ศุกร์. ต.ค. 22nd, 2021
ต่าย นัฐฐพนท์
ต่าย นัฐฐพนท์

ต่าย นัฐฐพนท์ เปิดใจประเด็นทิ้งงานเบื้องหน้า ทำเบื้องหลังเต็มตัว เผยเคยเฉียดตาย ซ้ำร้ายถูกโกงเงินเกือบ 10 ล้าน ufabet อดีตพระเอกชื่อดัง ต่าย นัฐฐพนท์ ขอวอนหยุดเม้าท์ข่าวไม่จริงในอดีต บอกอย่าตัดสินใครจากข่าว อยากรู้เดี๋ยวเล่าเรื่องจริงให้ฟัง แถมเคยคิดทิ้งงานเบื้องหน้า เพราะเบื่อ อยากทำงานเบื้อหลังเต็มตัว พร้อมเผยนาทีเฉียดตายรถชนยับเลือดอาบหน้า ซ้ำร้ายยังถูกโกงเงินเกือบ 10 ล้าน โดยเจ้าตัวมาเล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านทางรายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง วัน31 ที่มี หนิง ปณิตา และ ชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกร

ทุกวันนี้ทำไมถึงไม่เล่นละคร?

ต่าย : “ก็มาทำเบื้องหลังครับ ถามว่าทำไมถึงเลิกเล่นละคร คือมีช่วงนึงที่เรามาทำโครงการให้ในหลวง แล้วเรารู้สึกเอ็นจิยกับการทำงาน ก็เลยมาทำรายการช่วยเหลือสังคม ก็เลยผันตัวมาอยู่เบื้องหลัง”

ไม่ได้ทะเลาะกับค่าย ไม่ได้ทะเลาะกับใคร จริงไหม?

ต่าย : “ไม่ได้ทะเลาะครับ มันเหมือนด้วยวัยด้วย คือนักแสดงมันเหมือนการรอคอย คือรอคนเลือกเราไปเล่นละคร หรือว่าเวลานั่งอยู่ที่กองเราก็รอ ซึ่งผมว่ามันเป็นช่วงจังหวะที่อยู่ดีๆ ก็อยากมาทำเบื้องหลัง อยากเปลี่ยนดูก็เลยลองมาทำ พอทำปุ๊บมันก็สนุก แต่ก็ไม้ได้เลิกซะทีเดียว แต่ก่อนรับละครทีละ 2 เรื่อง เราก็เดินไปบอกช่อง บอกพี่สมรักษ์ว่าผมขออนุญาตรับละครทีละเรื่องนะครับ เพราะอีกครึ่งอาทิตย์จะขอลองทำงานเบื้องหลัง ทำงานออฟฟิศดู”

ตอนนั้นที่ตัดสินใจค่อยๆ เฟดงานเบื้องหน้า ไปทำงานเบื้องหลัง คิดว่าตัดสินใจถูกไหม?

ต่าย : “ถูกนะ มันคือด้วยวัยด้วยแหละ ผมว่าถ้าเกิดเราไม่ได้ทำเบื้องหลังตั้งแต่ตอนนั้น คือเปิดบริษัทมา 12 ปีแล้ว ตอนนั้นเริ่ม 28 เราก็เลยรู้สึกว่าเราอายุมากขึ้น รับบทพ่อไหม หรือว่าจะต้องประกอบไปรับบทยังไง ก็เคยคิดเหมือนกัน”

คิดว่ารับไม่ได้กับบทพ่อ ก็เลยเปลี่ยนตัวเองก่อนดีกว่า?

ต่าย : “นึกภาพไม่ออกดีกว่า ว่าเวลาไปรับบทพ่อแล้วจะเป็นยังไง”

ตอนนั้นมีคนเสนอบทที่เปลี่ยนจากพระเอกบ้างหรือยัง?

ต่าย : “ยังไม่มีครับ ตอนที่ตัดสินใจยังเป็นพระเอกอยู่”

ส่วนนึงอาจจะเบื่อในบทเดิมๆ ที่ได้รับ ไม่ได้ทำอะไรใหม่ๆ?

ต่าย : “อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องบทเดิมๆ อาจจะเรื่องการทำงานที่มัน จริงๆ เริ่มรับละครมาตั้งแต่ 19 คือมันถ่ายละครมา 10 ปี ถ่าย 7 วันตลอด ตอนที่ยังเรียนไม่จบก็จะรับทีละเรื่อง เพราะต้องไปมหาวิทยาลัย เซ็นสัญญาช่อง ตั้งแต่ปี2 พอจบปุ๊บก็รับละครเต็มที่เลย มันก็เป็นความซ้ำเหมือนกัน บทจะใกล้กันหมด”

ทำงานตั้งแต่ 19 แล้วเป็นผู้จัดตอนอายุเท่าไหร่?

ต่าย : “ประมาณ 4 ปีที่แล้ว ประมาณ 35-36”

เรียกว่าเป็นค่านิยมได้ไหม เป็นดารา ต้องเป็นผู้จัดด้วย?

ต่าย : “เราก็ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นนะ แต่รู้สึกว่าพอมันมีทีวีดิจิตอลปุ๊บหลายคนพะวงว่าจะรอดไม่รอด แล้วทุกคนก็ยังเกาะช่องแน่นๆ คือหมายความว่าช่องหลัก คือทุกคนรู้สึกว่าช่องหลักรอด ช่องอื่นไม่รอดแน่ แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งใหม่ สัญญาหมดพอดี เราก็เลยตัดสินใจไม่ต่อสัญญา แล้วก็ตัดสินใจลองยื่นเพื่อที่จะผลิตละครดู ก็ผลิตกับช่องๆ นึงได้รับการอนุมัติก็เลยเริ่มมาทำเป็นเบื้องหลัง เป็นผู้จัด”

เป็นผู้จัดครั้งแรกฟีดแบ็คเป็นยังไงบ้าง?

ต่าย : “ก็โอเคนะ ผมว่าคนก็ยังไม่ค่อยเชื่อเราหรอก ต้องบอกว่าการทำละครมันไม่เหมือนงานอีเว้นท์ หรือเหมือนโปรเจกต์ หรือเหมือนอะไร มันต้องใช้ระยะเวลานานมากในการสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วละคร 10 เรื่องมันดังประมาณ 2 เรื่อง ผมว่าเราจะได้รับการยอมรับก็ต่อเมื่อฟีดแบคละครเราติดท็อปแล้วจริงๆ ถามว่าเรื่องแรกที่ทำ ที่เอาปอย ตรีชฎา มาเป็นนางเอกเนี่ยได้รับฟีดแบคที่ดีไหม ดี ก็คือเข้าชิงค่อนข้างเยอะ เรตติ้งก็ดีเไป 2 กว่า ก็ถือว่าสำหรับดิจิตอลตอนนั้นที่มหม่ๆ ถือว่าฟีดแบ็คโอเค”

ถ้าคนมองมาลายเซ็นหรือเอกลักษณ์การทำละครของคุณต่ายคืออะไร?

ต่าย : “ยัง ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนมาก แต่ส่วนใหญ่คนจะโน้ตว่าทำไมชอบทำละครแบบแนวผี เพราะเราทำเกี่ยวกับผีๆ มา 3-4 เรื่อง คือเป็นคนไม่กลัวผีนะ แต่เวลาอ่านซีรีส์รู้สึกอิน”

ถามตรงๆ ขาดทุนไหม กับโปรดักชั่นที่ลงทุนไป?

ต่าย : “เรื่องที่แล้วก็เจ็บครับ แต่เรื่องใหม่มีความต้องการน้อยลงเยอะ เอาภาพรวมโอเค แล้วก็คุมงบ”

ทำงานหนักมาก ล่าสุดถูกหามส่งโรงพยาบาล?

