จันทร์. ก.ย. 20th, 2021
มาทำความรู้จัก
มาทำความรู้จัก

มาทำความรู้จัก อาชีพในฝันยอดนิยมของเด็กๆไทยหลายคนอย่างอาชีพสถาปนิก สถาปนิกเป็นหนึ่งในไม่กี่อาชีพที่จะได้ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการสร้างสรรค์ ซึ่งผลงานของสถาปนิกนั้นเรียกได้ว่ามีมากมายหลายหมวดหมู่มาก ตั้งแต่การสร้างอาคาร รถยนต์  ไปจนถึงแพ๊คเกจสินค้าต่างๆที่ขายในร้านสะดวกซื้อ

สถาปนิกที่ดีไม่ใช่แค่จะต้องเป็นคนที่ออกแบบได้สวยงาม แต่ว่าจะเป็นคนที่ออกแบบสิ่งต่างๆได้สวยงาม มีประโยชน์ใช้สอย ประหยัด ดูแลรักษาง่าย ราคาถูก เหมาะสมกับภูมิประเทศ อากาศ และถูกต้องตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ

ชนิดของสถาปนิก

สถาปนิกมีหลายชนิด แต่ก็สามารถจำแนกแบ่งออกได้เป็นแขนงย่อยๆต่างๆ ตามฟังก์ชันของงานที่ทำ โดยในแต่ละประเภทก็จำเป็นจะต้องไปแบ่งสาย เรียนลึกลงไปในสายของตัวเอง ในคณะสถาปัตย์อีกต่อนึง ชนิดของสถาปนิกสามารถแบ่งออกได้คร่าวๆดังนี้

  • สถาปนิกออกแบบ (Design)
  • สถาปนิกบริหารโครงการ (Construction Management)
  • สถาปนิกบริหารการใช้พลังงานในอาคาร (Building Energy Management)
  • สถาปนิกออกแบบการให้แสง (Lighting Design)
  • สถาปนิกบริหารจัดการอาคาร (Facility Management)
  • สถาปนิกอนุรักษ์ (Preservation)
  • สถาปนิกตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของอาคาร

งานที่สถาปนิกจะได้ทำ

งานหลักของสถาปนิกคือการออกแบบ และวางแผนในการสร้างชิ้นงานขึ้นมาให้สำเร็จสวยงามอย่างสมบูรณ์ สถาปนิกจะเป็นผู้ที่เข้าใจในหลักการใช้งานของชิ้นงานนั้นๆอย่างลึกซึ้ง เข้าใจว่าผู้คนใช้ประโยชน์จากผลงานของเขาอย่างไร ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุที่ดี สวยงาม รักษาง่าย และไม่มีข้อเสียตามมาเช่นการติดไฟได้ง่าย หรือสกปรกง่าย เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้วสถาปนิกจะมีขั้นตอนการทำงานดังนี้

เก็บ Requirement ถึงความต้องการชิ้นงานจากลูกค้า และคนที่มีส่วนร่วม
ทำการออกแบบชิ้นงานในภาพรวม ให้ตรงตาม requirement
เพิ่มรายละเอียดในชิ้นงานต่างๆ เลือกวัสดุ เลือกพื้นผิวต่างๆ
ควบคุมรายจ่ายของการสร้างชิ้นงานนั้นให้อยู่ในงบที่กำหนดไว้
เขียนแบบพิมพ์เขียว ส่งให้ลูกค้า และประสานงานกับวิศวกรเพื่อแก้ไขในจุดอ่อนของแบบ
ดำเนินการก่อสร้างชิ้นงานนั้นๆ โดยในขั้นตอนนี้จะมีการประสานงานกับวิศวกรในทุกขั้นตอนของการสร้าง
ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบพิมพ์เขียวของชิ้นงานนั้นๆ แก้ไขปัญหาที่พบ
ถ้าพบปัญหาใดๆที่สามารถแก้ไขได้ในขั้นตอนออกแบบ ก็จะกลับไปแก้แบบอีกครั้งเพื่อปิดจุดอ่อนของแบบ

สถาปนิกเป็นอาชีพที่จะต้องประสานงานกับวิศวกรบ่อยมาก

เนื่องจากว่าแบบชิ้นงานที่สถาปนิกออกแบบนั้น จะต้องถูกคำนวณเรื่องโครงสร้างต่างๆอย่างละเอียดโดยวิศวกรในแขนงนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นสถาปนิกออกแบบอาคารก็จะต้องประสานงานกับวิศวกรที่เกี่ยวข้องกับอาคารหลายแขนงด้วยกัน ตั้งแต่ วิศวกรโครงสร้าง (Structural Engineer), วิศวกรโยธา (Civil Engineer), วิศวกรไฟฟ้า (Electrical Engineer), วิศวกรประปา (Plumbing Engineer) และ วิศวกรเครื่องกล (Mechanical Engineer)

นอกจากนี้สถาปนิกออกแบบอาคารก็จะต้องประสานงานกับสถาปนิกแขนงอื่นๆเองด้วยเช่นกัน อย่างเช่น มัณฑนากร (Interior Designer) และ ภูมิสถาปนิก (Landscape Architect) เป็นต้น โดยกลุ่มมืออาชีพที่มาทำงานในโปรเจกต์นี้ทั้งหมดจะทำงานเป็นทีม ภายใต้การนำทีมของสถาปนิกนั่นเอง

สถานที่ทำงาน

สถาปนิกจะมีสถานที่ทำงานที่แตกต่างกันไปตามขนแงต่างๆ ซึ่งส่วนมากแล้วก็จะได้เข้าไปอยู่ในทุกที่ ที่ชิ้นงานของตัวเองสร้างขึ้น เช่น

สถาปนิกออกแบบอาคาร ก็จะได้ติดต่อกับลูกค้าในออฟฟิศ เขียนพิมพ์เขียวในออฟฟิศ และควบคุมการก่อสร้างที่ไซต์งาน

สถาปนิกออกแบบผลิตภัณฑ์ ก็จะได้ติดต่อลูกค้าที่ออฟฟิศ ออกแบบที่ออฟฟิศ และควบคุมการผลิตที่โรงงาน เป็นต้น

เวลาทำงาน

เวลาทำงานของสถาปนิกไม่แน่นอน เนื่องจากงานสถาปนิกจะต้องติดต่อกับผู้คนจำนวนมาก และสร้างชิ้นงานใหม่ขึ้นมา ซึ่งสิ่งนี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จึงจะมีปัญหาคอยให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถึงแม้ว่างานสถาปนิกจะบอกว่าเข้างาน 8 โมงเช้า และออกงาน 5 โมงเย็น

แต่ถ้ามีปัญหาด่วนต่างๆไม่ว่าจะในขั้นตอนไหน สถาปนิกที่ดีก็จะต้องรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นโดยเร็ว ส่วนสถาปนิกที่ไม่ดีก็จะอิดออด และบ่ายเบี่ยงไม่ยอมทำงานนอกเวลา ลองดูกรณีตัวอย่างหนึ่ง สถาปนิกโครงสร้างออกแบบอาคารหนึ่ง โดยคำนวณทุกอย่างมาอย่างดี เลขลงตัวเป๊ะๆหมด แต่คนงานก่อสร้างดันผสมปูนผิดทำให้เสาล้มลงมาตอนสามทุ่ม สถาปนิกที่ดีจะเข้าไปที่ไซต์งานทันทีเพื่อแก้ไข แต่สถาปนิกที่ไม่ดีนั้นก็จะอิดออดและโผล่ไปอีกทีเช้าวันถัดไป จงอย่าเป็นสถาปนิกไม่ดี..

ผู้ที่เหมาะสมจะทำงานสถาปนิก

สำหรับนักเรียนที่สนใจงานสถาปนิก จะต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเราสนใจในงานสถาปนิกจริงๆหรือไม่ ถ้าสนใจจริง และคะแนนสูงพอที่จะสอบเข้าคณะสถาปัตย์ได้ (มหาวิทยาลัยไหนก็ได้ ถ้ารักจริง!) เพราะว่าไม่ว่าจะจบจากมหาวิทยาลัยไหนมาก็ตาม เมื่อจบมาแล้วขอแค่รู้จริง ทุกคนก็ต้องมาสอบใบอนุญาตด้วยข้อสอบกลางที่มีความยากเท่ากันทั้งประเทศ เมื่อผ่านได้รับใบอนุญาตสถาปนิกแล้ว ก็สามารถ สมัครงานสถาปนิก ได้ ทำงานสถาปนิกได้ตามใบอนุญาตทันที

ทักษะ ความสามารถที่สถาปนิกต้องใช้

อย่างแรกที่สุดก็คือความรับผิดชอบ สถาปนิกเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูงมาก เพราะว่าสิ่งที่เราออกแบบไปไม่ว่าจะเป็นถุงขนมก๊อบแก๊บ หรืออาคารสูงระฟ้า ก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของเรา ถ้าหากวันหนึ่งตึกเกิดถล่มขึ้นมา คนที่จะโดนตำรวจจับคนแรกสุดเลยก็คือสถาปนิกคนออกแบบนี่ล่ะ

นอกจากนี้ก็จะมีความคิดสร้างสรรค์ ความรอบคอบ ทักษะพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ความคิดเรื่องการจำกัดงบประมาณ ฯลฯ

ความสามารถทางคอมพิวเตอร์ก็เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญสูงมาก เพราะว่าจะต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หลากหลายโปรแกรมในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น SketchUp, Photoshop,   Autocad หรือ archicad ซึ่งสถาปนิกใช้จะโปรแกรมเหล่านี้ในการสร้างแบบพิมพ์เขียวต่างๆขึ้นมา แทนที่การเขียนด้วยมือแบบเมื่อก่น เพราะสามารถลบแก้ไข และใช้งานออกแบบพร้อมๆกันได้หลายคนมากกว่านั่นเอง

เป้าหมายการทำงานของสถาปนิกก็คือ การออกแบบอาคารประเภทต่างๆให้สวยงาม และสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ กฎหมาย ประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถ ทั้งทางศิลปะและเทคนิค โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและประหยัด ทั้งในด้านราคาค่าก่อสร้างและพลังงานสนองความต้องการของผู้อาศัย และผู้ใช้อาคาร

ขอบเขตของงานสถาปนิก มีดังนี้ งานด้านออกแบบ (Design), งานด้านการบริหารโครงการ (Construction Management), งานด้านการบริหารการใช้พลังงานในอาคาร (Building Energy Management), งานด้านการออกแบบการให้แสง (Lighting Design), งานด้านบริหารจัดการอาคาร (Facility Management), งานด้านอนุรักษ์ (Preservation), งานตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของอาคาร (Building Inspection)

สถาปนิกคือบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบ และ วางแผน ในการก่อสร้าง หรือที่เรียกว่างานสถาปัตยกรรม โดยสถาปนิก จะเป็นผู้ที่เข้าใจในมาตรฐานการก่อสร้างของอาคาร   เข้าใจถึงหน้าที่ใช้สอยของอาคารนั้น รวมถึงวัสดุที่จะนำมาเป็นส่วนประกอบของสิ่งก่อสร้างนั้น

 

สถาปนิกจะทำการบริการวิชาชีพตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. บันทึกรายละเอียดความต้องการของลูกค้า เพื่อออกแบบให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า
  2. ออกแบบเบื้องต้น (Schematic Design) ออกแบบ คำนวณแบบ เลือกวัสดุที่มีคุณภาพเหมาะสมและให้ประโยชน์สูงสุดกับลูกค้า
  3. ออกแบบรายละเอียด (Design Development หรือ DD)
  4. คำนวณรายการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับเนื้องาน
  5. ทำแบบก่อสร้าง (Construction Document) เตรียมแบบ และส่งแบบที่วาดโดยช่างเขียนแบบให้ลูกค้าพิจารณา เพื่อดัดแปลงแก้ไขและตอบข้อซักถามของลูกค้าร่วมกับวิศวกร
  6. เมื่อแก้ไขดัดแปลงให้สมบูรณ์แล้ว จึงส่งแบบให้กับวิศวกรทำการก่อสร้าง.
  7. ออกปฏิบัติงานร่วมกับวิศวกรระหว่างทำการก่อสร้าง เพื่อให้ใช้วัสดุตามแบบที่วางไว้ตามเงื่อนไขสัญญา
  8. ให้คำปรึกษาต่อวิศวกรและแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้างและการคำนวณของวิศวกร

 

สถาปนิกจะมีผู้ที่ให้ปรึกษา คำแนะนำในเรื่องเทคนิคระดับซับซ้อน ซึ่งก็คือ วิศวกร ซึ่งจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละแขนงเกี่ยวกับการก่อสร้าง โดยทั่วไปสำหรับโครงการขนาดกลาง วิศวกรเหล่านี้จะประกอบด้วย วิศวกรโครงสร้าง (Structural Engineer), วิศวกรโยธา (Civil Engineer), วิศวกรไฟฟ้า (Electrical Engineer), วิศวกรประปา (Plumbing Engineer) และ วิศวกรเครื่องกล (Mechanical Engineer) นอกจากนี้อาจจะมีที่ปรึกษาอื่นๆ เช่น มัณฑนากร (Interior Designer) และ ภูมิสถาปนิก (Landscape Architect) เป็นต้น โดยนักวิชาชีพทั้งหมดนี้จะทำงานร่วมกันเป็นทีม ผ่านการประสานงานของสถาปนิก ซึ่งเป็นผู้นำของทีม

 

สถาปนิกบางคนอาจจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำงานจนชั่วโมงนอนน้อย นั่นหมายถึงการทำงานที่มากกว่า 8 ชั่วโมงที่เป็นชั่วโมงทำงานปกติหรืออาจจะไม่ได้ทำงานเป็นเวลาเช่น เข้า 8 โมง ออก 4 โมงเย็น เพราะหลายๆ โครงการก่อสร้างที่เราต้องเข้าไปคุมงานมีการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ สถาปนิก อาจจะเผชิญกับเวลาส่วนตัวที่น้อย เนื่องจากภาระงานหนักที่เข้ามา

 

สถาปนิกเป็นอีกอาชีพที่ต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก ในชีวิตจริงมันไม่ได้สวยงามอย่างในละคร คนกลุ่มนี้ไม่ได้แค่มีหน้าที่ออกแบบอาคารคุมงานก่อสร้างให้ได้ดังที่ลูกค้าต้องการ แต่สิ่งที่เราออกแบบไปนั้นคือความรับผิดชอบของเรา หากมีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นในอนาคตคนที่จะโดนฟ้องคนแรกก็คือสถาปนิกนี่แหละ ดังนั้น นอกจากความคิดสร้างสรรค์ ทักษะพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ความรอบคอบ และความรับผิดชอบ ถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมาก

ส่วนโปรแกรมที่สถาปนิกใช้ในการทำงานก็มีหลายโปรแกรม เช่น SketchUp, Photoshop,   Autocad หรือ archicad  เพราะจะมีความแม่นยำ สวยงาม และรวดเร็ว ต่างจากเมื่อก่อนที่จะเป็นงาน Munual งานวาดมือทั้งหมด ซึ่งจะต้องมีโต๊ะ ดราฟ หรือ โต๊ะเขียนแบบเป็นโต๊ะประจำตัว แต่ถ้าเรามีเวลาจริงๆ อยากทำงานเป็นงานมือก็สามารถทำได้

 

สถาปนิกที่รับราชการจะได้รับเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา สถาปนิกที่ทำงานกับภาคเอกชนจะได้รับเงินเดือนขึ้นอยู่กับฝีมือและประสบการณ์ นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์อื่น เช่น โบนัสขึ้นอยู่กับผลประกอบการ เป็นต้น

โดยระดับรายได้ของสถาปนิกมักจะขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่ง ตั้งแต่ ผู้ช่วยสถาปนิก (Architect Assistant), สถาปนิกผู้น้อย  (Junior Architect), สถาปนิก (Architect), สถาปนิกอาวุโส  (Senior Architect), ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ  (Design Director , Architect Director)

และเนื่องจากในวิชาชีพสถาปัตยกรรมครอบคลุมสาขาต่างๆ ตั้งแต่ การวางแผนเมืองและสภาพแวดล้อม การอนุรักษ์ชุมชนและสถาปัตยกรรม การออกแบบชุมชนเมือง (สถาปัตยกรรมผังเมือง) สถาปัตยกรรมหลัก ภูมิสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมภายในและการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งรวมทุกอย่างที่จำเป็นในสังคมเอาไว้ ดังนั้นหากขาดอาชีพสถาปนิกไปโครงสร้างของเมืองอาจจะยุ่งเหยิง หรือ ความสุนทรียของอาคาร สิ่งปลูกสร้าง สภาพแวดล้อมก็จะขาดหายไป เพราะฉะนั้นอาชีพนี้ถือว่าเป็นอาชีพที่สำคัญและขาดไม่ได้

สถาปนิกจำเป็นต้องได้รับการศึกษาทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม ถึงจะสามารถทำงานในวิชาชีพสถาปนิกได้ โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นการศึกษาสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานเทคนิควิทยาการทั้งทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม เข้าด้วยกัน เพื่อตอบสนองความต้องการในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่อาศัย วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่นั้น สนองตอบในเชิงจิตวิทยา ซึ่งผู้ออกแบบต้องเข้าใจความต้องการในการใช้พื้นที่นั้น ๆ อย่างลึกซึ้งอันมีผลกับการออกแบบที่ดี และไม่ดี หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นศิลปวิทยาการ ในการออกแบบอาคารและสิ่งเกี่ยวเนื่อง เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้เหมาะสมในการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับมหภาค ถึงจุลภาค เช่น การวางผังชุมชน การออกแบบชุมชน ภูมิสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปแบบศิลปะ เรื่องของชุมชน เรื่องของพฤติกรรมมนุษย์ และเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย

By Chloe

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *