พุธ. ก.ย. 22nd, 2021
การออกแบบที่ว่าง
การออกแบบที่ว่าง

การออกแบบที่ว่าง และการวางผังภายในอาคาร เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยได้มาก เราสามารถนำ พฤติกรรม การใช้ที่ห้องต่าง ๆ เป็นตัวกำหนด ตำแหน่งที่เหมาะสมได้

ซึ่งวิธีการนี้เราจะสามารถลดการใช้พลังงานในการปรับอากาศในห้องต่าง ๆ ได้

  • เราสามารถใช้ห้องน้ำหรือช่องบันไดเป็นส่วนปะทะความร้อนทางด้านทิศตะวันตก และด้านทิศใต้ เพื่อป้องกัน ความร้อน เข้าสู่บ้าน หรือห้องอื่น ๆ ได้ เนื่องจาก ห้องน้ำ เป็นส่วนที่มีความชื้นสูงรวมทั้งเราใช้เวลาในการอยู่ในห้องน้ำไม่นานมาก และความจำเป็น ที่ต้องใช้ การปรับอากาศน้อย เช่นเดียวกันเราสามารถใช้ห้องเก็บของหรือห้องที่ไม่ได้ใช้เวลาอยู่ภายในนั้น เป็นเวลานานมาก เป็นส่วน ปะทะ ความร้อน ได้เช่นเดียวกันโดย หลีกเลี่ยงการวางตำแหน่งห้องที่ต้องการการปรับอากาศ และห้องที่ใช้ เกือบตลอดเวลา ไว้ที่ตำแหน่งรับความร้อนโดยตรง
  • การใช้ฝ้าเพดานที่สูงนั้นเหมาะสมกับการใช้การสร้างสภาวะน่าสบายแบบ Passive เพราะอากาศที่ร้อนจะน้ำหนักเบากว่า จะลอยตัวสูงขึ้นทำให้ อากาศเย็นที่มีน้ำหนักมากกว่าลอยต่ำลงมา ในทางกลับกันหากต้องการใช้ การสร้างสภาวะน่าสบายแบบ Active นั้นการทำฝ้าเพดานที่ต่ำจะทำให้ภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศลดลง และสามารถ ควบคุมอุณหภูมิของห้อง ได้อย่างสม่ำเสมอ จึงควรเลือกลักษณะที่ว่างให้เหมาะสม
    ผนัง หลักที่สำคัญคือออกแบบผนังให้ถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ภายในบ้านน้อยที่สุด การใช้วัสดุที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะทำให้ อุณหภูมิ ภายในบ้านหรือห้องสูง จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในการปรับลดอุณหภูมิภายในมากขึ้น เนื่องมาจาก ความร้อน สามารถถ่ายเท (Heat transfer) เข้ามาสะสมภายในผิวอาคารได้มาก การใช้วัสดุที่มีประสิทธิภาพสูง ในการประหยัด พลังงานนั้น อาจจะทำให้งบประมาณในการก่อสร้างสูงขึ้นมากจึง ควรเลือกใช้กับผนัง ที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อลดรายจ่าย เพราะบางกรณีอาจจะเปลืองหรือเกินความจำเป็นได้
  • ใช้ผนังที่มีการออกแบบใช้ฉนวนกันความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพกับผนังด้านทิศตะวันตก และทิศใต้ เพราะเป็นด้าน ที่หันเข้าหาแสง และรับความร้อนจากอาทิตย์โดยตรง (Direct sun)
  • -ควรใช้ผนังที่ก่อขึ้นจากคอนกรีตมวลเบาแทนผนังทั่วไป เนื่องจากมีคุณสมบัติ ในการกันความร้อน ได้ดีในระดับหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับคอนกรีตบล็อก หรืออิฐมอญทั่วไปโดยมีราคาสูงกว่าไม่มากแต่สามารถก่อสร้างได้รวดเร็วกว่า และมี น้ำหนักค่อนข้างเบา