ต่าย : “ก็มี แต่จริงๆ ป่วยเป็นระยะ เป็นคนไฮเปอร์ เราคิดว่าเราไหว เราก็จะทำแบบเต็มที่เลย เราไม่รู้หรอกว่าร่างกายมันไม่ไหวแล้ว หรือเวลาเรานอน บางทีเราคิดเรื่องนี้อยู่ บางทีตื่นขึ้นมาปุ๊บเหมือนเราไม่ได้นอน คือเราจะรู้เลยว่าเราต้องมาตามเรื่องอะไรต่อ เหมือนรอเวลาที่จะตื่นขึ้นมาเพื่อมาโทรตามเรื่องต่างๆ ที่มันค้างอยู่ ก็คือนอนไปแบบนั้น แต่ร่างกายมันไม่หลับ แล้วล่าสุดไปออกกำลังกายแล้วรู้สึกเหมือนสวิตช์มันจะออฟก็เลยบอกเทรนเนอร์ว่าหยุดออกกำลังกายก่อนดีกว่า แล้วขับรถไปโรงพยาบาล พอไปถึงโรงพยาบาลจำได้ภาพสุดท้าย กวักมือเรียกรถเข็นให้เขามาเข็นแล้วภาพก็ตัดไปเลย แต่ขับรถวูบเคยเป็นนะ ผมเหมือนไม่รู้ว่าร่างกายไม่ไหวแล้ว สมัยวัยรุ่นก็มีขับรถอยู่แล้วหลับ”

เรตติ้งการทำละครมีผลต่อความเครียดคุณบ้างไหม?

ต่าย : “ผมเป็นคนไม่ได้ซีเรียสมากนะ เราต้องเข้าใจผู้จัดละครทุกคน ผมเชื่อว่าทุกคนตั้งใจหมด ทุกคนผ่านการคัดกรองบท นักแสดงทุกคนตั้งใจหมด แต่ว่าละครมันก็เหมือนถูกหวย คือมันอยู่ที่จังหวะเวลาด้วย ช่วงนั้นภาวะคนอยากดูละครแนวนีเไหม ละครช่องอื่นมันเป็นละครเรื่องอะไรอยู่ หรือว่าภาวะมันนำพาทุกอย่างไปหรือเปล่า”

คุณโสดมา 8 ปีแล้ว ทำไมถึงปล่อยตัวเองโสดนานขนาดนั้น?

ต่าย : “ถามว่าจริงๆ อยากมีคู่ไหม อยากมีนะ แต่ตอนนี้ผมตั้งใจเรื่องงานมาก ถ้ามาดูตารางมีตติ้งเยอะมาก คือคุยจนจำไม่ได้แล้วว่าคุยเรื่องอะไรบ้าง แล้วรู้สึกว่าเวลาเราทำงานให้ลูกค้า มันจะมีความคาดหวังจากลูกค้าอยู่แล้ว ซึ่งเยอะมาก เรารู้สึกว่าอันนั้นเป็นโจทย์ที่ยังไงเราเลี่ยงไม่ได้ เรารู้สึกว่าถ้ามีชีวิตส่วนตัว จะมีคนมาแบบเหมือนมีความคาดหวังกับเราอีกในช่วงเวลาที่เราปล่อยวาง และรีแลกซ์แล้ว”

ที่ผ่านมามีคนเข้ามาขายขนมจีบคุณไหม?

ต่าย : “มีทั่วไป เรารู้สึกอยากจีบเขาก็มี แต่พอจะเริ่มปั๊บไม่เอาดีกว่า”

เพราะว่าปิดใจหรือเปล่า เพราะในอดีตมันมีเรื่องที่เราผิดหวัง?

ต่าย : “ก็มีบ้าง แต่นั้นมันผ่านแล้วก็ผ่านเลย อันนั้นรัก ชอบมาก แต่ว่าไม่ได้รับความรู้สึกอะไรเท่าไหร่ ก็อาจทำให้เฟลบ้าง แต่มันก็เป็นประสบการณ์ ไม่ได้ซีเรียส”

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง เก้ง กวาง หิวคุณมาก?

ต่าย : “ตอนนี้พอ 39 แล้วอาจจะเบาลง เมื่อก่อนไปตรงไหนก็ดูสปาร์คๆ เดี๋ยวนี้เบาๆ ชิลๆ ไม่ค่อยอะไรเท่าไหร่”

จริงๆ สเปคของต่ายเป็นยังไง?

ต่าย : “แต่ก่อนเราเน้นคนที่หน้าตา ดูแล้วสวยอิ่มเอม พออายุมากขึ้นผมว่ามันมองทะลุเข้าไป คือหน้าตามันจะเฉยๆ แล้ว แต่ว่าตอนนี้รู้สึกว่าเราเป็นคนซีเรียสไม่รู้ตัว เรารู้สึกว่าน่าจะเป็นคนเอ็นเตอร์เทน อยู่ด้วยแล้วมีความสุข มองโลกบวก”

อนาคตอยากมีลูกไหม?

ต่าย : “จริงๆ ผมไม่ได้ปิดกั้นนะ แต่รู้สึกว่างานมาถึงจุดนึงที่เรารู้สึกแฮปปี้กับมัน แล้วมีอย่างที่้ราอยากจะมีทุกอย่างแล้วก็พร้อม 100%”

คุณจะรีไทร์ตัวเองตอนอายุ 55 ปี คุณก็เลยพยายามรีบทำงาน?

ต่าย : “ก็ใช่ แต่ตอนแรก 45 นี่เขยิบเพิ่มมาอีก 10 ปี”

หลังจาก 55 ปีคุณคิดว่าชีวิตคุณจะทำอะไร?

ต่าย : “ผมวางไว้ ผมซื้อที่ไว้ แล้วคิดว่าชีวิตบั้นปลายอยู่ที่ไหนบ้าง ก็มีกรุงเทพฯ เขาใหญ่ เชียงใหม่ เราก็เลยรู้สึกว่าเราจะมีบ้านใน 3 ที่นี้ แต่ว่าในบ้างเองก็จะทำธุรกิจด้วย”

คุณแฟร์มากกับแฟนเก่า คุณสามารถเป็นเพื่อนได้กับทุกคน?

ต่าย : “คุยได้ครับ”

คุณทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง คุณยังโดนโกงอีกเหรอ?

ต่าย : “โดน”

เห็นบอกว่าโดนโกงไป 2 ล้านกว่าบาท?

ต่าย : “2 ล้านนี่เคยโดนโกงตอนอายุ 18 ปีคือสมัยตอนเด็กงานที่ได้เงินก้อนๆ เราจะไม่ได้เอามาใช้จ่ายเลย เราจะใช้งานอีเว้นท์ งานจ้าง เราจะใช้เงินพวกนั้น แต่เงินที่เป็นก้อนๆ เราเก็บ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนแม่แบบปล่อยกู้ไหม ก็ปล่อยกู้ประมาณ 2.2 – 2.4 ล้าน ปรากฎมีวันนึงแม่เดินมาหน้าเศร้ามาก บอกว่าน้าที่ต่ายฝากปล่อยกู้เขาตายแล้วนะ สุดท้ายได้คืนมา 2 แสนกว่าบาท”

ล่าสุดงานอีเว้นท์โดนอีก 7 ล้าน?

ต่าย : “มีๆ อันนี้ต้องบอกว่าทำธุรกิจคนสนิทไม่สนิทคือไม่ใช่ ไม่ไว้ใจนะ แต่ทุกอย่างต้องทำเป็นเอกสาร คือวันแรกเรารู้สึกรักกันแหละ พอคุยเรื่องธุรกิจ พอจะคุยเรื่องเอกสาร เอ๋…ไม่ไว้ใจกันหรือเปล่า ไม่ใช่ จริงๆ ต้องขอบอก ขอเตือนมุกคนว่ายังไงต้องทำเรื่องเอกสาร นี่ก็เป็นคนสนิท นับถือกัน ก็ให้จัดงานอีเว้นท์ให้ ให้จ่ายเงินก่อน จัดงานแรกไป 3.5 ล้าน จัดงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เครดิตก็ยังไม่ได้จ่าย ก็วางบิล บอกขอเครดิตสัก 60 วัน แต่ว่าก็มีอีกงานก็ช่วยจัดการให้ก่อน ก็จัดงานให้เขาก่อน แล้วมีบางส่วนที่เขาขอไปหมุนด้วย อีก 3.5 ล้าน พอไปมาจัดงานเสร็จวางบิลมา 6 เดือน ยังไม่จ่ายเลย”

เป็นคดีไหม ฟ้องร้องไหม?

ต่าย : “ฟ้องครับ ก็ชนะคดี 2 ครั้ง ตอนนี้ได้คืนมา 2 ล้านกว่าบาท ในตลอดระยะเวลา 4 ปี”

เรื่องความเชื่อมูเตลู?

ต่าย : “ตอนนี้ถ้าเปิดมาเบอร์หมอดูอยู่ในโทรศัพท์มือถือน่าจะ 20 เบอร์ ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เป็นคนเอ็นจอยกับการดูมากกว่า ปกติเวลาไปดูเขาจะแนะนำว่าต้องไปทำ 1-2-3-4 แต่เป็นคนไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เป็นคนมีความสุขกับการที่ไปดูแล้วเขาเดาดวงเรา ถ้าเขาเดามาไม่ดีห็หาเจ้าใหม่ดูจนกว่าจะดี เราก็จะรู้สึกสบายใจ”

ออฟฟิศที่คุณอยู่เขาบอกว่าคุณทำงานหนักมาก ถ้าอยู่ต้องเปลี่ยนชื่อ คุณก็เปลี่ยน?

ต่าย : “คือตอนแรกชื่อที่เปลี่ยนไม่ได้เกี่ยวกับออฟฟิศ คือผมมีความคิดตั้งแต่ตอนเด็กแล้วว่าอยากชื่อพายุ แล้วมีตอนนึงที่จะบวช เมื่อหลายปีที่แล้ว แล้วไปเปลี่ยนชื่อก่อนบวชว่าชื่อพายุ พอบวชปุ๊บก็เจอพระ พระก็บอกว่าชื่อนี้ไม่ดี ต้องกลับไปใช้ชื่อเดิม เราก็เลยใช้ชื่อเดิมก็ได้ แต่ขอให้พญัชณะที่รวมกันได้พลังที่โอเคแล้วกัน เขาก็เลยสะกดมาให้ใหม่ แต่สุดท้ายอะไรดีไม่ดี มันอยู่ที่เรา”

เรื่องที่เสียใจที่สุดในชีวิตคือเรื่องอะไร?

ต่าย : “จริงๆ ไม่ค่อยมีนะ เป็นคนแบบถามว่าเรรียดไหม เครียด ณ ตอนนั้น แต่จะเป็นคนที่เกิดเรื่องอะไรจะชอบคิดว่ามันเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้มันเป็นปัจจุบันอยู่ แต่ว่าในอนาคตมันก็เป็นอดีต เราเอาความรู้สึกของเราเองย้ายไปเลย”

สรุปเรื่องอะไร?

ต่าย : “ไม่มีๆ”

ไม่ได้เกี่ยวกับข่าวก่อนหน้านี้?

ต่าย : “จริงๆ มันก็มีหลายเรื่อง ถ้าตอนเด็กเสียใจ อาจจะทำตัวไม่น่ารักตอนเป็นนักแสดงบ้างกับผู้จัดต่างๆ”

เราพอรู้มานิดหน่อยว่าอาจจะเสียใจกับคนที่ตัดสินคนอื่นจากภายนอก?

ต่าย : “ด้วย เรื่องพวกนั้นก็มี”

อยากพูดอะไรบ้าง?

ต่าย : “ผมว่านักแสดงทุกคนเป็น คือเวลาโดนข่าว บางทีเรื่องอาจจะแบบ 3 โดนไป 10 บางทีเรารู้สึกว่าโดนคนตัดสินเราโดยที่เราไม่ได้เป็นแบบนั้น ก็รู้สึกเสียใจ แต่ว่าหนึ่งอย่างเราไม่ได้ไปรู้สึกนอยด์กับมัน แต่สิ่งนึ่งที่เราทำได้คือ ถ้าเราไม่โอเค เราก็พยายามไม่ไปตัดสินคนอื่น มันก็ทำให้เราเปลี่ยนแปลงไป”

By Chloe

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *