกล้อไม่มีเพื่อนคบ เพราะตัวเองตัวเตี้ย มีความพิกลพิการ ฯลฯ น่าเสียดายที่ภาพลักษณ์ภายนอกเหล่านี้ถูกนำขึ้นมาเป็นตัวขัดขวางมิตรภาพ เพราะหากต่างฝ่ายต่างเปิดใจเข้าหากัน ก็จะพบว่า โลกนี้จะเลวร้ายอ้างว้างเพียงใด ขอเพียงมีเพื่อนสักคนที่เข้าใจ เราก็สามารถอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข

…วิเชียร บอกประโยคหนึ่งที่น่าคิดว่า ผี ก็เหมือนกับ คนที่โดดเดี่ยว ตรงที่ ทั้งคู่เป็นการมีชีวิตอยู่อย่างเหมือนไม่มีตัวตน คนในสังคมเราทุกวันนี้ต่างมีชีวิตกันเบียดเสียดเดินชนกันทุกวี่วัน แต่สำหรับบางคนมันก็ยังทำให้เหมือนอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครสนใจใครจนไม่ต่างอะไรกับชีวิตที่ไร้ตัวตน

ความเป็นผีของวิเชียร ทำให้เขาถูกตัดขาดจากโลกมนุษย์ ถ้าจะมีใครมองเห็นก็กลัวหรือหนีหาย เขาจึงมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากย้อนกลับไปตอนมีชีวิต ความเป็นคนของวิเชียรก็ไม่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เมื่อถูกทิ้งไว้ให้ตายกลางสระว่ายน้ำ ผลจากเหตุการณ์นั้นทำให้ทุกหกโมงเย็นเขาต้องกลับจมน้ำตายในสระครั้งแล้วครั้งเล่าทุกวัน

เพื่อน คือ สิ่งที่ทำให้ การอยู่อย่างไม่มีตัวตนของ ชาตรี และ วิเชียร มี ตัวตน

สิ่งที่ช่วยปลดปล่อยวิเชียรจากความโดดเดี่ยวและเวียนวนในความตายคือ มิตรภาพที่ได้รับจากชาตรี และ สิ่งที่เปิดประตูชาตรีจากการกักขังตัวเอง คือ มิตรภาพที่เขาได้รับจากวิเชียร

… ผลดีที่ส่งต่อตามมาคือการสามารถปลดครูปราณีออกจากความเข้าใจผิดที่ติดอยู่กับแผ่นเสียงตกร่องและความรู้สึกผิดมาหลายปี และ ปลดปล่อยตัวเองจากความโกรธที่ขวางกั้นของชาตรีกับพ่อไว้ด้วยกัน

…พล็อตที่มีอยู่ในมือทำให้ เด็กหอ ถีบตัวเองออกจากหนังผีทั่วๆไป เป็นหนังดราม่าที่มีผีอยู่ในเรื่อง ต้องชมคนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา การผูกโยง ความมีตัวตน + มิตรภาพ +ผี +ความผิดในใจ และ การก้าวข้ามผ่านวัย(coming of age) เข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ทิ้งน้ำหนักไว้ที่ไหนจนมากเกิน หนังฉีกตัวเองออกไปจากแนวหนังซ้ำๆที่มีมาในช่วงหลังๆนี้ อารมณ์ของหนังทำออกมาได้อย่างนุ่มนวลแฝงอารมณ์ขันที่ใส่อยู่เป็นระยะๆ

…พล็อตหรือโครงเรื่องที่แข็งแรงนี้พอพล็อตถูกขยายออกมาเป็นบทหนัง หลายจุดที่ทำให้ผมยังรู้สึกว่ามันอธิบายได้ไม่ดีพอ ตัวอย่างพล็อตรองในส่วนความสัมพันธ์พ่อ – ลูก เป็นส่วนที่ผมชอบมาก เสียดายที่การคลี่คลายความสัมพันธ์ของพ่อกับชาตรีที่ให้ทั้งสองคนกลับมาดีกันได้อย่างด่วนสรุปง่ายๆเกินไป และ ไร้คำอธิบายเหมือนด่วนสรุปเพื่อจะจบเรื่องราว ประเด็นอื่นๆ เช่น หลังกระต่ายตายแล้วฟื้นเสร็จจู่ๆชาตรีก็วิ่งไปที่สระว่ายน้ำ หรือ จะเป็นตอนท้ายที่เพื่อนๆอยู่ๆก็รู้วิธีช่วยชาตรีกันขึ้นมาเองเฉยๆ ฯลฯทั้งหลายทั้งหมดนี้มันเกิดจากตัวละครคิดขึ้นมาได้เอง ซึ่งดูขาดความน่าเชื่อถือไปพอสมควร หนังขาดจุดเชื่อมโยงที่ดีในการอธิบายเหตุและผลของการกระทำ

…การเล่าเรื่องของหนังทำได้ไม่คงเส้นคงวา หากเหมือนรถก็เหมือนรถที่บางช่วงขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้า แต่บางช่วงรถก็จอดอยู่กับที่เฉยๆชวนให้ง่วง บางช่วงขับช้า(ช่วงแรกๆ ช่วงหนังที่ฉายบนจอในเฉลิมกว้าง)บางช่วงขับเร็ว(ช่วงท้ายที่อยู่พระเอกคิดได้วิ่งไปช่วยเพื่อนที่สระ ช่วงคลี่คลายตอนท้ายในหลายๆเหตุการณ์) บางช่วงที่หนังเหมือนจับเอาฉากสวยๆหลายฉากมาต่อกันแต่ดูแล้วมันไม่ต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกับอารมณ์ของหนังด้วยที่ผมเองรู้สึกว่าหลายฉากที่ซาบซึ้งกินใจแต่มันไม่ปะติดปะต่อกันตลอดเรื่อง

…อย่างไรก็ดี เด็กหอ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า หากผู้สร้างใส่ใจในรายละเอียดทุกด้าน จุดอ่อนหลายจุดก็สามารถถูกลืมๆไปได้ ยิ่งถ้าคนดูสามารถอินไปกับอารมณ์ของหนัง สิ่งที่ดึงคนดูไปได้จนจบคืออารมณ์ของหนังนั่นเอง

ผู้กำกับ ทรงยศ สุขมากอนันต์ (ศิษย์เก่าโรงเรียนในหนัง ผมเองก็ได้แต่สงสัยจังว่าเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้องของตัวเอง) หนึ่งในทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ แยกมากำกับเดี่ยวเป็นเรื่องแรก ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์นี้ต่อเนื่องมาได้ไม่แพ้ เพื่อนสนิท ที่เป็นงานกำกับเดี่ยวของทีมเดียวกัน นั่นคือ หนังแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงการเอาใจใส่ในรายละเอียด ประณีตในตัวงาน เช่น การถ่ายภาพและบันทึกเสียงที่โดดเด่นมาก การคัดตัวนักแสดงเล่นกันได้ดี น้องแน็คจากแฟนฉันยังคงมือไม่ตก เช่นเดียวกับ จินตหรา สุขพัฒน์ ที่มารับบทคุณครูผู้มีความหลังลึกลับ ที่เด่นเป็นพิเศษคือเด็กหนุ่มที่มารับบท วิเชียร ซึ่งสีหน้าแววตาเล่นออกมาได้มีมิติกว่าน้องแน็คเสียด้วยซ้ำ รวมถึงบทพ่อของชาตรีที่ออกมาไม่มากก็เล่นได้ดี

ตัวหนังที่ออกมาในแนวดราม่า + การก้าวข้ามผ่านวัย เป็น อีกหนึ่งหนังไทยแนวนี้ที่หายไปนาน และ การมาของเด็กหอ ถือว่าให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแถมมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยการผนวกความเป็นหนังผีเข้าไปด้วย เพียงแต่ว่า จากหนังตัวอย่างที่เสนอตัวเองเป็นหนังผีเต็มตัว อาจทำให้คนดูที่คาดหวังประมาณอารมณ์สยองขวัญสั่นประสาทต้องผิดหวัง ฉากชวนตกใจจากผีหลอกออกเท่าที่เห็นในหนังตัวอย่างไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

ส่วนดราม่าของหนังทำออกมาได้ดีมากในหลายฉากหากมองเป็นฉากๆไป โดยเฉพาะคนดูยิ่งถ้าเคยมีประสบการณ์ร่วมเหมือนในหนังแล้วจะพบว่าหนังถ่ายทอดอารมณ์ชวนให้ถวิลหาอดีตได้ดีเหลือเกิน แค่ฉากนั่งบนแท้งค์น้ำตอนท้ายกับเพื่อนๆมันก็ทำให้ผมเหมือนตัวเองเด็กลงไปเป็นช่วงเวลานั้นอย่างไม่รู้ตัว ส่วนบรรยากาศผีออกหลอกหลอนที่มีอยู่น้อยในหนังนั้นก็น่ากลัวมิใช่เล่น แต่หากผู้กำกับคิดจะไปกำกับหนังผีเต็มตัว คงจะดีหากหนังลดความจงใจใส่พิรุธ หรือ ลดการใส่ความน่าสงสัยเกินเหตุเข้าไปในหนัง แล้วให้หนังเล่าไปข้างหน้าอย่างเนิบช้าด้วยตัวมันเอง ตัวอย่างที่หนังจงใจเช่น สีหน้าสาวใช้ตอนเอาของขึ้นท้ายรถ สีหน้าของน้องแน็คที่ดูลึกลับตลอดเวลา สีหน้าวิเชียรที่ตกใจตอนมองไม่เห็นใคร (ไม่รู้จะตกใจเพื่ออะไรเพราะตัวเองก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นผี) ฯลฯ มันทำให้เดาได้ง่ายเกินไปและดูไม่เป็นธรรมชาติ ดูหนัง ไทย

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” ความรัก ความทรงจำ ความรู้จัก

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” ความรัก ความทรงจำ ความรู้จัก

10 เพลงประกอบภาพยนตร์น่าฟังจากค่าย GTH | Music Arms ศูนย์รวมเครื่องดนตรี  ตั้งแต่เริ่มต้น ถึงมืออาชีพ | Music Arms

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ กวน มึน โฮ เป็นภาพยนตร์ไทยที่เล่นได้กวนและมึนสมชื่อหนังมาก
โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ ผลิตโดยจอกว้างฟิล์ม และจัดจำหน่ายโดย จีทีเอช ออกฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553

ผู้กำกับ : บรรจง ปิสัญธนะกูล

นักแสดงนำโดย: ฉันทวิชช์ ธนะเสวี – หนึ่งธิดา โสภณ

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ หญิงสาวและชายหนุ่มชาวไทยที่จู่ ๆ ก็ได้บังเอิญมาพบเจอกันที่กรุงโซลต่างคนต่างอกหัก เดินทางมาเที่ยวเกาหลีคนเดียวทั้งคู่ และได้ตกลงเที่ยวด้วยกัน โดยไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนาม เพราะไม่ต้องการรู้จักกันแบบลึกซึ้ง

เรื่องย่อ –

หญิงสาว(หนูนา หนึ่งธิดา) ผู้หญิงที่โกหกแฟนว่าไปงานแต่งกับเพื่อน แต่จริง ๆ แล้ว เพื่อนไม่ว่าง เลยมาคนเดียว แฟนเธอมีนิสัยจู้จี้ขี้บ่น ทำอะไรก็ห้ามไปหมด ชอบหัวร้อนและอารมณ์เสียใส่ ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ตลอด ดุหมือนพ่อ !! ชายหนุ่ม(เต๋อ ฉันทวิชช์) ผู้ชายที่ไปเที่ยวเกาหลีคนเดียว แต่งตัวโคตรชิลล์ ใส่เสื้อยืดแขนสั้น ย้วย ๆ กางเกงขาสั้น รองเท้าหูคีบ ชิลล์เกิ๊น !! เดินทางมาเที่ยวเกาหลีเพราะว่าอกหัก ลืมแฟนเก่าที่คบกันมานานหลายปีไม่ได้ เลยหนีมาเที่ยว เผื่อจะดีขึ้น มีอยู่คืนนึงชายหนุ่มก็เมาเละเทะเลย อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำของโรงแรม นอนสลบอยู่หน้าเกสเฮ้าส์แห่งหนึ่ง โดยมีรองเท้าของใครก็ไม่รู้ เป็นหมอนคู่ใจของเขายันเช้า

วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มก็ลุกพรวดขึ้นมา เห็นหน้าหญิงสาวพอดี เธอเอะอะโวยวายเพราะต้องการจะทวงเสื้อคลุมที่เธอเสียสละให้ห่มกายนอนเมื่อคืน หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ตีมึน บอกว่าหลงทางกลับโรงแรมไม่ถูก จึงอยากขอให้หญิงสาวช่วยไปส่งหน่อยได้มั้ย แต่สุดท้ายเขาก็ไปไม่ทันทัวร์ พลาดตกรถ เพราะว่ากว่าจะเจอโรงแรมก็สายแล้ว ทัวร์กรุ๊ปของชายหนุ่มได้ไปทัวร์ที่อื่นต่อแล้ว เลยทำให้ชายหนุ่ม(เต๋อ ฉันทวิชช์) ต้องย่องตามหญิงสาวไป เพราะอยากขอวอนให้เที่ยวด้วยกันได้มั้ย ทั้งที่หญิงสาวตั้งใจจะมาเที่ยวคนเดียวแบบสาวติส จนทั้งสองได้ตกลงปลงใจเที่ยวด้วยกัน แต่มีข้อแม้ว่า จะไม่รู้จักชื่อของกัน ไม่เอ่ยข้อมูลส่วนตัวเลย โดยเที่ยวด้วยกันแบบ ใช้นามสมมุติ เรียกกันแทน เพราะไม่อยากเป็นคนรู้จักกัน เวลาพูดอะไร ทำอะไรจะได้ไม่ต้องเกรงใจใคร หรือทะเลาะกับใคร ให้เป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าสองคนที่มาเที่ยวต่างประเทศด้วยกันแค่นั้น

ความรู้สึกหลังดูจบ –

เป็นหนังที่หลังดูจบคือ ไม่อยากให้จบเลยอ่ะ น่าจะเล่นต่ออีกหน่อยนึง อย่างน้อยขอรู้ชื่อ พระเอกนางเอกก่อนได้มะ ทั้งเรื่องสรุปไม่มีใครรู้ชื่อนักแสดงนำเลย คือตอนจบกำลังจะบอกชื่อ หนังก็จบเลย มันค้างคามากเลยครับ >< นอกนั้นฉากอื่น ๆ คือดีหมดเลย ยกเว้นแต่ตอนจบน่าจะเล่นไปให้สุดกว่านี้ จะดีมาก ปล. อยากให้มีภาคสอง แต่น่าจะฝันสลายเพราะหนังก็ฉายไปนานแล้ว อดเบย อาจจะค้างคานิดนึง แต่เดาว่าตอนจบมันต้องแฮปปี้แน่ ๆ เพราะพระเอก บอกรักผ่าน วิทยุพี่อ้อยพี่ฉอด ขนาดนั้น จนนางเอกร้องไห้ออกมาด้วยความซึ้งใจ

ฉากที่ประทับใจ –

1. ฉากที่พระเอกไปเที่ยวที่เกาะนามิ

หรือ ที่คุณเต๋อเขาเรียกว่า เกาะฮานามิ อ่ะ >< แล้วได้ไปนั่งกินอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งกับนางเอก แล้วก็ชมเจ้าของร้านว่า ลุง ลุง อาหารร้านลุงแม่งรสชาติเหี้ยมากเลย หมาไม่แดกอ่ะ โคตรห่วยแตกเลย พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้ลุงเจ้าของร้านด้วย แล้วลุงเขาก็ก้มหัวลงขอบคุณใหญ่เลย เพราะเข้าใจว่าลูกค้าชม คือแบบซีนนี้ฮามาก ประมาณว่าที่พระเอกจะสื่อให้รู้ว่า ไหน ๆ ก็จะเที่ยวแบบไม่รู้จักใครไงละ เราพูดอะไรไปเขาก็ฟังไม่ออกหรอกไรงี้ เลยแกล้งลุงให้นางเอกดู ชอบความเล่นพิเรนของพระเอกมาก 😆

2. ฉากที่นางเอกต่อว่าแฟนตัวเองทางโทรศัพท์

คือปกติจะยอม ๆ ไปไง แต่พอเธอโดนแฟนด่ายับ แถมยังบอกเลิกอีก ทั้งที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ แล้วนางเอกก็ทนไม่ไหว ใส่เป็นชุดเหมือนกัน เรารู้สึกว่าเหมือนนางเอกอัดอั้นตลอดเวลาที่คบกับแฟนคนนี้ไม่เคยได้เป็นตัวเองเลย โดนสั่ง โดนห้าม ไอนั่นไอนี่ จนข้างในมันอึดอัดมาก เลยพอแฟนบอกเลิกมาแบบนี้ ก็จัดไปด่าตัดไฟ ระเบิดความในใจออกมาทั้งหมดเพื่อจบความสัมพันธ์นี้ซักที

แล้วก็ยังมีอีกหลายซีนเลยที่ชื่นชอบ ส่วนใหญ่จะเป็นฉากตลกคอมเมดี้ต้องยกนิ้วให้คนเขียนบทเลย มันฮามาก เข้ากับนักแสดงสุด ๆ โดยปกติแล้วพระเอกนางเอก ก็เป็นคนกวน ๆ อยู่แล้วด้วย แต่ละซีนมันเลยออกมาลงตัวมากขึ้น

คะแนนความชอบส่วนตัวให้ 9/10

ดอกไวโอเล็ตกับเจ้าเต่าทอง: กวน มึน โฮ

รีวิวหนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ กวน มึน โฮ ตอนแรกที่ผมได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ นึกว่า เป็นหนังเกาหลี อีกอย่างหนึ่งต้องยอมรับครับว่าระยะหลังนี้หนังเกาหลีมาตีตลาดหนังไทยเราเป็นอย่างมาก เรียกว่า ตีตลาดทั้งจอเงินและจอแก้วเลยทีเดียว ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะมีหนังชื่อเกาหลีออกมาอีกสักเรื่อง แต่พออ่านไปๆ อ้าว…ชื่อภาพยนตร์ไทยนิหน่า

กวน มึน โฮ เป็นภาพยตร์คุณภาพเรื่องล่าสุด จากค่ายหนังดัง GTH ที่ได้ บรรจง ปิสัญธนะกูล (โต้ง) มาเป็นผู้กำกับ และถ้าจะให้พูดถึงผู้กำกับคนนี้ ผมขอยกนิ้วหัวแม่มือให้เลยครับทั้งสองมือ โต้ง เกิดจากการเป็นผู้กำกับ เรื่อง “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ”

ซึ่งเรื่องแรกก็ทำรายได้ไปร้อยกว่าล้านแล้ว แล้วยังถูกเมืองนอกซื้อไปทำใหม่(รีเมก)อีกต่างหาก เรียกว่าเรื่องแรกก็ได้ทั้ง เงินและรางวัลเชียวล่ะ พอมาเรื่องที่สอง “แฝด” ก็ทำรายได้ไม่น้อยหน้าไปกว่าเรื่องแรกสักเท่าไหร่นัก มาเรื่องที่ สามอย่าง “4แพร่ง”

ตอน คนกลาง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวมากที่สุดในบรรดาทั้ง 4 ตอนของหนัง ว่าเป็นตอนที่สนุกที่สุด พอมีเรื่อง “5แพร่ง” ตอนคนกอง ทุกคนก็จับตามาที่ผู้กำกับคนนี้เลยที่เดียวว่าเขาจะมีมุกอะไรจะมาเสนออีก ซึ่งคนดูก็ไม่เคยผิดหวังกับการกำกับของคุณโต้งเลยสักครั้ง แม้จะเป็นมุกเดิมๆ
ที่มาหลอกใช้อีกแต่ก็เป็นการหลอกที่สนิทใจเลยที่เดียว กับเรื่อง กวน มึน โฮ นี้ ถือว่าเป็นการกำกับภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่องแรก

ของคุณโต้งก็ว่าได้เพราะว่าทั้ง 4 เรื่องที่ผ่านมาคุณโต้งกำกับแต่หนังผีทั้งสิ้น กวน มึน โฮ เป็นเรื่องราวของ ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งที่ได้เลือกไปเที่ยวเกาหลีด้วยเหตุผลที่ไม่ซ้ำใคร
และทั้งคู่ก็ไม่ได้ไปด้วยกันไม่รู้จักกันมาก่อน ชายหนุ่ม (เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ) ผู้ชายที่จะไปย่ำแดนกิมจิด้วยรองเท้าแตะคีบ และเสื้อยืดย้วยๆ

บวกกางเกงขาสั้น เขาเป็นคนเดียวในกรุ๊ปทัวร์ที่ไม่มีครอบครัวหรือคนรักมาด้วย บางทีที่นั่งว่างเปล่าข้างๆ อาจเป็น สาเหตุ ให้เขาเมามายขนาดนี้ในวันเดินทางก็เป็นไปได้ ส่วนหญิงสาว
(หนูนาหนึ่งธิดา โสภณ) หญิงสาวที่หลงไหลในดินแดนโสมและที่สำคัญเธออยากมาอยู่ในที่ที่เป็นโลเก
ชั่นซีรีย์สสุดฮิตของเกาหลีที่เธอดูจนติดงอมแงม

โดยเอางานแต่งของเพื่อนที่อยู่เกาหลีมาเป็นข้ออ้างกับแฟนหนุ่มของเธอในการเดินทางมาในครั้งนี้ ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมหญิงสาวถึงมาเที่ยวคนเดียว
เธอตอบง่ายๆว่า เที่ยวคนเดียวไม่ต้องเกรงใจใคร อยากไปไหนก็ไป ไม่ต้องทะเลาะกับใครด้วย อาจเพราะความคะนอง

หรือ ความเหงาเต็มที่ก็สุดจะเดา อยู่ๆ ชายหนุ่มก็ยื่นข้อเสนอ “งั้นเรามาเที่ยวด้วยกันมั้ย ถ้าเธอไม่ชอบเที่ยวกับคนรู้จักเราก็ไม่ต้องรู้จักกัน ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ข้อมูลส่วนตัว เราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าสองคนที่ไปเที่ยวด้วยกัน” จากนั้นเรื่องกวนๆ มึนๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น

ในส่วนรวมๆของเรื่องแล้ว สอบผ่านเลยที่เดียว อาจจะเป็นการลองของใหม่ ของโต้งก็ได้ ในเรื่องนี้
ช่วงครึ่งแรกของหนังจะเป็นแบบกวนๆ ฮาๆ มึนๆ เรียกเสียงหัวเราะให้คนดูได้ตลอดเวลา ส่วนครึ่งหลังของเรื่อง พี่ท่านอัดดราม่าแบบเต็มสูบเลย แต่เป็นดราม่าที่น่าติดตามยิ่งนัก บางฉากบางคนถึงกับกลั่นน้ำตาไม่อยู่เลยก็มี เรียกว่าถ้าไม่แน่จริง ครึ่งหลังจะเสี่ยงมากกับการดูแล้วน่าเบื่อน่าง่วงนอน แต่กับเรื่องนี้

อาการที่ว่าไม่เกิดกับคนดูสักคน ตัวหนังพยายามให้คนดูลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่า ทั้งคู่ชื่ออะไรกัน จะบอกกันตอนไหน ถึงแม้ว่าจะเป็นฉากดราม่าแรงๆแล้ว ตัวละครก็ยังไม่ปริปากบอกชื่อตัวเองเลยสักครั้ง และอาจจะเป็นธรรมเนียมไปเสียแล้ว สำหรับค่ายหนังค่ายนี้กับคำคมในหนังที่ใคร ต่อใครหลายๆคนชอบกันนักชอบกันหนา
“คุณจะรักฉันได้ยังไง เราไม่รู้จักกัน

ชื่อฉันคุณยังไม่รู้จักเลย ” “ผมรู้แค่ว่า เวลาที่ได้อยู่กะคุณ ผมแม่งโครตมีความสุข อย่างนี้เค้าเรียกว่ารักปะ” เรียกว่าเป็นประโยคที่โดนไปเต็มๆ ในเรื่องของ ฉากนั้นเราอาจจะแปลกตาสักหน่อย เพราะน้อยเรื่องนักที่คนดูหนังไทย จะเห็นภาพที่เป็นสถานที่ต่างประเทศทั้งเรื่อง ซึ่งแต่ละสถานที่เราก็ไม่เคยคุ้นตาสักเท่าไหร่ นั้นเป็นผลดีสำหรับนักสร้างหนัง และคนดู คนสร้างหาอะไรแปลกๆใหม่ๆมาเสนอ คนดูได้เห็นสิ่งใหม่ๆที่แปลกหูแปลกตาไป
เรียกว่าได้ดีทั้งสองทาง

งานนี้เอาคะแนนไปอีกหนึ่งกระบุง นักแสดงนำเรื่องนี้ถือว่าน้อยมากเพราะว่ามี แค่ 2 คน คือ เต๋อ กับหนูนา ในส่วนของเต๋อนั้น ตัวจริงกับในภาพยนตร์เหมือนเป็นตัวตนคนเดียวกันเลย เพราะตัวจริงของเต๋อก็จะเป็นคนกวนๆ เหมือนในหนังเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น โต้งเลือกนักแสดงไม่ผิดในส่วนการแสดงของเต๋อที่ผ่านมา อย่าง เรื่อง “ปิดเทอมใหญ่…หัวใจว้าวุ่น” และ “โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต” ก็การันตีการแสดงของเต๋อพอสมควร แต่เรื่องนี้ ผมว่าการแสดงของเต๋อพัฒนาขึ้นอีกระดับนะครับ เรียกว่าแสดงได้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากขึ้น

เพราะสองเรื่องที่ผ่านมาเต๋อยังเล่นแข็งๆอยู่ และความสามรถของเต๋ออีกอย่างก็คือ ร่วมเขียนบทในภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกว่าเขียนบทให้ตัวเองเล่นนั้นแหละ ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิว เพื่อน..ที่ระลึก The Promise เราสัญญาว่าจะตายไปด้วยกัน อ่านได้เลย

รีวิว เพื่อน..ที่ระลึก The Promise เราสัญญาว่าจะตายไปด้วยกัน อ่านได้เลย

รีวิว วิเคราะห์ “สัญญานะ ว่าแกจะไม่ปล่อยให้ฉันตายคนเดียว”
กระแส ตอบรับของหนัง thriller อย่าง ฉลาดเกมส์โกง ยังร้อนแรง อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ทันข้ามปี GDH ค่ายหนังไทยอารมณ์ดีขวัญใจมหาชน ก็ปล่อยหนัง Horror ตามมาแทบจะทันที โดยได้ จิม โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ผู้กำกับร้อยล้านจาก ลัดดาแลนด์ และมือเขียนบท ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด, สี่แพร่ง, ห้าแพร่ง ฯลฯ ซึ่งแทบทุกเรื่องจัดว่าประสบความสำเร็จ (อ่อ ขอยกเว้น ฝากไว้..ในกายเธอ ไว้เรื่องนึงละกัน)

คราวนี้ จิม โสภณ ได้หยิบยกเอาตึกร้างสาธร หรือ “ตึกสาธรยูนีค” หนึ่งในอนุสรณ์สถานของวิกฤติต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) มาทำเป็นภาพยนตร์สยองขวัญภายใต้ชื่อเรื่องว่า เพื่อน.. ที่ระลึก (The Promise)

เรื่องย่อ เพื่อน.. ที่ระลึก
เมื่อปี 2540 วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวของ อิ๊บ และ บุ๋ม ต้องพังครืนไปพร้อม ๆ กัน ตึกคอนโดหรูใจกลางเมืองที่พ่อของพวกเธอลงทุนทำร่วมกันถูกระงับการก่อสร้าง ทั้งสองครอบครัวกลายเป็นบุคคลล้มละลาย พวกเธออับอายและปรับตัวไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง จึงตัดสินใจไปฆ่าตัวตายพร้อมกันบนตึกนั้น แต่ปรากฏว่าคนที่ตายกลับเป็นแค่อิ๊บเพียงคนเดียว ทั้งที่ก่อนลั่นไก ก็สัญญากันแล้วว่าจะตายด้วยกัน

ผ่านไป 20 ปี ในปี 2560 บุ๋ม (เมนเทอร์บี-น้ำทิพย์) เติบโต กลายเป็น นักธุรกิจ ด้านอสังหาริมทรัพย์ และได้กลับไปที่ตึกนั้นอีกครั้ง พร้อมกับ เบล (ลิลลี่ เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 2) ลูกสาวผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ หลังกลับจากตึกก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นกับเบล เช่น ละเมอกลางดึก พูดคนเดียว ทำร้ายตัวเอง ฯลฯ และสิ่งที่เบลทำในขณะที่ไม่รู้ตัวนั้นทำให้บุ๋มระลึกถึงอิ๊บ และคิดว่านี่อาจเป็นการกลับมาทวงคำสัญญาของอิ๊บในวันนั้น

หนังผี ที่เน้นคำสัญญา เป็นกำลังหลัก โดยใช้เรื่องจริงของวิกฤติเศรษฐกิจ ‘ต้มยำกุ้ง’ ในปี 2540 เป็นแรงผลักดัน

ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างพังทลายหลังรัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาท นักธุรกิจ ทั้งหลายกลาย เป็นพวกหนี้ สินล้นพันตัว ส่งผล ให้สองสาวเพื่อนสนิทอย่าง อิ๊บและบุ๋ม เลือกจะนัดพบกัน ที่ตึกคอนโด หรูร้าง อันเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่ง ความพังทลาย ของครอบครัวของบุ๋ม จากเศรษฐี หลายร้อยล้าน ต้องมาอยู่บ้านอพาร์ตเมนต์หลังโทรมๆ ต้องมาเปิดท้ายขายของถูก

เธอทั้งสองตั้งใจฆ่าตัวตายหนีปัญหาบนตึกนั้น

แต่แล้ว การณ์ กลับกลายเป็นว่า มีเพียงอิ๊บ ที่ยิงตัวตายจากไป ขณะที่บุ๋ม กลัวจนวิ่งหนีออกมา 20 ปีผ่านผัน บุ๋ม (บี น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์) กลายเป็น ผู้ใหญ่ เจ้าของธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องกลับ ไปบูรณะ ตึกร้างอีกครั้ง

บุ๋ม กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มีเพียงเบล เป็นคนเดียว ในครอบครัว และ เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ของเธอ เมื่อบุ๋มพบว่า อาการนอน ละเมอของ เบล กลับมา กำเริบ อีกครั้ง ก็เริ่มเป็นกังวล และ ยิ่งเป็นกังวล มากขึ้น ไปอีก เมื่อพบว่า อาการละเมอมีเงื่อนงำบางอย่างที่บ่งบอกถึงสัญญาณของอิ๊บ ผู้ที่เคยยิงตัวตายจากไปต่อหน้าต่อตา

20 ปีที่เธอผิดสัญญากับอิ๊บมาโดยตลอด

บุ๋มรู้แล้วว่าอาการของเบลมีความเกี่ยวข้องกับอิ๊บ เพื่อนของเธอกำลังต้องการเอาชีวิตของลูกสาวเธอไป เพราะ​ “คำสัญญา” ที่เธอไม่รักษาไว้ในวันนั้น

เมื่อผีกลับมา “ทวงสัญญา” แต่คนกลับต้องรักษาชีวิตของลูกสาวตน

เพื่อน..ที่ระลึก The Promise

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์หนัง เพื่อน.. ที่ระลึก
สำหรับหนังผีไทย เราคิดว่า เพื่อน.. ที่ระลึก ก็ทำได้ดีอยู่ มีความน่ากลัวระดับหนึ่ง ไม่ได้น่ากลัวมากถึงขนาดออกจากโรงมาแล้วก็ยังรู้สึกหลอนตามตัวละครอะไร แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่ความหลอน ความน่ากลัว และความสยองขวัญ อย่างที่หนังผีฮอลลีวู้ดหลายเรื่องทำให้ไม่ได้

คำพูดประโยคนั้น “สัญญานะ ว่าแกจะไม่ปล่อยให้ฉันตายคนเดียว” มันเป็นพันธะให้กับคนหนึ่งคนได้ยาวนานถึง 20 ปีทีเดียว ผีเจ้าก็ช่างเฝ้าอดทนรอวันที่จะได้กลับมาทวงคืนอีกครั้ง ระหว่างนั้น สองแม่ลูกไม่เคยกล้ำกรายไปยังตึก ผีก็เลยนึกไม่ออกว่าจะกลับมาทวงยังไง

หนังเริ่มต้นมาด้วยการปูทางที่หนักแน่นดี หยิบภาพฟุตเทจของเหตุการณ์จริงในยุควิกฤติต้มยำกุ้งมาวางเรียงให้เรื่องราวมันน่าเชื่อถือ ก่อนจะเล่าพาเข้าสู่จุดหันเหของสองเพื่อนสนิทที่เลือกจบชีวิตเพราะรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงที่มากเกิน

ผีเหี้ยมาก มี “ตุ้งแช่” ที่ “หลอก/ล่อคนดู” อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่น่าเกลียด ที่เกลียดคือผีแม่งบ้า จัดหนัก อาฆาตแค้นเบอร์แรง ไร้เหตุผล ขยันมาเช้ากลางวันเย็น ชนิดไม่ให้พักให้ผ่อน ดูแล้วนี่ก็รู้สึกเหนื่อย อยากให้หนังจบ ๆ ไว ๆ เพราะกลัวหัวใจจะวายตายอีอิ๊บไปเสียก่อนบีหรือลิลลี่

คาแรกเตอร์ของบุ๋มเองก็มีส่วนอยู่บ้างที่ทำให้เรารู้สึกกลัวผีอิ๊บในหนังเรื่องนี้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะเราต้องอยู่กับตัวละครบุ๋มนี่ตลอดเวลา ซึ่งบุ๋มเป็นหญิงที่ค่อนข้างสตรอง ดูไม่กลัวผีเสียเลย (หรือเพราะรู้ว่าผีคือเพื่อนสนิทตัวเองก็ไม่รู้นะ) แต่จะวิ่งเข้าไปท้าผีตลอดเวลา เอะอะอะไรก็กลับไปที่ตึก ๆ ๆ แล้วชั้นที่เกิดเหตุนั่นก็อยู่ชั้นที่ 47 !!! (นี่ปกติเดินขึ้นบันไดแค่ชั้น 3 ก็จะเป็นลมละ) ไม่รู้นางจะขยันเดินขึ้นเดินลงไปหาผีอะไรของนางนักหนา (แต่ถ้าเป็นหนังผีไทยเรื่องอื่น ตัวละครเอกคงเร่ไปวัด ไปหาพระ หาหมอผีนานละ 555)

สรุปคือบุ๋มเป็นไฟต์เตอร์ (ก็ผ่านวิกฤติ IMF มาได้นี่เนอะ) ไม่กลัวผี แต่กลัวเสียลูกมากกว่า พาร์ทดราม่าที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของแม่ลูกจึงแข็งกว่าพาร์ทผี การแสดงของเมนเทอร์บีก็โดดเด่นทะลุจอ ดูแล้วเราเชื่อ มันให้ความรู้สึกเหมือนนางจะเป็นบ้าจริง ๆ ประสาทจะกินจริง ๆ แต่ลิลลี่ซึ่งเล่นเป็นเบล ยังไม่มีอะไรน่าจดจำนักสำหรับเรา

ในส่วนอื่น ๆ เราว่าหนังถ่ายภาพสวย แต่จุดอ่อนสำคัญคือ “บท” ที่เรามองว่าอ่อน ไม่ค่อยมีอะไร แล้วหนังค่อนข้างยาว (เกือบสองชั่วโมง) ช่วงแรก ๆ ก็ดูดีมีอะไรอยู่หรอกนะ แต่มันจะมีบางช่วงที่เริ่มไม่ชวนติดตามละ ตัดต่อแปลก ๆ ยิ่งช่วงท้าย ๆ ก็ยิ่งแผ่วลง ๆ เหมือนหนังยังไม่แน่ใจว่าจะให้หนังไปลงตรงไหน มันเลยพาเราไปได้ไม่สุดสักทาง ไม่ว่าจะสยองขวัญหรือดราม่า บทสรุปในตอนจบเราก็เลยไม่อิน

หนังไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์อย่างที่เราคาดหวัง ซึ่งตอนแรกอีพวกนักเขียนพันทิปชวนนี่มโนไปหลายเวย์มาก (เออ พวกแกน่ะคิดมาก) แต่หนังก็มีบางจุดที่เราไม่ค่อยเคลียร์ เช่น ในเรื่องบุ๋มมีลูกตอนอายุ 20 ปีหรอ? แล้วบุ๋มกลับมารวยระดับนักธุรกิจแนวหน้าอีกครั้งได้อย่างไร? พ่อของบุ๋มตอนนั้นจบยังไง?

อีกอย่าง หน้าหนังขายตึกร้างสาธรและต้มยำกุ้งไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ในหนังกลับใช้มันได้ไม่คุ้มเอาสักนิด อย่างวิกฤติต้มยำกุ้งเนี่ย เหมือนมีมาเพื่อบอกแค่ว่า บุ๋มกับอิ๊บเคยรวยแต่แล้วต้องมาจนเป็นคุณหนูตกอับเพราะพิษต้มยำกุ้ง แล้วความล้มเหลวของครอบครัวก็เป็นแรงจูงใจให้ไปฆ่าตัวตายนะ (เอาจริง แค่แรงจูงใจตรงนี้ หนังยังใส่แบคกราวนด์มาให้เบาบาง จนเรายังไม่ทันอินเลยว่า ลูก ๆ อย่างพวกแกจะไปฆ่าตัวตายกันทำม้าย~)

ในส่วนของ “ชวนระลึก” ถึงอดีต หรือการ “ดักแก่” เช่น เพจเจอร์ ตู้สติ๊กเกอร์ ข้อความ “123 ปลาฉลามขึ้นบก” ฯลฯ เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ทั้งที่เราก็เกิดทันของเก่า ๆ ทุกสิ่งที่ในหนังยกมาทั้งหมด

โดยสรุป โปรดักชั่นดี การแสดง (บี-น้ำทิพย์) เยี่ยม ผีก็น่ากลัวระดับหนึ่ง แต่บทค่อนข้างอ่อนอย่างน่าเสียดาย (ก็ยอมรับนะว่าตอนแรกเราแอบคาดหวังกับบทของ GDH ไว้ค่อนข้างเยอะนิดนึง) อย่างไรก็ดีแฟนคลับ บี-น้ำทิพย์ และน้องลิลลี่ ก็ไปดูกันได้ แต่หนังมีความรุนแรงที่อาจไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

หนังเข้าฉาย 7 ก.ย. 2017 นี้ ในโรงภาพยนตร์

สำหรับเรา ขอให้คะแนนโดยรวม 7/10 พอ (ก็ถือว่าโอเคล่ะเนอะสำหรับหนังผีไทย)

ป.ล. แอบเกลียดการ tie in โทรศัพท์มือถือ Oppo เบา ๆ ดูหนังไทย

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท หนังเรื่องราวความทรงจำดีๆที่มีกับเพื่อนสนิท

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท หนังเรื่องราวความทรงจำดีๆที่มีกับเพื่อนสนิท

หนังเก่าเล่าใหม่ 148: เพื่อนสนิท (คมกฤษ ตรีวิมล, 2005) รีวิวโดย MDC - Pantip

รีวิวภาพยนตร์ไทย เป็นเวลากว่า 15 ปีมาแล้วนับตั้งแต่ภาพยนตร์ไทยที่มีทั้งความอบอุ่น ตลก เฮฮา และน่าจดจำเรื่องหนึ่งถูกนำมาฉายให้ชม ผมกำลังพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท นั่นเอง ผมเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยังฝังอยู่ในความทรงจำและเป็นหนังในดวงใจของใครหลายๆ คน หนังที่เกี่ยวกับช่วงชีวิตวัยมหาลัย ความรักอันแสนหวานชื่น กลิ่นอายของเพลงเชียร์ ชมรม การเรียนรู้ และการเติบโตสู่ความเป็นผู้ใหญ่ มาวันนี้ เจ้าของหนังสือ กล่องไปรษณีย์สีแดง หนังสือที่เป็นต้นฉบับของภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ ได้ตัดสินใจเขียน ภาคต่ออีก 9 ปีต่อมา ของ ไข่ย้อย ดากานดา พยาบาลนุ่น และ ฟุเหยิน โดยเป็นหนังสือขนาดสั้นที่จะเปลี่ยนมาเล่าชีวิตในวัยที่กลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแทน

ต้องขอเล่าย้อนกลับไปที่ กล่องไปรษณีย์สีแดง กันก่อน หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานการเขียนของคุณ อภิชาติ เพชรลีลา ที่กลั่นกรองประสบการณ์และความรู้สึกของการอาศัยในเมืองเชียงใหม่

และบรรยากาศของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วใส่ตัวละครลงไปให้โลดแล่นและสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่หลงผ่านเข้ามา โดยท้องเรื่องนั้น เป็นเรื่องของ หมู เด็กหนุ่มจากกรุงเทพมหานครที่ถูกเล่าเรื่องราวผ่านสองไทม์ไลน์ คือ ในตอนที่ได้ไปเป็นนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหลังจากเรียนจบและไปใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเนื้อเรื่องนั้นจะดำเนินไปอย่างคู่ขนานโดยที่เชียงใหม่ หมูได้พบกับ ดากานดา

หญิงสาวที่เข้ามาเรียนในคณะเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้ตั้งฉายา ไข่ย้อย จากเหตุการณ์ขโมยไข่ไก่ของคณะเกษตร ให้กับหมู หญิงสาวซึ่งแรกพบก็ทำให้หมูตกหลุมรัก แต่กลับไม่กล้าพูดเอ่ยความจริงออกไป ตลอดระยะเวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะที่เรื่องราวบนเกาะพะงันนั้น

กลับสลับกัน เมื่อหมูบังเอิญเกิดอุบัติเหตุตกจากดาดฟ้าเรือที่กำลังโดยสารไปเกาะพะงัน และทำให้เขาได้พบกับนางพยาบาลสาวใต้ อย่างนุ่น หรือนุ้ยตามที่นางพยาบาลเพื่อนสนิทเธอเรียก ที่ก็แอบมีใจให้กับหมูอยู่ตลอดระยะเวลาที่เจอกัน ธีมของเรื่องจะเป็นเรื่องราวของการแอบชอบ

จังหวะเวลา และสอดแทรกไปด้วยบรรยากาศของเชียงใหม่และเกาะพะงัน ความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ การที่มันดำเนินเรื่องไปแบบละเอียดอ่อน ผ่านบรรยากาศความงดงามในวันวานของทั้งเมืองเชียงใหม่และเกาะพะงัน ไม่มีเรื่องราวฟูมฟาย แต่เป็นลักษณะของการหวนคิดถึงอดีตอันแสนหอมหวานเสียมากกว่า

อนกลับมาที่ ไข่ย้อย ดากานดา เรื่องราวภาคต่อนี้ถูกเขียนขึ้นโดยดำเนินเรื่องต่อจากฉบับภาพยนตร์ ผมคิดว่าน่าจะเพราะว่า ตัวฉบับภาพยนตร์นั้นเข้าถึงคนหมู่มากได้มากกว่าฉบับนิยาย ทำให้การดำเนินเรื่องต่อจากบทดัดแปลงอาจจะเหมาะสมแก่การสร้างมากกว่า เนื้อเรื่องย่อๆ จะว่าด้วย 9 ปีต่อมา

นับจากวันที่ไข่ย้อย บอกรักดากานดา ใต้ต้นชงโค และนุ่นบอกรักหมู ที่หาดท้องนายปาน ไข่ย้อยหรือหมูนั้น จากเกาะพะงันมาเพราะแม่ป่วยหนักและกำลังจะเสียชีวิต เมื่อแม่เสียชีวิตลง เขาตัดสินใจขายบ้านและเดินทางไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่ กรุงปราก ในฐานะศิลปินที่วาดภาพเหมือนภาพของศิลปินดังและนำไปขายให้พ่อค้าเร่ที่คอยนำรูปพวกนั้นไปหลอกขายนักท่องเที่ยวอีกทีหนึ่ง

ชีวิตในกรุงปรากนั้นออกจะเหงาๆ หน่อย แต่ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี พร้อมๆ กับพัฒนาการด้านการวาดภาพของไข่ย้อยที่ดีขึ้นจนงานภาพส่วนหนึ่งเป็นที่ต้องตาตรงใจสาวนักศิลปะของเมืองอย่างโรเซล ที่ไม่เพียงแค่งานศิลปะของเขา แต่คือตัวเขาด้วย ขณะเดียวกันนั้น ดากานดา

ได้กลับไปเป็นอาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากเดินทางกลับจากการเรียนที่กรุงปราก ที่เดียวกันกับที่ไข่ย้อยอาศัยอยู่ หากแต่โชคชะตาไม่ได้พาให้พวกเขาพบกัน แต่กลับเป็นชายอีกคนหนึ่งที่ชื่อพี่ต้อง ทั้งคู่ตกลงคบหาดูใจกัน แต่แล้ววันหนึ่ง

งานศิลปะของไข่ย้อยกลับได้มาจัดแสดงที่เชียงใหม่อีกครั้ง การพบกันระหว่างไข่ย้อยและดากานดา ดูเหมือนจะจุดถ่านไฟที่ไม่เคยลุกโชนขึ้นให้มีควันขึ้นมา

ภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท เป็นภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก คอมเมดี้ ผลงานการกำกับของ คมกฤษ ตรีวิมล ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของไข่ย้อย หนุ่มนักศึกษาศิลปะ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ที่ต้องอยู่ในสถานการณ์การแอบรักเพื่อนสนิทถึง 2 ครั้ง 2 ครา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักแสดงมากความสามารถมากมายมาร่วมแสดงไม่ว่าจะเป็นซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ มารับบทเป็น หมู / ไข่ย้อย หนุ่มเมืองกรุงฯ จากโรงเรียนชายล้วนนิสัยส่วนตัวคือเขาเป็นคนที่แสนขี้อาย เขาไม่กล้าคุยกับผู้หญิงคนไหน พูดตะกุกตะกักทุกครั้งที่มีสาวๆ เข้ามาทัก นี่เองจึงเป็นเหตุให้ต้องคอยหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสาวๆอยู่เสมอ คนต่อมาคือศิรพันธ์ วัฒนจินดา มารับบทเป็น

ดากานดา สาวสวยผู้ที่พกเสน่ห์มาด้วยเต็มๆ โดยดากานดาเป็นเพื่อนสนิทในคณะวิจิตรศิลป์ ของไข่ย้อย และก็เป็นหญิงสาวที่ไข่ย้อยแอบรักอีกด้วย คนต่อมาคือ มณีรัตน์ คำอ้วน รับบทเป็น นุ้ย พยาบาลสาวตาโต ยิ้มเก่งและชอบคอยดูแลคนอื่น

ระหว่างที่ไข่ย้อยรักษาตัวอยู่ที่ดรงพยาบาลความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มที่จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และคนสุดท้ายที่จะมาแนะนำในวันนี้คือปาณิสรา อารยะสกุล มารับบทเป็น พี่แตน พยาบาลอีกคนที่คอยดูแลไข่ย้อย โดยภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิทเป็นภาพยนตร์เมื่อปี 2548

เนื้อเรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท
ภาพยนตร์เรื่องเพื่อนสนิทเปิดเรื่องราวมาที่ไข่ย้อย หนุ่มเมืองกรุงฯ จากโรงเรียนชายล้วนที่แสนขี้อาย เขาไม่กล้าคุยกับผู้หญิง จนกระทั่งเขาได้มารู้จักกับ ดากานดา หญิงสาวท่าทางสดใสที่เข้ามาขอเป็นเพื่อนด้วย ซึ่งสำหรับไข่ย้อยตลอดระยะเวลาที่พวกเขาเป็นเพื่อนกัน ไข่ย้อยแอบหลงรักดากานดา แต่ไม่เคยบอกออกไป ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ขยับเข้าใกล้มากที่สุดที่คำว่า เพื่อน

สนิทเพราะดากานดามีคนที่เธอรักอยู่แล้ว ไข่ย้อยเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเดินทางลงใต้ ที่นั่นเขาดันพลัดตกจากดาดฟ้าเรือจึงต้องมาเป็นคนไข้ที่สถานีอนามัยแห่งเดียวบนและที่นั้นเองที่เขาได้พบกับนุ้ย พยาบาลสาวตาโต ยิ้มเก่งเป็นคนคอยดูแล ระหว่างที่อยู่ที่นั่นไข่ย้อยรู้ว่านุ้ยมีใจให้เขา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ขยับเข้าใกล้มากที่สุดที่คำว่า เพื่อนสนิท เพราะนุ้ยเธอรู้ว่า ไข่ย้อยคงมีคนที่รักอยู่แล้ว เรื่องราวความรักสามเส้าของไข่ย้อยจะดำเนินต่อไปอย่างไร ติดตามชมได้ใน ภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท

ความประทับใจหลังดูภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังรักในตำนานอีกเรื่องนึง ที่นอกจากคนดูจะได้รอยยิ้มจากหนังแล้ว ก็ยังได้น้ำตาอีกด้วย หนังดีมากนะคะ อยากให้ทุกคนได้ลองดูกัน กับภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท

10 อย่างที่เพื่อนสนิทไม่ควรทำให้กัน เพราะมันจะทำให้เกินคำว่าเพื่อน

รีวิวภาพยนตร์ไทย เพื่อนสนิท บอกเล่าเรื่องราวความรัก(ข้างเดียว) ของ หมู(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หรือฉายาคือ ไข่ย้อย ที่ได้มาจากเพื่อนสาวที่เขาแอบรัก นั่นคือ ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) และเรียกฉายาแทนชื่อของเขามาจนปัจจุบัน หมูเดินทางไป เกาะพะงัน จ.สุราษฏร์ธานี ด้วยเหตุผลบางอย่าง และเกิดพลัดตกดาดฟ้าเรือจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนได้พบกับ นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลแสนสวยใจดี และ พี่แตน(โอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาล(ที่คิดว่า)สุดสวย คอยดูแลเป็นอย่างดี การได้นอนพักระหว่างเจ็บป่วยอย่างสงบทำให้หมูใช้เวลาบางส่วนไปกับการเขียนจดหมายถึง ดากานดา เพื่อนสาวชาวเชียงใหม่ ที่หมูได้รู้จักเมื่อคราวไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 4 ปีก่อน ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้พบเธอตั้งแต่ ปี 1 จนถึง ปี 4 ก่อนที่หมูจะจบออกมาแล้วใช้เวลาช่วงปิดเทอมมาเที่ยวที่เกาะพะงัน

ช่วงเวลาที่อยู่เชียงใหม่ นอกจากดากานดาแล้ว หมูยังมีเพื่อนอีกคนคือ ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนหนุ่มที่เป็นเพื่อนติดกับดากานดาแต่แรกมาเป็นเพื่อนสนิทอีกคน ครั้งหนึ่งหมูและฟุเหยินไปก่อวีรกรรมขโมยไข่จากคณะเกษตรศาสตร์จนเกือบโดนภารโรงฟาดด้วยคราดเอา หนีกลับคณะวิจิตรศิลป์ของตนเองแทบไม่ทัน และผลที่ได้คือ ไข่ที่ซุกมาในเสื้อแตกจนย้อยออกมา ดากานดาเลยตั้งฉายาให้เขาว่า “ไข่ย้อย” มานับแต่นั้น แต่หมูก็ไม่ได้ขัดข้องใจอะไร ความที่แอบรักดากานดามาแต่แรก แต่ไม่กล้าบอกเพราะความเป็นเพื่อนมาขวางไว้ ทำให้หมูพยายามแสดงออกมาด้วยการทำทุกอย่างให้ที่เธอขอและไม่ได้ขอ แต่ขณะที่หมูนึกถึงช่วงเวลาที่ได้แสดงความรักต่อดากานดานั้น เขากลับรู้สึกว่า ช่วงเวลาในปัจจุบัน สิ่งที่นุ้ยปฏิบัติต่อเขา ไม่ได้แตกต่างจากที่เขาเคยปฏิบัติต่อดากานดาเลย มันมากเกินกว่านางพยาบาลคนหนึ่งจะปฏิบัติต่อคนไข้ จนเขารูู้สึกว่านุ้ยคงไม่ใช่เพื่อนสาวที่คิดกับเขาแค่เพื่อนอีกต่อไป แต่อีกใจหมูก็ยังนึกถึงดากานดาอยู่ และนั่นคือสิ่งที่หมูต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ระหว่างคนที่เขารัก หรือ คนที่รักเขา

ตัวละครหลัก

หมู-ไข่ย้อย(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หนุ่มขี้อายจากกรุงเทพ ผู้ฝากคำรักไว้กับเพื่อนสนิทอย่างดากานดาที่เชียงใหม่ ก่อนจะวาร์ปมาเกาะพะงัน บุคลิกเป็นคนชอบห่วงความรู้สึกคนรอบข้าง จนไม่กล้าที่จะพูด และนั่นคือชนวนให้เกิดความรักต่างสถานที่ของเขา

ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) เพื่อนสาวที่หมูหลงรักตั้งแต่แรกเห็น เป็นคนลุยๆ ออกแนวห่ามๆด้วยซ้ำ แต่เพราะความธรรมดาที่ไม่ธรรมดานี่แหละ ทำให้หมูเผลอใจเข้าให้

null
นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลสาวที่มีพร้อมทั้งความสวย จิตใจดี น่ารักตามสไตล์สาวใต้ ยิ้มง่าย พูดเก่ง คอยดูแลหมูอย่างดี แต่ไม่รู้ว่าระหว่างเธอกับหมู ใครกันแน่ที่หวั่นไหวไปก่อนกัน

พี่แตน(โอปอล-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาลรุ่นพี่ของนุ้ย ที่ทำตัวทั้งน่านับถือ และไม่น่านับถือ เป็นคนเฮฮา จนดูเหมือนรั่ว พยายามทำตัวให้ดูเป็นเด็ก “เต้บๆ” มากที่สุดเวลาที่อยู่ต่อหน้าหมู งานอดิเรกคือ หาโอกาสแทะโลมหมูตลอดเวลา เอ๊ะ หรือว่านี่จะเป็นเพื่อนสนิทที่แอบเก็บความรู้สึกอีกคน!!!

ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนสนิทของดากานดา ที่กลายเป็นเพื่อนไข่ย้อยอีกคน เป็นคนกะล่อน ปากหมา บ้าผู้หญิง แต่ยิ่งโตก็ยิ่งคุมตัวเองได้มากขึ้น

โดยส่วนตัวแล้ว เพื่อนสนิท เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดของ GTH เลย นั่นเพราะช่วงที่หนังเรื่องนี้กำลังดัง ผมดันไปแอบชอบเพื่อนสาวคนสนิทอยู่จริงๆ (ตอนนี้เลิกชอบไปแล้ว) และก็กลายเป็นหนังในดวงใจของผมเรื่อยมา ซึ่งผมเชื่อว่า คงไม่ใช่แค่ผมแน่ๆที่ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจ เพราะจากแนวเรื่องของหนัง ตัวละคร และสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ มันเป็นความรู้สึกแบบ Common Sense ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคงเคยเจอะเจอมา นั่นคือการแอบรักนั่นเอง เป็นเรื่องที่ผมว่าทุกๆคน อย่างน้อย 90% บนโลกนี้คงจะผ่านมาเรียบร้อยแล้ว และเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวนี่แหละครับ ทำให้หนังเข้าถึงคนดูได้ง่าย ทำให้คนดู “อิน” ไปกับอารมณ์ของหนัง และที่แตกย่อยออกมามากกว่านั้น ถึงขั้นมีการศึกษาด้านจิตวิทยาของตัวละครเลยว่า ทำไมหมู(ไข่ย้อย) ดากานดา หรือนุ้ย ถึงได้คิดแบบนั้น ตัดสินใจแบบนั้น ลึกๆแล้วพวกเขารู้สึกต่อกันอย่างไร เป็นต้น ซึ่ง ณ ที่นี้ผมขออนุญาตเรียก ไข่ย้อย ว่า หมู ตามชื่อที่เขาควรจะเป็นในเรื่องนะครับ เพราะผมรู้สึกว่า ไข่ย้อย เป็นเพียงตัวตนในอดีตของ หมู และเรื่องราวทั้งหมดก็เล่าผ่านตัวละครที่ถูกเรียกว่า หมู ด้วย

บทภาพยนตร์ที่เขียนโดยคุณหมู ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แม้กระทั่งใส่ชื่อตัวเองแทนพระเอก 555 มีการสอดแทรกเกร็ดต่างๆและรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ผ่านตัวหนังไปได้อย่างแนบเนียนและกลมกลืน ทั้งยังแทรกวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองภาค คือภาคเหนือในพาร์ทดากานดา และภาคใต้ในพาร์ทของนุ้ยเข้าไปได้อย่างลงตัว โดยกำหนดให้ตัวละครอย่าง หมู เข้าไปทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนั้น นำเสนอผ่านวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ทำให้ตัวหนังได้ฉายทัศนียภาพอันเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้หนังมีความน่าดูมากขึ้น สถานที่่ถ่ายทำบางส่วนกลายเป็นแหล่งให้บรรดาแฟนหนังได้ไปตามรอยกันถึงที่ ส่วนตัวผมเองยังเคยอยากไปเรียน มช.(มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เพราะหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องมาหยุดความคิดหลังจากได้ทราบว่า ที่จริงแล้ว มช. ไม่ได้ให้ถ่าย ฉากมหาวิทยาลัยในเรื่อง ถ่ายทำที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระนครเหนือ ต่างหากล่ะ ฟังอย่างนี้ก็ซึ้งเลยครับ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะฉากต่างๆในเรื่องถ่ายออกมาได้ภาพที่สวยงามมาก ขนาดถ่ายด้วยฟิล์ม 1:85 ยังสวยขนาดนี้ ถ้าถ่ายด้วยฟิล์ม 2:35 คงได้ความสวยงามมากกว่าที่เห็นอย่างแน่นอน  ดูหนัง ไทย

รีวิวภาพยนตร์ไทย น้อง.พี่.ที่รัก: หนังรักที่ไม่มีการกระทำยืนยัน ความรักพี่น้อง

รีวิวภาพยนตร์ไทย น้อง.พี่.ที่รัก: หนังรักที่ไม่มีการกระทำยืนยัน ความรักพี่น้อง

รีวิวภาพยนตร์ไทย  ส่วนตัวชอบชื่ออังกฤษมากกว่าชื่อไทยอีกสำหรับ Brother of The Year 2018 ที่ให้อารมณ์ประชดประชันและกวนบาทาใช่ย่อย ส่วนชื่อไทย น้อง.พี่.ที่รัก ก็เล่นคำ ได้ดีทั้งมี สัมผัสเสียง ทั้งการแบ่งส่วน ที่จะถูกเล่า ได้อย่างชัดเจนคือ น้องสาวแสนสวย พี่ชายแสนหวงที่คั่นกลาง และแฟนหนุ่มแสนน่ารัก ยังไม่รวมถึงการมีจุดคั่นระหว่างกันให้รู้สึกถึงความไม่เชื่อมโยงขัดแย้งเล็ก ๆ ด้วย ก็ถือว่าคิดเตรียมการบ้านมาดีสมกับเป็นหนังค่าย GDH ที่เชี่ยวชาญเรื่องการทำหนังได้มาตรฐานอยู่แล้ว

หนังเรื่องนี้เป็นการกลับมาท้าทายตลาดครั้งที่ 3 แบบงานเดี่ยว สำหรับ บอล – วิทยา ทองอยู่ยง ผู้กำกับที่มุ่งมั่นกับสายตลกนำ ที่คงมีอยู่ไม่กี่คนในค่าย GDH ที่จะมุ่งทางชัดขนาดนี้ ทั้งจาก เก๋า..เก๋า (2549) และ บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) ครั้งนี้ไม่มี .. ในชื่อหนัง แต่ใช้ . เดี่ยวคั่นแทน ก็จะนับว่าเป็นลายเซ็นของบอลอย่างหนึ่งได้แล้วมั้งกับเรื่องการมี . ในชื่อหนัง และครั้งนี้มีถึง 3 . เลยด้วย นั่นเลยหวังได้ว่ามันคงมีอะไรมัน ๆ ขึ้น (ฮา) คือส่วนตัวเลยยอมรับว่าชอบงานที่ไม่สมบูรณ์แบบของเขานะ มันมีความสดและความดิบใน เก๋า..เก๋า พอสำเร็จระดับหนึ่งเขาก็ลองเพิ่มความละมุนลงไปใน บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน แต่ก็ยังไม่ทิ้งเรื่อง “ตลก” ที่เป็นสิ่งที่เขาสนใจไป และแม้ตลาดอาจไม่ได้ตอบรับหนังของบอลในระดับยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับงานเรื่องดังของค่าย แต่ก็ต้องบอกว่า บอล มีแฟนคลับของเขาที่เข้มข้นพอสมควรทีเดียว และน่าชื่นชมที่เขาไม่พยายามเป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ใช่

เรื่องนี้เขาได้องค์ประกอบนักแสดงที่เด็ดดวงยิ่งกว่าครั้ง เก๋า..เก๋า ที่ตอนนั้นก็นับว่าเด็ดจนไม่น่าจะทำได้ในยุคนี้อีกแล้ว เพราะรอบนี้ได้ดาราเบอร์ต้นของประเทศมาแสดงนำถึง 3 คนเลย (ซึ่งทั้งเรื่องก็เหมือนจะเน้นแค่นี้จริง ๆ) คือ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ (ในบท ชัช พี่ชายจอมป่วนหวงน้องสาว) ญาญ่า – อุรัสยา เสปอร์บันด์ (ในบท เจน น้องสาวสุดเพอร์เฟกต์) และแม่เหล็กอันดับหนึ่งแห่งวงการติ่งเกาหลีไทย คุณ – นิชคุณ หรเวชกุล (ในบท โมจิ หนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นสุดคิ้วท์)

เรื่องราวว่าด้วยสายสัมพันธ์ของพี่น้องที่อาจจะรักกันแบบซึน ๆ หน่อย จนกลายเป็นทั้งความดราม่า และความตลกฮาไปพร้อมกัน เมื่อน้องสาวที่มีพี่ชายไม่เอาอ่าว และพยายามขัดขวางความรักของน้องสาวทุกทาง เธอจะต้องสู้เพื่อความรัก และเอาตัวปัญหาออกจากชีวิตให้ได้ ซึ่งในอีกทางคำว่าพี่น้องมันก็ตัดกันไม่ขาด แล้วจะลงเอยอย่างไร เพราะตัวพี่ก็แสบเสียเหลือเกิน

ด้วยเนื้อหาที่เอาจริง ๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเหมาะเป็นหนังไหม หรือควรแค่ซีรีส์ แต่ด้วยฝีมือการเขียนบทของ GDH ก็สามารถหากิมมิกนู่นนี่มาเสริมเนื้อหา ให้มีแง่มุมมากขึ้นได้อย่างน่าสนใจ ทั้ง

การที่ซันนี่เป็นผู้ชายคนเดียวในบ้านเพราะพ่อที่เป็นฝรั่งทิ้งไปตั้งแต่เด็ก ลุงที่เป็นเหมือนพ่อก็แปลงสภาพเป็นคุณป้า เขาต้องแบกรับความเป็นตัวแทนพ่อจนอาจเกิดความกดดันและหนีปัญหาเมื่อพบว่าตัวเองห่วยเกินกว่าจะเป็นผู้นำครอบครัวให้น้องภูมิใจ ด้วยการทำตัวเละเทะเกินเยียวยาให้ทุกคนสนใจแทน
น้องสาวอย่างญาญ่าที่รู้ตัวอีกที พี่ที่เป็นโรลโมเดลตอนเด็กจนทำให้เธอสนใจความเป็นญี่ปุ่นทุกอย่าง ทั้งจากการ์ตูนที่พี่อ่าน เบสบอลที่พี่ชอบเล่น จนได้สอบชิงทุนไปญี่ปุ่นสำเร็จ แล้วก็พบว่าจริง ๆ พี่ชายคือตัวปัญหา ตัวภาระ ที่โยนทุกอย่างมาให้น้อยสาวอย่างเธอจัดการ แต่เธอแม้จะปากว่าหน้าร้ายกับพี่ แต่ลึก ๆ เธอก็ห่วงและพยายามช่วยพี่ชายทุกทาง
นิชคุณในบทหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นที่ตกหลุมรักญาญ่าแบบแทบจะทันที เขาพร้อมยอมแลกทั้งหน้าที่การงาน ทั้งชีวิตที่เหลือหากต้องทิ้งญี่ปุ่นมาอยู่ไทย และเงินสินสอดที่พี่ชายจอมป่วนพยายามสร้างกำแพงขวางไว้ เขาคือความมุ่งมั่นความรักของผู้ชายอบอุ่นในแบบที่ซันนี่ให้ไม่ได้กับครอบครัวนี้

แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ หนังไม่ได้ใช้โมเม้นท์ใดมาขยายเพิ่มมิติทางตัวละครได้คมคายพอ ทั้งเรื่องปมในตัวซันนี่ ที่สุดท้ายก็มาแค่คำพูดว่า จริง ๆ รักน้องสาวแต่เกลียดความห่วยของตัวเอง ซึ่งจนแล้วจนรอดจนจบหนังเราก็ไม่ได้เห็นความพยายามในการเป็นฝ่ายให้น้องสาวใด ๆ เลย ไม่มีมุมแบบที่รู้สึกเลยว่าคนเป็นพี่ชายเป็น

เป็นหนังเรื่องแรกของ GDH เลยมั้ง ที่รู้สึกว่าบทพร่องมากจนเราไม่อิน พร่องถึงขนาดว่าตัวละครหลักไม่มีพัฒนาการใด ๆ ต้นหนัง กลางหนัง และจบหนัง ซันนี่คือคนเดิมที่เพิ่มเพียงคำพูดเก๋ ๆ และการกระทำที่เกิดมาก็แค่ไหลไปตามสถานการณ์ ไม่ได้พิสูจน์ตัวอะไรเลยว่าจริง ๆ เขารักน้องสาว ไม่มีการเสียสละอะไรเลยสักอย่างทั้งแรงกายแรงใจในแบบพี่ชาย ซึ่งในขณะที่ทุกคนในหนังทั้งตัวน้อง ตัวแฟน ตัวแม่ ทุกคนเป็นฝ่ายให้ตัวพี่ชายมาตลอด จนถึงสุดท้ายเราอาจโอเคกับบทสรุปฟีลกู้ด แต่เราก็ยังไม่อินกับสายสัมพันธ์คู่นี้จริง ๆ ว่ามันเป็นพี่น้องซึน ๆ ที่รักกัน คือหนังฟีลกู้ดที่มีคนห่วย ๆ แต่รักจริง มันก็จะใช้ความจริงใจแบบห่วย ๆ แสดงการกระทำแบบทื่อ ๆ จริงใจ ๆ เรียกน้ำตาได้

กิมมิกย่อย ๆ ที่ปกติทำงานได้ดีกับบทหนังค่ายนี้ที่ชอบทิ้งไว้แล้วเอามาตีหน้าคนดูตอนท้ายให้จุกซึ้งได้ประจำ กับเรื่องนี้กลายเป็นว่าพยายามเข้ามาเพื่อสร้างมุกแต่ไม่มีผลอะไรเลย ทั้งนกฮูกที่ไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษ นอกจากตั้งใจเอามาสร้างความแปลกใจ ซึ่งจริง ๆ ในแง่เนื้อหาหน้าที่การต้องมีอยู่ของมันจะเป็นหมา แมว เสือดำ ก็ไม่ต่างกันเลย

รีวิวภาพยนตร์ไทย ฉายาของซันนี่อย่าง พี่ขอย ที่มันต้องมีอะไรแน่ ๆ เรารอความหมายที่แท้จริงของมันมาตลอดว่ามันต้องกระแทกเราแน่ ๆ ในตอนเฉลยแบบที่หนังค่ายนี้ชอบวางกลไว้กับคนดู แต่แล้วเอาเข้าจริงฉายามันกลับไม่มีอะไรเลย ความหมายคือคำเหยียดหยันที่มาจากน้องที่บอกว่ารักพี่คนนั้นด้วยซ้ำ แถมไม่มีแง่มุมความสำนึกผิดที่น้องสาวทำให้ทุกคนเรียกพี่แบบนี้มาจนโตแม้แต่นิดเดียว มันไม่ได้มีแง่มุมของความรักซ่อนอยู่ในชื่อฉายานี้แต่อย่างใดเลยจริง ๆ (สรุปรักกันหรือเปล่าเริ่มไม่แน่ใจ?)

คำถามพวกนี้ยังตามราวีไปถึงต้นถึงกลางเรื่อง เมื่อพี่น้องเริ่มกลั่นแกล้งกันรุนแรง ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินเลยลิมิตชีวิตปกติที่พี่น้องที่ยังรักกันจะแกล้งกัน เพราะมันลากไปถึงขนาดทำลายอาชีพการงานกันได้ คือมันถูกใส่เพื่อพัฒนาสถานการณ์เพื่อสร้างมุกล้วน ๆ ซึ่งมันตลกจริง ๆ ล่ะ แต่มันทำลายความน่าเชื่อถือของหนังที่พยายามจะไปดราม่าตอนท้าย เพราะเราไม่รู้สึกอะไรเลยจริง ๆ ว่ามันแอบมีมุมรักกันอยู่ ถ้าบอกว่าเกลียดกันจนมีฝ่ายหนึ่งตายแล้วคนที่เหลือถึงสำนึกมันยังดูมีแง่มุมให้เข้าใจมากกว่า

การพยายามเป็นทั้งหนังตลก และหนังดราม่า สร้างปัญหาไม่แพ้กัน เพราะแนวทางมุกที่หนังพยายามเป็นในช่วงครึ่งแรกมันคือมุกสไตล์ญี่ปุ่นที่เว่อ ๆ แฟนตาซี การ์ตูน ๆ นิด ๆ แบบใน เมย์ไหนฯ แต่ดันยืนบนพื้นที่ดูเรียลดูชีวิตจริงจนไม่เข้ากัน ยิ่งพอดราม่ามันจริงจังขึ้น เราเลยยิ่งไม่อิน ทั้งยังทำลายความน่าเชื่อบางอย่างไปด้วย อย่างมุกจีบกันตอนสัมภาษณ์งานที่ให้นิชคุณนินทาเป็นภาษาญี่ปุ่นโต้ง ๆ ต่อหน้าญาญ่า มันขัดคาแรกเตอร์คนญี่ปุนที่จะนินทาคนชาติอื่นแบบเปิดเผยขนาดนั้นในที่ทำงาน ทั้งยังแสดงความโง่ของพระเอกที่คาแรกเตอร์ดูฉลาดลงด้วยเพราะไม่รู้แม้แต่นางเอกเรียนจบญี่ปุ่นมาทั้งที่อยู่ในใบสมัครงาน นี่คือตัวอย่างเล็ก ๆ ที่หนังที่จะขายความจริงจังในดราม่าความสัมพันธ์ได้เตะตัดขาตัวเองด้วยการพยายามให้ตลกตั้งแต่ต้น ๆ เรื่อง

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานของสตูดิโอ GDH
สำหรับเรื่องนี้ไม่ได้เน้นเป็นหนังรักโรแมนติกของคนรักแบบนั้นอ่ะแต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพี่น้องครอบครัวไรงี้มากกว่า ประมาณว่าน้องสาวเก่งและเป็นคนดีมาก แต่พี่ชายสินิสัยแย่มาก ทำอะไรก็ไม่เคยดีเลยทุกอย่างมันก็เลยเกิดการเปรียบเทียบกันกับสองพี่น้องคู่นี้

นักแสดงนำโดย คุณญาญ่า รับบทเป็น (น้อง)
ส่วนคุณซันนี่ รับบทเป็น (พี่)
และคุณนิชคุณ รับบทเป็น (ที่รัก)

ฉากที่ประทับใจมากที่สุด –

1. ฉากตอนจบ
ส่วนตัวชอบฉากสุดท้ายอ่ะ เหมือนประมาณว่า ฉากสุดท้ายที่ซันนี่ร้องไห้ เขาเหมือนได้ปลดปล่อยความเป็นห่วงน้องออกมา เพราะได้มาเห็นเจนมีชีวิตที่ดี โดยแค่เพียงมองหน้ากัน มันเหมือนแบบ ความเป็นพี่น้องกันอ่ะ รู้ ๆ กันอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดหรืออธิบายอะไรเลยก็เข้าใจและรู้สึกถึงกัน ชัชไม่ต้องขอโทษเจนก็รู้สึกสื่อถึงได้ ว่าพี่ชายตัวเองมีความรู้สึกในใจยังไง อาจจะเคยทะเลาะกันแทบตาย แต่สุดท้ายแค่มองหน้ากันก็หายโกรธแล้ว เป็นฉากที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จริง ๆ

2. ฉากตกปลา
ฉากที่ชัชพยายามตกปลา เหมือนเป็นสัญลักษณ์จะบอกคนดูว่า ชัชพยายามที่จะหาปลากินเอง ชัชพยายามหาปลานานมากแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ปลา
ผลสุดท้ายชัชก็ทำไม่สำเร็จ กลับไปซื้อปลากิน
ประมาณว่า ถ้าชัชตกปลาได้จะเอาไปให้น้องสาวตัวเองที่งานแต่งรึปล่าวอ่ะ เหมือนว่าประชด ว่านี่ไง อย่างน้อยกูก็หาปลากินเองได้นะ 5555

ความรู้สึกหลังดูจบ –

เป็นหนังที่ไม่ได้โรแมนติกเท่าไหร่นะ ออกแนวตลกคอมเมดี้มากกว่าในช่วงต้นเรื่องจนไปถึงกลางเรื่องเลย แล้วก็มีแบบดราม่าหนักมากช่วงท้ายเรื่อง มันจะเน้นไปทางความรักของพี่น้องมากกว่านะในฉาก มีบางช่วงที่เรารู้สึกเหมือนมันยังอั้น ๆ อยู่ เหมือนว่าในฉากมีเด็กสาวออฟฟิศ เดียร์ เข้ามาได้รับบทบาทบ่อยหลายซีนเลย คอยมาช่วยพระเอก ในหลาย ๆ เรื่อง แต่จริง ๆ แล้ว เดียร์ นางก็แค่อยากมีพี่ชายเพราะนางก็ปูมาตลอดว่านางเป็นลูกคนเดียว ที่มาสนิทกับชัช เพราะเดียร์อยากมีพี่ชาย สายตาของเดียร์ที่มองชัชคือพี่ชายที่ดี แต่พอชัชจะจูบเดียร์ เดียร์เลยผิดหวังที่ชัชไม่ได้รักเดียร์แบบน้องสาว

สุดท้ายตอนจบก็ไม่ได้คบหากัน กลายเป็นว่าใจรู้สึกไปคนละแบบ ทั้งที่เหมือนจะเลิฟซีนกันอยู่แล้วนะไรงี้ แอบจิ้นนิดนึงเลยเสียดาย เพราะรู้สึกว่าเหมือนคู่รัก ไม่รู้สึกถึงความรักของพี่น้องอ่ะ

อาจเป็นหนังที่ไม่ได้ชอบทุกซีน แต่เป็นหนังที่อยากชวนคนไปดูอ่ะ เพราะโดยรวมก็สนุกดีนะ มีฉากฮา ๆ เยอะเลย แต่ถ้าใครอยากดูแบบโรแมนติกมาก ๆ ผ่านก่อนเลย เรื่องนี้เน้นคอมเมดี้มากกว่า ซึ่งพี่ซันนี่ทำได้ดีอยู่แล้วในเรื่องของบทบาทแนวนี้เราจะเห็นกันบ่อย ไม่รู้พี่แกตีบทแตกตลอด หรือแกเล่นเป็นตัวเองนะ 555 ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวหนัง แฟนฉัน ภาพยนตร์ไทย ในตำนาน หนังรักแรกวัยเด็ก น่ารักสุดๆ

รีวิวหนัง แฟนฉัน ภาพยนตร์ไทย ในตำนาน หนังรักแรกวัยเด็ก น่ารักสุดๆ

รีวิวหนัง พูดถึงหนังไทยของค่ายหนัง GTH กันไปหลายเรื่องแล้ว วันนี้ก็จะพูดถึงหนังไทยของค่าย GTH กันอีก เกือบ 20 ปีแล้วนะ สำหรับหนังเรื่อง แฟนฉัน ที่เป็นหนังแจ้งเกิดของ แน็ค ชาลี , แจ๊ค แฟนฉัน , หรือโฟกัส จิระกุล เรียกว่าตอนเข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2546 เรียกได้ว่ากอบโกยรายได้กันไป 137 ล้านบาท เยอะที่สุดในปีนั้น ผมชอบหนังของค่าย GTH เกือบทุกเรื่องนะ ดูเกือบทุกเรื่อง ก็สนุกและมีสาระดี เป็นเมื่อก่อนสะสมแผ่นหนังดีวีดีไว้เยอะ แต่เป็นแผ่นไรท์นะ จนหลัง ๆ ต้องโยนทิ้ง เพราะมันเยอะมาก เป็นพัน ๆ เรื่อง ไม่มีที่เก็บเลยต้องโยนทิ้ง เพราะเดี๋ยวนี้นิยมสตรีมมิ่งลงมาดูในคอมกันแล้ว ไม่นิยมซื้อแผ่นหนังดีวีดีกันแล้ว

หนังเรื่อง แฟนฉัน จะเล่าถึง เพื่อนในวัยเด็กของเจี๊ยบที่มีเพื่อนสนิทเป็นเด็กผู้หญิงที่ชื่อน้อยหน่า ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกัน และพ่อของทั้ง 2 คนก็เปิดร้านตัดผมเหมือนกัน แต่ทั้งคู่กับไม่ถูกกันซะงั้น เจี๊ยบกับน้อยหน่าสนิทกันมากและมักจะเล่นด้วยกัน จนวันหนึ่งเจี๊ยบอยากเข้ากลุ่มกับเด็กผู้ชาย ซึ่งมีหัวโจกชื่อ แจ๊ค ซึ่งแจ๊คมีคู่แค้นชื่อ น้อยหน่า แจ๊คบอกกับเจี๊ยบว่า ถ้าอยากเข้ากลุ่มต้องไปแกล้งน้อยหน่าให้แจ๊คเห็น เพื่อแสดงความเป็นลูกผู้ชาย เจี๊ยบไปแกล้งน้อยหน่าจนน้อยหน่าร้องไห้ จนกระทั่งน้อยหน่าโกรธหรือเกลียดไปเลย จนหลังจากนั้นน้อยหน้าได้ย้ายบ้านไปอีกจังหวัดหนึ่ง เจี๊ยบตามไปเพื่อจะไปขอโทษแต่ก็ไม่ทันซะแล้ว จนเจี๊ยบโตขึ้น เขาได้รับการ์ดแต่งงานจากเพื่อนในวัยเด็กที่ ชื่อน้อยหน่า และเจี๊ยบแปลกใจว่าถ้าเขาและน้อยหน่าเจอหน้ากัน ยังจะจำเพื่อนสนิทคนนี้ในวัยเด็กได้หรือไม่

ดูแฟนฉันจบ เหมือนย้อนความทรงจำในอดีต ครั้งเรายังเด็ก ปั่นจักรยานเล่นกับเพื่อน ๆ บางทีก็ยิงนก ตกปลา แกล้งเพื่อนผู้หญิง เคยนะครับ เล่นกระโดดยางกับเพื่อนผู้หญิงนี่ ดูแล้วก็อดขำ อมยิ้มไม่ได้ ชอบเนื้อเรื่องที่ย้อนเรื่องราวของ 2 เพื่อนซี้ในวัยเด็กที่เล่นกันตั้งแต่เด็ก ถึงแม้จะโกรธกัน สุดท้ายก็ไม่ลืมกัน ปูเรื่องได้ดีมาก สอดแทรกเพลงดังสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังสาวเข้าไปในหนังด้วย ดีครับ เหมือนได้ดูหนังร่วมสมัย ได้เห็นแน๊ค ชาลี เล่นหนังตั้งแต่ตอนเด็ก ได้ดูโฟกัส เล่นตั้งแต่ยังเด็ก มีความเวอร์จิ้นในหนังดี จนทั้งคู่โตขึ้นอยากให้เป็นแฟนกันจริง ๆ ได้เห็นดาราเด็ก ที่ตอนนี้ก็โตขึ้นหมดแล้ว จะมีอยู่ในวงการบันเทิงตอนนี้ก็เห็นจะ 3 คน ดูหนังแฟนฉันเหมือนเห็นตัวเองในอดีต ที่เมื่อก่อนก็เล่นแบบนี้ ขี่จักรยานกับเพื่อน ๆ ชอบความคลาสสิคของหนัง

ช่องทางในการรับชมนะครับ สามารถหาชมได้ทาง Netfix , GooglePlay , True-ID หรือจะซื้อแผ่นดีวีดีมาดูก็ซื้อได้ที่ร้าน ฺฺB2S หรือร้านแมงป่อง บูมเบอแรง หรือซื้อออนไลน์ตอนนี้ซื้อได้จะเป็นแผ่นหนังมือสอง ที่ผ่านการดูมาแล้วหลายรอบ ก็เว็บลาซาด้า , ช้อปปี้ เป็นต้น

10 ปี แฟนฉัน หนังรักใสๆ ในความทรงจำ

รีวิวหนัง วิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน
โดยส่วนตัวแล้วดิฉันเป็นคนชอบดูหนังแนวสยองขวัญ หรือแฟนตาซี เรื่องสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ลึกลับซับซ้อน ที่ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจอยู่ตลอดเวลา ดิฉันไม่ค่อยชอบดูหนังไทยเท่าไรหนักจนเพื่อนแนะนำให้ดูภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน เป็นภาพยนตร์เรื่องราวเกี่ยวกับความรักตอนวัยเด็ก ในอดีตของความทรงจำ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนก็มีความทรงจำดี ๆ สมัยตอนเด็ก ดิฉันก็เช่นกันมันเป็นความทรงจำที่เลือนลาง จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำให้ดิฉันสนใจที่จะดูภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ทำให้อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

น้อยหน่าเป็นเด็กผู้หญิงผมยาวเธอเป็นเพื่อนกับเจี๊ยบสองคนนี้เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ ยังเล็กเพราะบ้านของเขาทั้งสองอยู่ติดกันแถวระแวกบ้านเดียวกัน แถวนั้นไม่มีเด็กวัยเดียวกัน ทำให้สองคนนี้เล่นด้วยกัน เจี๊ยบจะไปเล่นกับน้อยหน่า เช่นพวกกระโดดยาง เล่นขายของ จนกระทั่งเจี๊ยบเริ่มโตขึ้นและเริ่มอยากเล่นกับเด็กผู้ชายถึงขนาดไปขอเข้าแก๊งกับเด็กผู้ชาย ที่เป็นคู่อริกับน้อยหน่า พวกแก๊งเด็กผู้ชายยื่นคำขาดให้เจี๊ยบพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายให้พวกเขาเห็น และศัตรูของพวกเขา ก็คือน้อยหน่าและใช้ให้เจี๊ยบไปตัดยางของน้อยหน่าที่กำลังเล่นกันอยู่ น้อยหน่าโกรธมากและไม่ยอมคุยกับเจี๊ยบจนวันที่น้อยหน่าย้ายบ้านไปที่อื่น เจี๊ยบตั้งใจจะไปขอโทษแต่ก็ไม่ทัน เมื่อผ่านไป 10 กว่าปีจนวันหนึ่งเธอส่งการ์ดงานแต่งงานมาให้เจี๊ยบที่บ้าน เขาสองคนยังจำกันได้ไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนไปแค่ไหนเจี๊ยบก็ยังจำเธอได้ เพื่อนซี้เมื่อสิบขวบ

ภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน จะเป็นเรื่องที่ขัดแจ้งกันระหว่างเพื่อนที่แตกหักกันระหว่างน้อยหน่ากับเจี๊ยบที่ทำให้ทั้งสองไม่เข้าใจกัน แต่สุดท้ายทั้งสองก็กลับมาเจอกันอีกครั้งและก็เป็นเพื่อนซี้กันเมื่อ 10 ปีที่เเล้วตัวละคร
ชวิน จิตรสมบูรณ์ (จั๊ก) รับบท “เจี๊ยบ” (ตอนโต)
โฟกัส จีระกุล (โฟกัส) รับบท“น้อยหน่า”
เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ (แจ๊ค) รับบท “แจ๊ค”
อัญญาฤทธิ์ พิทักษ์ติกุล (เกตต์) รับบท “บอย”
วงศกร รัศมิทัต (ต้น แมคอินทอช) รับบท ชาญ (พ่อของเจี๊ยบ)
อนุสรา จันทรังษี (กบ) รับบท แม่ของเจี๊ยบ
ปรีชา ชนะภัย (เล็ก คาราบาว) รับบท สมัย (พ่อของน้อยหน่า)
นิภาวรรณ ทวีพรสวรรค์ (ไก่ 18 กะรัต) รับบท แม่ของน้อยหน่า

ภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพความทรงจำในวัยเด็ก มีสิ่งที่ชอบเล่นเหมือนกัน ผู้ชายอาจจะมีขี่จักรยาน เป่ากบ ผู้หญิงอาจจะมีกระโดดยาง เล่นขายของ แต่สุดท้ายไม่ว่าทั้งสองจะชอบอะไร ถ้ามีความเข้าใจกันก็สามารถเล่นด้วยกันได้ จนเกิดเป็นเพื่อนซี้กัน

ฉาก
ภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน เป็นฉากในหมู่บ้านที่ทั้งสองมีความทรงจำที่ดีต่อกัน ซึ่งมีทั้งตอนอดีต และตอนปัจจุบัน ว่ามีการพัฒนาไปมากเพียงใดซึ่งเป็นการแยกอดีตกับปัจจุบันได้อย่างชัดเจน
สัญลักษณ์พิเศษ
เป็นฉากในหมู่บ้านตอนอดีตที่ยังเป็นเด็ก บ่งบอกสถานที่ตอนนั้นว่าไม่ค่อยมีความเจริญมากหนัก เมื่อเปรียบเทียบกับตอนปัจจุบัน
มุมมองในการเล่าเรื่อง
ทุกคนคงมีภาพความทรงจำในวัยเด็ก ต่างกันในรายละเอียดว่าตอนเด็กเรามีความทรงจำดี ๆ กับใคร ได้ทำอะไรบ้างที่เรารู้สึกผูกพันมันกับสถานการณ์นั้น ๆ ทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ที่อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ดูหนัง

Scroll To Top