  • -ควรเลือกใช้ผนังสีอ่อนทั้งภายใน และภายนอกเพื่อการสะท้อนแสงรวมทั้งลดการดูดกลืนความร้อนของผนังอีกด้วย การใช้ผนังสีอ่อน จะช่วยให้ห้องภายในสว่างขึ้นสามารถลดการใช้แสงจากไฟฟ้าได้ และสามารถใช้ แสงธรรมชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เลือกคุณสมบัติของวัสดุให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น การใช้ผนังคอนกรีต ที่มีความหนามาก หรือมวลมาก กับห้องที่ใช้ เฉพาะช่วง เวลากลางวัน เพราะช่วงเวลากลางวันนั้นภายในจะเย็น เนื่องจากตัวผนัง ที่มีมวลมากสามารถหน่วงเวลา การส่งผ่านความร้อนได้ดี ผนังจะมี การสะสมความเย็น ไว้เกือบตลอดทั้งคืนแล้ว มาคายความเย็นออกมาในเวลากลางวัน ส่วนหลังจากนั้นความร้อน จะถูกสะสมเข้ามา แทนที่ทำให้ผนัง มีความร้อนสะสม อยู่มากทำให้ห้องนั้นร้อน ไม่เหมาะสม ในการใช้งานในช่วงเวลาหัวค่ำถึงกลางคืน จะสามารถทำให้ลด การใช้วัสดุราคาแพงได้บ้าง
  • การใช้ผนังสองชั้นที่มีช่องอากาศอยู่ภายในก็สามารถช่วยป้องกันความร้อนที่ส่งผ่านเข้ามาในบ้านได้มาก หากมีการออกแบบ ให้มีการระบายความร้อน ออกจากช่องอากาศที่อยู่ตรงกลางจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น
    ช่องแสง เป็นส่วนหนึ่ง ที่จำเป็นต้องคำนึงถึงอย่างยิ่ง เนื่องจากความร้อน สามารถผ่านเข้ามาใน อาคารได้ง่ายมาก โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ส่วนที่เป็นกระจก ฉะนั้นการเลือกกระจก ที่มีคุณสมบัติ การสะท้อนความร้อนสูง จะช่วยให้เราสามารถ ลดความร้อน ที่จะเข้ามาในตัวอาคารได้มาก แต่ในทางกลับกัน ช่องแสงทำให้เราสามารถใช้แสงธรรมชาติได้มาก ลดการใช้แสง จากไฟฟ้าด้วย
  • หากมีงบประมาณสูงเราสามารถใช้กระจกสองชั้น (Double Glazing) ที่มี ช่องว่างอากาศ เพื่อป้องกัน ความร้อนลักษณะเฉพาะ ของกระจกชนิดนี้ จะมีการเคลือบสารบางอย่างในการสะท้อนความร้อน รวมทั้ง บรรจุก๊าซบางชนิด เพื่อลดการเกิด ความชื้นภายใน กระจกชนิดนี้ สามารถ ให้แสงผ่านได้ในปริมาณสูง
  • การใช้กระจกสะท้อนแสง และความร้อน (Reflective glass) กระจกนี้จะมีคุณสมบัติต่ำกว่ากระจกสองชั้น (Double Glazing) แต่สามารถลดทั้งปริมาณความร้อน และแสงสว่างที่จะเข้าสู่ตัวอาคาร ในขณะเดียวกัน ก็เป็น กระจกที่สามารถเก็บกัก ความร้อนอีกด้วย เหมาะแก่เมืองหนาวมากกว่า
  • หากไม่มีงบประมาณมากการใช้กระจก ชนิดที่มีราคาต่ำกว่า แต่เลือกใช้กระจกสี เช่น สีชา ก็สามารถช่วย ได้มากกว่า การใช้กระจกธรรมดา ช่องอากาศ การเพิ่มความเร็วลม ที่เข้าสู่ตัวบ้าน ให้เกิด การระบายอากาศภายในบ้าน ช่วยให้สามารถ ลดการใช้การปรับอากาศภายในได้มาก -การเพิ่มช่องเปิด จะเพิ่มความเร็วลม ที่เข้าสู่ตัวบ้าน การใช้ และการเจาะช่องเปิด ที่เหมาะสมจะช่วยให้การสะสมความร้อนภายในบ้านลดลง -การเจาะช่องเปิดด้านเดียว ลมไม่สามารถผ่านเข้าในห้องได้มากนัก ควรเปิดหน้าต่างที่อยู่ห่างกันมากที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายอากาศ (Single ventilation)
  • การเจาะช่องเปิดที่ผนังตรงกันข้าม และมีขนาดเท่ากัน ที่ตำแหน่งเดียวกันนั้นจะทำให้เกิดการระบายอากาศได้ดีที่สุด (Cross ventilation)
  • การเจาะช่องเปิดที่ทางเข้าของลมต่ำ และให้ทางออกอยู่สูงกว่า จะทำให้เกิดกระแสลมที่เย็นสบาย เป็นการสร้างสภาวะธรรมชาติ เพื่อให้อากาศ เกิดการแลกเปลี่ยน ความกดอากาศกัน อากาศเย็นไล่อากาศร้อนออกไปจากห้อง
  • การเจาะช่องเปิดให้อยู่ในระดับสูงทั้งสองทาง จะทำให้พื้นที่ส่วนล่างของห้องอับลม ไม่สามารถ ระบายอากาศภายในห้อง ได้มากเท่าไรนัก
  • ช่องเปิดที่มีทางออกของอากาศใหญ่กว่าทางเข้าจะช่วยให้เกิดกระแสลมเร็ว และแรงที่ด้านลมเข้า ในทางกลับกัน ถ้าทางเข้าใหญ่กว่า กระแสลมที่เข้ามาในห้องก็จะต่ำ
  • กันสาด และชายคา (Shading devices) การใช้กันสาดจะช่วยลดหรือเลี่ยงมิให้ผนังรับแสงแดดโดยตรงจากดวงอาทิตย์การใช้ Shading devices นี้เป็นการลดความร้อนที่จะเข้าสู่อาคารโดยตรง การใช้ Shading devices พบว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก ในการป้องกันความร้อน สามารถช่วยให้ลดการใช้พลังงาน ภายในบ้านได้มาก ลักษณะของ Shading devices ได้แก่ กันสาด และชายคา ที่ให้ร่มเงากับช่องเปิด รวมทั้งผนังของอาคารด้วย Shading devices บางชนิด ถูกออกแบบมา เพื่อเป็นอุปกรณ์ ในการป้องกันความร้อนโดยตรงก็ได้
  • Shading devices ในแนวตั้ง (Vertical shading devices) มีประสิทธิภาพในการป้องกันผนังด้านที่รับแสงโดยตรง และเป็นเวลานาน ผนังด้านที่ควรติดตั้ง Shading devices ชนิดนี้คือ ด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตก
  • Shading devices ในแนวนอน (Horizontal shading devices) มีประสิทธิภาพในการป้องกันผนังด้าน ที่ได้รับแสง ในมุมที่สูง อย่างแสงใน ช่วงเวลากลางวัน หรือด้านที่ไม่ได้รับแสงโดยตรง Shading devices ชนิดนี้ สามารถให้ แสงที่สะท้อน จากสภาพแวดล้อมเข้ามาได้มาก ผนังด้าน ที่ควรติดตั้ง Shading devices ชนิดนี้คือด้านทิศเหนือ และทิศใต้ Shading devices
  • Shading devices แบบตารางเป็นShading devices ที่รวมเอาคุณสมบัติของ Shading devices ในแนวนอน และแนวตั้งไว้ด้วยกัน แต่ขึ้นอยู่กับขนาด และความเหมาะสมด้วย
