อาหาร ของหวาน และเครื่องดื่ม

ประโยชน์ของการตลาดออนไลน์ Digital Marketing สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

ประโยชน์ของการตลาดออนไลน์ Digital Marketing สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

การตลาดออนไลน์

ในปัจจุบัน ผู้บริโภค จำนวนมาก ได้ ใช้สื่อออนไลน์ ในการ เลือกหาข้อมูล สินค้า สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือ บริการต่าง ๆ รวมทั้ง การใข้ Social Media เพื่อ รับรู้ ข้อมูล ข่าวสาร แทนสื่อ ในรูปแบบ เดิม ๆ จึงทำให้ หลายธุรกิจ ทั้งขนาดใหญ่ และ เล็กจำเป็นต้อง ปรับตัวมาใช้ ช่องทางออนไลน์ ใน การทำการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ สามารถ ขายสินค้าได้
สำหรับธุจกิจ ขนาดเล็กหรือ SMEs การทำ การตลาดออนไลน์ Digital Marketing มี ประโยชน์ และ ข้อได้เปรียบหลาย อย่างมาก โดยเฉพาะ กับธุรกิจ ที่มี งบประมาณ จำกัด ลองมาดูกันว่า การทำการตลาด ออนไลน์ Digital Marketing มี ประโยชน์ และ ข้อได้เปรียบ กับธุรกิจ ขนาดเล็ก หรือ SMEs อย่างไร??

1. เรา สามารถ ทำประชา สัมพันธ์ หรือ โปรโมท สินค้าบนสื่อออนไลน์ ได้แบบฟรี ๆ
เพียงแค่ สร้าง Facebook Fanpage, Instagram Page, Twitter Account, Linkedin Business Page, YouTube Channel รวมทั้ง Social Media อื่น ๆ อีกมากมาย เราก็สามารถ โพสต์ภาพ และ ข้อความ เพื่อประชาสัมพันธ์ หรือ โปรโมทสินค้า และ บริการ ได้แล้ว หรือ หากมีเว็บไซต์ และ สามารถทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสามารถ ทำให้ หน้าเว็บไซต์ ติดอันดับบน Search Engine ดัง ๆ อย่าง Google หรือ Bing ได้ โดยที่ไม่ต้องซื้อโฆษณา เลย

2. การทำ โฆษณาออนไลน์ ก็ สามารถ กำหนด ค่าโฆษณา ที่เราพอใจได้
หากธุรกิจ ต้องการเข้าถึง กลุ่มเป้าหมาย จำนวนมากขึ้น การทำโฆษณา ก็เป็น อีกทางเลือก หนึ่งที่ธุรกิจ SMEs สามารถ ทำได้ง่าย ๆ ใน ราคา ค่าโฆษณา ที่สามารถกำหนด ได้เอง ซึ่งการ โฆษณาออนไลน์ สามารถ ทำได้หลายรูปแบบ ทั้งโฆษณา Google Ads (Adwords) – Search ที่ปรากฏอยู่บน Google , โฆษณา Google Display Network (GDN) ที่ ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ ต่าง ๆ , โฆษณา YouTube (Google Ads – Video) ที่ขึ้นแทรกคลิปบน YouTube ได้ รวมทั้ง โฆษณาบน Social Media ต่าง ๆ ก็ทำได้เช่นกัน

3. สามารถ เลือกกลุ่มเป้าหมาย ใน การทำโฆษณาออนไลน์ ได้
โดยการทำโฆษณา ออนไลน์ ทั้งส่วนของ Google Ads (Adwords) เกือบทุกรูปแบบ รวมทั้งโฆษณาบน Social Media สามารถ เลือกกำหนด กลุ่มเป้าหมาย ให้ตรงกับ สินค้า และ บริการ ที่ต้อง การทำโฆษณา ได้
4. การผลิตสื่อออนไลน์ สามารถ ทำได้ง่าย และ ไม่แพง อย่างที่คิด
สำหรับ การทำโฆษณา บางรูปแบบจำ เป็นต้องใช้ภาพ หรือวีดีโอ เป็นสื่อในการโฆษณา เช่น โฆษณา Google Display Network (GDN) , โฆษณา YouTube Ad . รวมทั้งโฆษณาบน Social Media แต่ด้วย เทคโนโลยี ในปัจจุบัน ทำให้การทำภาพ หรือ ผลิตวีดีโอง่าย ขึ้นมาก เพียงแค่ ใช้โทรศัพท์มือถือ เพียงเครื่องเดียว ก็สามารถถ่ายภาพหรือวีดีโอ แล้ว นำมาตัดต่อเป็น Video Content เพื่อ โฆษณา หรือ ประชาสัมพันธ์ สินค้าออนไลน์ ได้ หรือ สำหรับธุรกิจที่ใช้เว็บไซต์ ก็มี เว็บสำเร็จรูป หลาย ๆ เจ้า ที่สามารถสร้าง เว็บไซต์ ได้ง่าย ๆ ได้เองใน ราคาไม่แพงเว่อร์ เช่นกัน

5. การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ออนไลน์สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน
หลังจากที่เราทำโฆษณาบนช่องทางต่าง ๆ แล้ว เราสามารถเห็นผลลัพธ์การทำโฆษณาของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา Google Ads ที่จะมี ระบบ Analytics ที่จะโชว์ผลลัพธ์จากการทำโฆษณาทุกแบบบน Google Ads รวมทั้งโฆษณา Social Media ก็จะมีระบบ Analytics ของการทำโฆษณาของแต่ละ Social Media เช่นเดียวกัน สำหรับธุรกิจที่มีเว็บไซต์ ก็สามารถ ติด Google Analytics เพื่อดูผลลัพธ์จากการทำการตลาดออนไลน์ บนช่องทางต่าง ๆ ได้ นอกจากนั้นเรายังสามารถ นำข้อมูลจากรายงานใน Google Analytics มาพัฒนาการทำการตลาดออนไลน์ ได้ด้วย

6. หากการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์สิ่งใดไม่ได้ผลก็สามารถแก้ไขได้ง่าย
จากข้อ 5 ที่เราสามารถดูผลจากการทำการตลาดออนไลน์ Digital Marketing ได้ เราก็สามารถแก้ไขปรับเปลี่ยนในสิ่งที่ทำแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีได้ในทันที และเรายังสามารถทดลองทำโฆษณา ทดลองกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งการทดลองในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อเช็คว่าโฆษณาในรูปแบบใดกับกลุ่มเป้าหมายใดจะได้ผลดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม การทำการตลาดหรือการโฆษณาออนไลน์ให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ธุรกิจควรต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการในการทำการตลาดและโฆษณาออนไลน์เป็นอย่างดี รวมทั้งต้องมีความรู้และทักษะในการบริหารจัดการเครื่องมือการตลาดออนไลน์ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับธุรกิจด้วย

การ ตลาดออนไลน์ คืออะไรมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร
ตลาดออนไลน์ คือ การทำการตลาดผ่านระบบอินเตอร์เน็ต สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้รวดเร็วและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั่วโลก หรือเฉพาะเจาะจงตามความต้องการของลูกค้า แถมการตลาดออนไลน์ ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ในเรื่องพนักงานขาย การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ในรูปแบบสื่อ และยัง ทำให้ปริมาณการซื้อ-ขายเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ผู้ขายจะต้องศึกษาเรื่องของสินค้าและกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อให้การใช้สื่อประเภทมีประสิทธิภาพ

เทคนิคที่ช่วยในการทำการตลาดออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น
– มี keyword ของสินค้าที่กระสับและน่าสนใจ เช่น การตั้งชื่อสินค้าที่แปลกกว่าร้านอื่น เป็นต้น
– ควรมีรูปภาพของสินค้าประกอบด้วย เพื่อเรียกความสนใจและน่าดึงดูดของสินค้า
– ควรเพิ่มวีดิโอและอธิบายสรรพคุณของสินค้านั้นให้ละเอียด
– มีการโฆษณา หรือ รีวิวสินค้าด้วยบุคคลที่เป็นที่รู้จักในโลกอินเตอร์เน็ต

ข้อดีของการทำการตลาดออนไลน์
– ได้รับความสนใจจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก
– ราคาของการตลาดออนไลน์มีต้นทุนต่ำกว่าการตลาด การโฆษณาและประชาสัมพันธ์แบบอื่น
– การตลาดออนไลน์ช่วยให้เจ้าของกิจการประหยัดงบ และค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานขาย
– การตลาดออนไลน์สามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมง สามารถปรับเปลี่ยนโปรโมชั่นใหม่ๆได้ตลอดเวลาไม่ต้องรอ

ข้อเสียของตลาดออนไลน์
– การตลาดออนไลน์มีต้นทุนต่ำ ทำให้เกิดการแข่งขันกันสูงขึ้น
– การที่จะทำให้กิจการเป็นที่รู้จักต้องมี connection มากในการโฆษณาให้คนรู้จัก ถ้าไม่มีก็ยากที่จะทำให้ร้านดังได้
– การที่จะทำให้ร้านได้รับความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภค ต้องอาศัยเวลา รวมถึงรีวิวจากลูกค้าที่เป็นส่วนสำคัญ เพราะการขายสินค้าในอินเตอร์เน็ต ลูกค้าไม่เห็นสินค้าจริงๆ

ข้อดีของการตลาดออนไลน์ พร้อมเหตุผลที่ควรทำการตลาดออนไลน์

ข้อดีของการตลาดออนไลน์ องค์กรธุรกิจคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตของโลกดิจิทัล ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น

ดังนั้นองค์กรธุรกิจเองก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ด้วยการปรับตัวมาทำการตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามี 9 ข้อดีของการทำการตลาดออนไลน์ มาฝากกันเพื่อให้ทุกท่านมั่นใจว่าน่าทำเพียงใด

1. สร้างตัวตนในแบรนด์สินค้าและบริการได้ง่ายมากขึ้น โดยการเลือกนำเสนอความเป็นตัวตนของแบรนด์ผ่านการใช้คอนเทนท์การตลาดไปยังลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ทันที

2. ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้มากขึ้นโดยการให้ นั่นก็คือ ให้สาระความรู้ สิ่งที่เป็นประโยชน์ รวมถึงสิ่งที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้

3. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง การทำตลาดออนไลน์นั้นสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา Google โดยเลือก Google Ads หรือ Google Display Network เราสามารถเลือกได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย และคุ้มค่า

4. สามารถดึงดูดลูกค้ารายใหม่ให้เกิดความสนใจ เพราะการทำตลาดออนไลน์ไม่ได้จำกัดพื้นที่ในการสื่อสาร สามารถหาลูกค้าใหม่ได้ทั่วทุกมุมโลก

5. สร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ง่ายขึ้น แบรนด์สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วยการโต้ตอบและแนะนำสินค้าพร้อมทั้งสามารถจัดส่งแคมเปญส่งเสริมการขายให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง

6. เป็นตัวกลางในกระจายข่าวสารและโปรโมชั่นของสินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว และเป็นวงกว้าง

7. สามารถวัดผลได้ง่าย หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นยอด Reach, View, Impressions, Click และรวมไปถึง ROI ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์วัดผลทางการตลาดได้

8. ต้นทุนต่ำ เนื่องจากการนำเสนอสินค้าและบริการนั้นสามารถนำเสนอได้ทั้งรูปแบบวีดีโอ และภาพนิ่ง ซึ่งเราสามารถเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นครั้ง ก็สามารถใช้ได้ตลอด

9. การตอบกลับข้อความสะดวก รวดเร็ว เพราะการตอบกลับคือการแสดงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า จึงทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสในการเพิ่มยอดขายด้วยแล้วละก็ รีบคว้าโอกาสเป็นผู้นำการตลาดออนไลน์ก่อนใครนะคะ สามารถเริ่มทำได้เองไม่ยาก รับทำ marketing

การตลาดออนไลน์ คืออะไร สำคัญอย่างไร
ในยุคนี้ไม่ว่าใครก็ต้องเริ่มหันมาทำ การตลาดออนไลน์ กันทั้งนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบัน ธุรกิจออนไลน์ กำลังเจริญเติบโต สาเหตุ ก็เพราะต้อง ปรับตัว ให้เข้ากับ สถานการณ์ปัจจุบัน สังคมออนไลน์ หรือ สังคมแห่งโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือ ผู้สูงอายุต่างพากัน นิยมชมชอบ กระแสเหล่านี้ จนกลายเป็นอีก หนึ่งวัฒนธรรม ผู้คนเสพ สื่อผ่านอินเตอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น หากธุรกิจ ไม่ปรับตัว ให้ทันตามเหตุการณ์ บ้านเมือง ก็อาจก่อให้เกิดความล้าสมัย และเป็นอันต้องพ่ายแพ้ ให้กับ ธุรกิจคู่แข่ง เพราะ โดนแย่ง ส่วนแบ่งทางการตลาด ไปจนหมดสิ้น
ดังนั้น วันนี้ Mandala analytics จะขอพูดถึง การตลาดออนไลน์ ว่าคืออะไร และมี ความสำคัญอย่างไร เพื่อเป็นประโยชน์ สำหรับ การทำธุรกิจ ในทุกๆ แง่มุม จะน่าสนใจแค่ไหน มาติดตาม ไปพร้อมๆ กันเลย
การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คือ การทำการตลาดผ่านการโฆษณาบนสื่อออนไลน์ เช่น Facebook Twitter, Instagram, YouTube , ตลอดจนการโฆษณาบนเว็บไซต์ หรือ Google ฯลฯ อีกมากมาย ผ่านการใช้งานบนอินเตอร์เน็ต

ช่องทางในการทำ การตลาดออนไลน์
(Online Marketing)
1. Social Marketing คือ การตลาดออนไลน์ที่เน้นการเข้าถึงกลุ่มคนบนโลก Social Network ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram, ฯลฯ อีกมากมาย โดยการตลาดบน Social Marketing มักจะได้รับความนิยมมากกว่าช่องทางอื่นๆ
2. Search Engine Marketing คือ การตลาดบน Search Engine เป็นการทำให้สินค้าติดหน้าแรกของ Google หรือที่เรารู้จักกันในนามของ SEO (Search Engine Optimization) เป็นการปรับแต่งเว็บไซต์ หรือปรับปรุงเนื้อหาที่มีคุณภาพ เพื่อให้เว็บไซต์หรือสินค้าติดหน้าแรกของ Google ทำให้ลูกค้ามีโอกาสในการคลิ๊กเข้าถึงสินค้าได้มากกว่า
3. Email Marketing คือ การตลาดโดยใช้ช่องทางของอีเมล เพื่อกระจายข่าวสาร หรือนำเสนอโปรโมชั่นต่างๆ ไปยังลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เรียกได้ว่า Email Marketing เป็นช่องทางที่ใช้ต้นทุนการตลาดที่ถูกที่สุดเลยก็ว่าได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการตลาดบนช่องทางอื่นๆ
4. Line Marketing คือ การตลาดผ่านแอพพลิเคชั่น อย่างเช่น Line ด้วยการเผยแพร่ข่าวสาร อัพเดทโปรโมชั่น ต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยการเก็บรวมข้อมูลพบว่าในประเทศไทยของเรามีผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่น Line มากกว่า 83 % เลยทีเดียว
5. Banner การทำโฆษณาโดยใช้ Banner ของเว็บไซต์ต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งกระแสที่ค่อนข้างจะได้รับความสำคัญ เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาหารที่นำโฆษณาไปฝากไว้ตามเว็บไซต์อาหาร หรือเว็บไซต์แหล่งรวบรวมร้านอาหาร รีวิวร้านอาหาร ในขณะที่ธุรกิจโรงแรมได้นำโปสเตอร์โฆษณาไปฝากไว้ตามเว็บท่องเที่ยว เป็นต้น

เรื่องน่ารู้ SEO >> 6 ข้อที่ Google ไม่สนใจ(ทำไปก็เปล่าประโยชน์)

Image result for seo6 ข้อที่ ทางGoogle ไม่สนใจ(ทำไปก็เปล่าประโยชน์)
เราดูสิ่งที่ Google สนใจกันมาเยอะแล้ว ต่อไปเรามาดูกันบ้างว่า Google ไม่ชอบอะไร เพื่อที่เราจะได้หลีกเลี่ยงและระวังให้ดีๆ

1.คำซํ้า

การใช้คำซํ้าๆนั้นไม่ได้ช่วยให้อันดับของเราดีขึ้น ในทางกลับกัน Google จะมองว่าเรากำลังพยายามในทางที่ผิดๆ(เหมือนการพยายามอัพเนื้อหาในเว็บ ทั้งๆที่ไม่รู้จะลงอะไร)

2.การซื้อ Link จากคนอื่น หรือแลก Link ที่มากจนเกินเหตุ

การซื้อ Link จากเว็บคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราอาจได้เว็บที่ไม่ผ่านเกณจาก Google Link มาหาเว็บเรา ซึ่งส่งผลไม่ดีต่ออันดับของเว็บเรา

3.โฆษณา ที่แสนน่ารำคาญ

การที่เรามีแบนเนอร์โฆษณา(ที่มากจนเกินไป) นอกจากจะสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราแล้ว ยังทำให้เว็บไซต์ของเราช้าลงอีกด้วย

4.โฆษณาขั้นกลางระหว่างใช้งาน(บนมือถือ)

ข้อนี้เรียกว่าขนาดส่วนตัวผู้เขียนเองก็ไม่ชอบ(แน่นอนว่าคนที่เข้าเว็บไซต์เราก็ไม่ชอบเช่นกัน)นั่นคือถ้าเกิดว่าเว็บของคุณมีโฆษณาขั้นเวลาที่เปิดด้วยมือถือ อย่างเช่น อยู่ดีๆก็เด้งหน้าโฆษณา App มาให้ดาวโหลดในขณะที่กำลังใช้งานเว็บไซต์อยู่ซะงั้น ทางGoogle จะถือว่าเว็บของคุณไม่เป็นมิตรกับมือถือ ส่งผลให้อันดับของเราตกลงอย่างรวดเร็ว

5.เนื้อหาซํ้าๆ

ถ้าเกิดว่า Google พบว่าเว็บของคุณมีเนื้อหาซํ้า(ไม่ว่าจะในเว็บของเราเองหรือของคนอื่น) อันดับของเว็บไซต์คุณก็จะตกลงไปอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเราไม่ควรที่จะไปก็อปเนื้อหาของคนอื่น ควรที่จะเขียนขึ้นมาเอง หรือหากนำบทความนั้นมาเขียนใหม่ควรจะให้เครดิตแก่ต้นฉบับด้วย

6.จงหลีกเลี่ยงการซ่อนข้อความหรือลิ้งค์ในเว็บไซต์ของเรา

เชื่อว่ามีบางคนหัวหมอคิดว่าเราอาจใช้ทริคซ่อนคำอันแยบยล อย่างเช่น การแอบใส่คำที่สอดคล้องกับเว็บไซท์ เช่น การทำให้ตัวหนังสือเป็นสีขาวบ้าง การแก้ตัวหนังสือให้มีขนาด0บ้าง หรือการเซ็ทให้ตัวหนังสือมันหลุดจากขอบจอ ขอบอกเลยว่าถ้าหาก Google เจอละก็อันดับของเว็บเราจะต้องตกอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเราไม่ควรทำ SEO ประเภทหมกเม็ดแบบนี้เด็ดขาด!

เป็นอันจบเนื้อหาส่วนพื้นฐานของการทำ SEO กับเรื่องที่ควรรู้ คาดว่าหลายคนน่าจะได้รับเทคนิคกันไปไม่มากก็น้อยนะครับ อย่างไรก็ตามหากมีข้อไหนที่ผิดพลาดอยากให้แก้ไข สามารถคอมเม้นท์ใต้บทความนี้ได้เลยนะครับ รับทำ SEO

วิธีการทำ SEO ของคุณให้ติดอันดับ 1 เรามีข้อแนะนำ

Image result for SEOในการทำ SEO ขั้นตอนหนึ่งที่ต้องทำทุกครั้งคือ หาคีย์เวิร์ดที่ต้อง การทำอันดับ
ซึ่งคีย์เวิร์ดยอดฮิตที่คนทำ SEO อยากทำอันดับ คือ High Commercial Intent Keyword เพราะเป็นคำที่ใช้โดยคนที่ต้องการสินค้าอยู่แล้ว จึงมีโอกาสสูงที่ผู้เข้าเว็บไซต์จะจ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการจากเว็บไซต์อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าบางชนิด เว็บไซต์ที่อยู่ในผลการค้นหาหน้า 1 ของคีย์เวิร์ดดังกล่าว คืออีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada , Shopee , Priceza และอื่นๆ ทำให้คีย์เวิร์ดเหล่านี้มีการแข่งขันสูงและยากต่อการทำอันดับ
คำถามคือ หากเราเป็นเว็บไซต์ขายของซึ่งไม่ได้มีทุนมหาศาลแบบคู่แข่ง จะมี วิธีการทำ SEO เพื่อสู้กับคู่แข่งอย่างไร?
บทความนี้ จะแชร์เทคนิคการทำ SEO ในคีย์เวิร์ดที่แข่งขันสูง ซึ่งคุณสามารถนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาผลลัพธ์การทำ SEO ของคุณได้อย่างแน่นอน
หลักวิธีการทำ SEO ในคีย์เวิร์ดที่แข่งขันสูง
หลักการที่ใช้คือทำเว็บไซต์ให้ “แตกต่างและดีกว่า” คู่แข่ง หรือพูดอีกอย่างคือ คู่แข่งมีจุดอ่อนตรงไหน เราทำตรงนั้นให้ดีกว่า
คุณอาจมีคำถามว่า เว็บไซต์อย่าง Lazada , Shopee จะมีจุดอ่อนได้อย่างไร
คำตอบคือ ส่วนตัวคิดว่า ไม่มีอะไรในโลกสมบูรณ์ 100% เพราะเว็บไซต์ใหญ่แม้จะแข็งแกร่งในการทำ SEO ด้วยคีย์เวิร์ดที่เป็นคำหลัก แต่ก็มักจะไม่โฟกัส Niche Longtail Keyword

1. เลือกคีย์เวิร์ดให้เป็น
สิ่งแรกที่เราควรทำคือ เน้นทำอันดับในคีย์เวิร์ดที่เป็น Niche Longtail Keyword ซึ่งเป็นวลีซึ่งมีความหมายเฉพาะเจาะจง มีคำย่อยที่ขยายคำหลัก
ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ขายชุดหุ้มเบาะรถยนต์ มีคำหลักคือ “ชุดหุ้มเบาะรถยนต์” “ชุดคลุมเบาะรถยนต์”
โดยมีคำที่เป็น Niche Longtail Keyword คือ
-ชุดหุ้มเบาะรถยนต์ ลายการ์ตูน ราคาถูก
-ผ้าหุ้มเบาะรถยนต์ ลายการ์ตูน ราคาถูก
-ชุดคลุมเบาะรถยนต์ แมนยู
ซี่งข้อดีของการเน้นทำอันดับใน Niche Longtail Keyword มีอยู่ 2 ข้อ

ปรับแต่งเว็บให้ “เกี่ยวข้อง” ง่ายกว่า
โดยปกติ E-commerce ยักษ์ใหญ่ จะมุ่งทำอันดับในคำหลัก แต่มักไม่ทำอันดับแบบเฉพาะเจาะจงใน Niche Longtail Keyword บางคำ ซึ่งหากเราปรับแต่งเว็บไซต์ให้เน้นเฉพาะไปที่ Niche Longtail Keyword ผลลัพธ์คือ Google จะมองว่า เว็บไซต์เราดีกว่าในแง่ “ความเกี่ยวข้อง” กับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ
มีลักษณะเป็น High Commercial Intent
เนื่องด้วย Niche Longtail Keyword มักเป็นวลีที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นัยยะคือ มันถูกใช้โดยคนที่สนใจสิ่งนั้นอยู่แล้ว จึงเป็นคีย์เวิร์ดที่เปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้าได้ง่าย

2. หนึ่งเว็บเพจ หลายคีย์เวิร์ด
เรื่องต่อมาที่อยากแนะนำคือ ปรับแต่งให้หนึ่งเว็บเพจ ปรากฏในผลการค้นหาของหลายคีย์เวิร์ด
ตัวอย่างเช่น ต้อง การทำอันดับ 3 คีย์เวิร์ด คือ คีย์เวิร์ด A , B และ C สิ่งที่จะทำคือ ปรับแต่งให้เมื่อคนค้นหาคีย์เวิร์ด A หรือ B หรือ C คนจะเห็นเว็บเพจเดียวกัน ปรากฏในผลการค้นหาของ Google
คำถามคือ ทำไมต้องทำแบบนั้น
ที่ทำแบบนั้นเพราะว่า เราพยายามที่จะเพิ่มปริมาณคนเข้าชมเว็บเพจ (Page Views) ให้มากที่สุด เพราะปริมาณคนเข้าชม คือหนึ่งในปัจจัยที่ Google ใช้ตัดสินว่าเว็บเพจนั้นเป็นที่ต้องการของผู้ค้นหาข้อมูลหรือไม่เพื่อให้คุณเข้าใจมากขึ้น ขอยกตัวอย่าง ด้วย วิธีการทำ SEO ของ 2 เว็บไซต์ที่มีกลยุทธ์แตกต่างกัน ซึ่งทั้ง 2 เว็บไซต์ต้องการทำอันดับใน 3 คีย์เวิร์ดที่เหมือนกัน สมมุติมีรายละเอียดดังนี้
ปริมาณค้นหา SEO Keyword
เว็บไซต์ A ใช้กลยุทธ์ “หนึ่งเว็บเพจ หลายคีย์เวิร์ด” ทำให้เกิดผลตามรูปด้านล่าง
สอน SEO หลาย Keyword
แต่เว็บไซต์ B ใช้กลยุทธ์ “หนึ่งเว็บเพจ หนึ่งคีย์เวิร์ด” เกิดผลลัพธ์ตามรูปด้านล่าง
ทำ SEO มี Keyword เดียว
จะเห็นได้ว่า เว็บเพจมุ่งหวังของเว็บไซต์ A จะมีคนเข้าชมมากกว่า เพราะคนเข้าชมของทุกคีย์เวิร์ดจะไหลไปรวมที่เว็บเพจเดียว ขณะที่เว็บไซต์ B จะกระจายออกไป
ยิ่งเว็บเพจไหนมีคนเข้าชมมากเท่าไหร่ โอกาสขึ้นหน้า 1 ยิ่งสูงเท่านั้น

3. ทำ User Signal ให้ดี
User Signal คือ ค่าที่สะท้อนประสบการณ์ของผู้เข้าชมเว็บไซต์ มี 3 ค่า ดังนี้
Click Through Rate (CTR) คือ อัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์
Time On Site คือ เวลาที่คนใช้งานเว็บเพจ
Bounce Rate คือ สัดส่วนของคนที่เข้ามายังหน้าใดหน้าหนึ่งของเว็บเพียงแค่หน้าเดียว แล้วไม่คลิกไปหน้าไหนต่อ (ยิ่งน้อยยิ่งดี)
โดยยิ่งทำให้เว็บไชต์เรามีค่าทั้ง 3 ข้างต้นดีเท่าไหร่ โอกาสที่จะขึ้นหน้า 1 ยิ่งมากเท่านั้น เพราะ Google มองว่า เว็บไซต์เราสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้เข้าชม สะท้อนว่าเป็นเว็บไซต์ดีมีคุณภาพ
จุดอ่อนอย่างหนึ่งของ E-commerce ยักษ์ใหญ่ คือ 99% ของเว็บเพจผู้ขายสินค้า มักจะมีลักษณะเป็น Template คือ โครงสร้างเนื้อหาเหมือนกันหมด ไม่สามารถปรับแต่งได้แบบอิสระ
จุดนี้แหละคือข้อได้เปรียบของเรา เพราะเราสามารถใส่รายละเอียดและปรับแต่งหน้าเว็บเพจได้อย่างเต็มที่ เพื่อจะสร้างประสบการณ์ที่ดีของผู้ชมให้มากกว่าคู่แข่ง โดยเทคนิคการเพิ่ม User Signal ที่แนะนำ ได้แก่
เขียนหัวข้อน่าสนใจและชวนคลิก
พยายามเขียนหัวข้อของเว็บเพจให้น่าสนใจและดึงดูดให้คลิกเข้าชม ซึ่งส่งผลให้ค่า CTR สูงขึ้น
โดยวิธีเขียนหัวข้อที่ดี คือ หัวข้อที่บอกว่าผู้อ่านกำลังจะได้อ่านเรื่องอะไร และให้คุณค่าอะไรแก่ผู้อ่านบ้าง เพราะเมื่อรู้ว่าดูแล้วได้ประโยชน์อะไร คนมักสนใจคลิกชมเว็บไซต์นั้น
ทำ SEO ที่ดี สร้างหัวข้อ
ตัวอย่างการตั้งชื่อบทความที่ดีต่อ SEO
Related Link
Related Link คือ การลิงค์ไปยังเว็บเพจที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและมีประโยชน์ต่อผู้ชม ซึ่งส่งผลให้ค่า Time On Site และ Bounce Rate ดีขึ้น เช่น วิดีโอ หรือบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพิ่ม Page Speed
Page Speed หรือความเร็วในการมองเห็นเนื้อหาของเว็บไซต์ คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่า User Signal เพราะหากปล่อยให้คนรอนานมากกว่าจะเห็นเนื้อหา ก็มีโอกาสสูงที่เขาจะออกจากเว็บไซต์ทันที (Google พบว่า 53% ของผู้ใช้งานจะปิดเว็บบนมือถือทันที ถ้าเว็บนั้นใช้เวลาโหลดนานกว่า 3 วิ) หรือไม่เข้าดูหน้าเว็บเพจอื่นอีก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อค่า Bounce Rate และ Time On Site อย่างมาก
ดังนั้นการทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะส่งผลต่อเรื่อง SEO นั่นเอง

4. สร้าง Quality Backlink
Quality Backlink คือ Backlink ที่ได้รับมาจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือและคุณภาพสูง
จากการเก็บข้อมูลแรมปี พบว่า Quality Backlink คือสิ่งที่ผลต่ออันดับอย่างมีนัยยะสำคัญ หากเว็บไซต์เราได้รับ Quality Backlink อย่างต่อเนื่อง อันดับในผลการค้นหาจะพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด

โดยหลักการสร้าง Quality Backlink มี 3 ข้อ ดังนี้
1.คุณภาพมาก่อนปริมาณ
เนื่องด้วยเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ มักมี Backlink จำนวนมหาศาล เราจึงไม่ควรแข่งเรื่องปริมาณ เพราะแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง ควรเน้นที่คุณภาพมากกว่า
2.เลือกเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง (Relevance)
ควรติดตั้ง Backlink จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์เรา ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์ของเราขายชุดคลุมเบาะรถยนต์ หากได้รับ Backlink จากเว็บไซต์เกี่ยวกับรถยนต์หรือประดับยนต์ แบบนี้ถือว่าเกี่ยวข้อง
ข้อดีของการสร้างลิงค์ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องคือ มีโอกาสสูงที่คนจะคลิกเข้าชมเว็บไซต์อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเว็บไซต์เราเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ชมต้องการ
โดยจากการเก็บข้อมูลของพบว่า Backlink ที่ได้รับการคลิกอย่างเป็นธรรมชาตินี่ล่ะ คือทีเด็ด เพราะส่งผลดีต่ออันดับเป็นอย่างมาก
3.เลือกเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง (High Authority)
Authority คือความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ยิ่งได้ Backlink จากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือมากเท่าไหร่ โอกาสที่เว็บไซต์เราจะขึ้นสู่หน้า 1 ยิ่งมากเท่านั้น รับทำ SEO

Scroll To Top