    หลังคา เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลมากเนื่องจากเป็นส่วนที่สัมผัสกับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากที่สุด ลักษณะหลังคาบ้านเรือนไทยนั้น เป็นลักษณะของหลังคา ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศมาก เพราะมีความลาดชันมากระบายฝนได้รวดเร็ว รวมทั้งความร้อน จะลอยตัวขึ้นสูง ฉะนั้นการที่หลังคามี ความลาดชันสูงมาก ทำให้ความร้อนภายใน จะไปรวมตัวที่จุดที่สูงที่สุด ทำให้อากาศภายในห้อง ด้านล่างมีเพียงอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า
  • หลังคาที่มีสองชั้นซ้อนทับกัน โดยหลังคาส่วนที่ซ้อนอยู่ข้างบนมีขนาดเล็ก (ลักษณะคล้ายการใส่หมวก) ก็เพียงพอที่ จะช่วยให้ การสะสมความร้อน ที่ผิวของหลังคาลดลง จะมีประสิทธิภาพเมื่อมีช่องระบายอากาศที่บริเวณหน้าจั่วทั้งสองด้าน ความร้อน จะสามารถระบายออกได้ดี
  • สำหรับบ้านที่มีดาดฟ้าแล้วการปลูกต้นไม้บนดาดฟ้า ก็เป็นส่วนหนึ่งใน การช่วยให้ ลดความร้อน ที่สัมผัสกับ ผิวของดาดฟ้า ได้โดยตรง เช่นเดียวกับการใช้ Shading devices หรือการปรับดาดฟ้าให้เกิดความลาดชันมากเพียงพอ
  • ควรใช้แผ่นสะท้อนความร้อน (Foil) ในส่วนที่เป็นฝ้าเพดานใต้หลังคา หรือดาดฟ้า เพื่อเป็น การลดความร้อน ที่จะเข้ามา ภายในบ้านได้ หันด้าน ที่เป็นมันออกไปด้านนอก การติดแผ่นสะท้อนความร้อน ร่วมกับ ฉนวนป้องกันความร้อน จะช่วยให้ ฉนวนป้องกันความร้อนมีอายุยาวนานมากขึ้น ถึงแม้ว่าแผ่นสะท้อนความร้อน จะมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อยับหรือมีฝุ่นบนผิว
การออกแบบบ้านให้ประหยัดพลังงาน
  • ปลูกต้นไม้ทรงสูงเพื่อบังแสงอาทิตย์ โดยที่จะต้องให้มีกระแสลมเย็นพัด ผ่านใต้พุ่มใบในความเร็วที่พอเหมาะ เพื่อลด อุณภูมิภายนอก ใกล้บริเวณบ้านและ ป้องกันลมพัดผ่านเข้าตัวบ้านมากเกินไป โดยควรปลูกต้นไม้ในทิศตะวันออก และ ทิศตะวันตก
  • ควรเลือกชนิดต้นไม้ที่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นร่มเงาที่มีอยู่ตามท้องถิ่น เช่น ต้นปีบ ต้นอินทนิล ต้นสัตบัน ต้นสุพรรณิกา เป็นต้น เพื่อลดการใช้ปุ๋ย ยาฆ่า แมลงการดูแลรักษา เนื่องจากต้นไม้เหล่านี้มีความเคยชินกับสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศ ในประเทศไทยอยู่แล้ว
  • นำหลักภูมิสถาปัตย์มาใช้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมรอบๆ บริเวณบ้านให้ เย็นสบาย โดยการปลูกพืชคลุมดิน ปลูกหญ้า จัดแต่งสวน จัดทำน้ำตกจำลอง เป็นต้น
  • ถมดินบริเวณรอบบ้านให้สูง เพื่อให้พื้นและผนังบางส่วนต่ำกว่าดิน ทำให้สามารถนำความเย็นจากดินมาใช้ และปลูกไม้พุ่ม บริเวณผนังบ้าน
  • ในกรณีที่มีพื้นที่จำกัด อาจจะปลูกต้นไม้ดัด หรือไม้เลื้อยตามระเบียง หรือรั้ว เพื่อลดลมร้อนพัดผ่านเข้าตัวบ้าน และลด ความแรงของแสงแดดที่ ส่องผิวอาคาร
  • ทำรางน้ำและท่อระบายน้ำจากหลังคา หรือส่วนต่างๆ ภายในบ้าน ให้ เหมาะสม เพื่อป้องกันความชื้นซึมเข้าไปในบ้าน หรือ อาจจะทำท่อระบายน้ำที่ได้จาก การซักล้างไปใช้รดน้ำต้นไม
  • ถ้าต้องการทำที่จอดรถ ควรทำที่จอดรถพร้อมหลังคาในด้านทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก เพื่อเป็นการช่วย ลดความร้อน ผ่านเข้ามาในตัวบ้านโดยตรง
  • บุฉนวนกันความร้อนที่หลังคาและผนัง โดยความหนาของฉนวนที่ใช้ต้อง ขึ้นอยู่กับภาระทำความเย็น แต่ส่วนใหญ่ใช้ ฉนวน ที่มีความหนาประมาณ 2-3 นิ้ว ( 50-75 มม.) ฉนวนสำหรับหลังคาและผนังมีหลายชนิด ได้แก่ ฉนวนใยแก้ว ฉนวนเยื่อกระดาษ ฉนวนเซรามิก
  • ทาสีผนังด้านนอกของบ้านเป็นสีอ่อน ใช้วัสดุที่มีผิวมันและกันความชื้น
  • ใช้กระเบื้องหลังคาสีอ่อน เพื่อสะท้อนความร้อนได้ดี
  • สำหรับผนังด้านที่มีระเบียงยื่น ควรเลือกใช้ประตูหรือหน้าต่างชนิดบานพลิก ซึ่งสามารถควบคุม ปริมาณลม ได้ดีกว่า การใช้ประตู หรือหน้าต่างชนิดบานเลื่อน
  • ติดตั้งหน้าต่างกระจกเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น โดยให้เพียงพอในการรับแสง สว่างจากธรรมชาติ และควรหลีกเลี่ยงการติดตั้งด้านทิศตะวันออกและตะวันตก
  • ทำกันสาดให้กับหน้าต่างกระจก โดยกันสาดแนวราบเหมาะสมกับหน้าต่าง ที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศใต้ เพราะสามารถบัง แสงอาทิตย์ ในช่วงเที่ยงและช่วง บ่าย ส่วนกันสาดแนวดิ่งเหมาะสมกับหน้าต่างที่อยู่ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
  • ติดตั้งผ้าม่านหรือมู่ลี่บริเวณหน้าต่างกระจก เพื่อป้องกันความร้อนจากแสง อาทิตย์เข้าภายในตัวบ้าน ส่วนการติดฟิล์มกรองแสง ที่กระจกหน้าต่างนั้น แม้จะป้องกัน ความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ดีกว่า แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่า จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยม
  • สำหรับห้องนอนหรือห้องที่ต้องการปรับอากาศที่ตั้งอยู่บริเวณชั้นสองเหนือ บริเวณที่จอดรถหรือระเบียง ควรมีการทาหรือพ่น ฉนวนที่ฝ้าเพดานของที่จอดรถ หรือระเบียงนั้นๆ เพื่อป้องกันการนำความร้อน จากภายนอกผ่านใต้พื้นห้องเข้า สู่ตัวห้อง
  • ติดตั้งพัดลมระบายอากาศบนหลังคา เพื่อดูดอากาศร้อนใต้หลังคาออกไป ภายนอก
  • ทำระเบียงยื่นพร้อมติดกันสาดในทิศตะวันออกและทิศตะวันตก สำหรับใช้ เป็นที่นั่งทานอาหารว่าง หรือใช้ทำ ครัวนอกบ้านแล้ว ยังช่วยลดความร้อนเข้ามา ในบ้านอีกด้วย
  • อุดรอยรั่วด้วยซีเมนต์หรือซิลิโคน ( Silicone ) ที่ช่องติดตั้งโคมไฟ ช่องติด ตั้งพัดลมเพดาน ช่องที่เตรียมไว้สำหรับเดินท่อน้ำ เป็นต้น เพื่อป้องกันความ ร้อนจากภายนอกผ่านเข้าช่องเพดาน
  • อุดรอยรั่วตามรอยต่อ ระหว่างผนังขอบประตู หน้าต่าง เพื่อป้องกันความ ร้อนและความชื้นจากภายนอกผ่านเข้าไปในบ้าน ในกรณีที่ห้องนั้นเป็นห้อง ปรับอากาศ
  • จัดวางตู้และชั้นวางของให้เหมาะสม ไม่บังลม ไม่กีดขวางการระบาย อากาศ และไม่บังแสง
  • จัดวางโต๊ะเขียนหนังสือให้หันหน้าไปในผนังด้านที่รับแสงธรรมชาติได้
  • หมั่นดูแลรักษาทำความสะอาด พรม ผ้าม่าน โซฟา ไม่ให้เปียกชื้น เพื่อลดภาระทำความเย็นเนื่องจากความร้อนแฝง
  • จัดแบ่งห้องใช้สอยโดยคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน โดยจัดห้องที่ใช้ ตอนเช้าอยู่ในทิศตะวันออก ส่วนห้องที่ใช้สอย เกือบทั้งวัน ให้อยู่ทิศเหนือ เพราะจะเย็นสบายที่สุด เช่น ห้องนั่งเล่นอยู่ในทิศเหนือ เป็นต้น
  • ควรติดตั้งคอนเดนเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศในที่ร่ม หรือใต้ต้นไม้ และต้องไม่มี สิ่งกีดขวางทางลมเข้า และออกจาก คอนเดนเซอร์ ในด้านทิศ เหนือของบ้าน เป็นด้านที่เหมาะสม ที่จะติดตั้ง คอนเดนเซอร์ มากที่สุด แต่ถ้าไม่ สามารถติดตั้งใน ด้านทิศเหนือ ก็สามารถติด ทางทิศใต้ที่มีกันสาดแทนได้
  • ควรติดตั้งคอนเดนเซอร์ในที่ๆ สามารถดูแลบำรุงรักษาสะดวก และใน ที่ๆ ไม่ส่งเสียงรบกวนเข้ามาภายในห้อง
  • ควรติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ ( Thermostat ) ภายในห้องปรับอากาศ ให้เหมาะสม คือ ไม่ควรโดนแสงอาทิตย์โดยตรง เพราะจะทำให้ เทอร์โมสตัท อ่านค่าผิดพลาด และควรติดตั้งในบริเวณที่สามารถอ่านค่าอุณหภูมิได้ง่ายและ และสะดวกต่อ การปรับตั้งค่าอุณหภูมิตามต้องการ
  • ควรติดตั้งเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ในบริเวณที่ไม่ปรับอากาศและเปิดโล่ง เช่น ที่จอดรถ ระเบียงนอกบ้าน เพื่อระบายความร้อน และลดความชื้นที่ปลด ปล่อยมาจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ แต่ถ้าต้องติดตั้งในห้องปิด ควรจะต้องติด ตั้งพัดลมระบายอากาศ เพื่อป้องกันการสะสมความร้อนและความชื้นภายในห้อง
  • พิจารณาทำห้องครัวให้อยู่นอกตัวบ้าน แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ห้องครัวที่อยู่ ภายในตัวบ้านควรมีการระบายความร้อนที่ดี เพราะห้องครัวมักประกอบด้วย เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด เช่น เตาอบ เตาหุงต้ม กาต้มน้ำร้อน ตู้เย็น ซึ่งเป็น แหล่งปลดปล่อยความร้อนที่สำคัญ รับออกแบบบ้าน
  • ติดตั้งเครื่องดูดกลิ่นหรือดูดควันในบริเวณที่ทำการหุงต้ม และอากาศ ที่ใช้กับเครื่องดูดกลิ่นหรือดูดควันนี้ ควรมาจาก ภายนอกบ้านไม่ควรใช้อากาศ เย็นจากเครื่องปรับอากาศโดยตรง
  • เลือกใช้อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง นอกจากจะประหยัด พลังงานจากตัวมันเองแล้ว ยังลดความร้อน ที่ถูกปล่อยออกมา ในเวลาใช้งาน อีกด้วย เช่น ใช้ตู้เย็นประสิทธิภาพสูง ใช้หลอดไฟประสิทธิภาพ

By Chloe

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *