อาหาร ของหวาน และเครื่องดื่ม

รีวิว Frozen : ก้าวใหม่ของการ์ตูนดิสนีย์ : โฟรเซ่น – ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ

รีวิว Frozen : ก้าวใหม่ของการ์ตูนดิสนีย์ : โฟรเซ่น – ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ

Frozen 1 Wallpapers - Top Free Frozen 1 Backgrounds - WallpaperAccess
“มนต์เสน่ห์ ที่ถูกแช่แข็ง ของDisney’s กลับมาแล้ว”
Frozen บอกเลยว่าคือ “มิติใหม่” และ “ก้าวสำคัญ” ของ Disney’s ครับ
ตอนแรกผมก็ยังไม่ตัดสินใจจะไปดูในโรงนะครับ กะว่าจะซื้อแผ่นเอา…. แต่จะกระแสใน Social
ชื่นชมกันอื้ออึงมากว่า “ดีงาม” ทั้งเวอร์ชั่น “เสียงไทย” และ “อังกฤษ”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เสียงไทย” ทีี่ดึงเอานักร้อง “เสียงเทพ” 4 คนมาพากษ์ และร้องด้วยแล้ว
“แก้ม The Star” / “หนูนา หนึ่งธิดา”/ “คิว วงฟลัว” / และ “อาร์ม เคพีเอ็น”
เมื่อรวมกันกับ บรรยากาศปีนี้ที่หนาวๆ วันหยุดยาวๆ ( และรอบฉายที่เริ่มน้อยลง)
ผมเลยตัดสินใจ เข้าโรงไปดู “เสียงไทย” แบบ “3 มิติ” ด้วย… ^^

“Disney’s ยังลึกซึ้งเสมอ”
พอโลโก้รูป “ปราสาทดีสนีย์” ที่ตั้งคล่อมอยู่กลางนั้น ฉายขึ้นบนจอ เป็นสัญญาณของหนังที่เริ่มฉาย
แต่ก็เป็นสไตล์ของ Disney’s (ตั้งแต่สมัย Pixar) ที่มักเริ่มต้นด้วย “หนังสั้นแอนนิเมชั่น” มาเปิดโรงก่อน
ถือเป็นการโชว์ของ (เหมือนงานมอเตอร์โชว์ที่เอารถรุ่นโมเดลมาโชว์นั่นแหละ) แต่ครั้งนี้แปลกไปกว่าทุกครั้ง ที่หนังสั้น จะเล่าเรื่องอะไรไม่รู้ แต่ดูสนุก

แต่ครั้งนี้เป็นการทำ “หนังสั้นแอนนิเมชั่น ที่เล่าถึงก้าวใหม่ของ Disney’s เอง”

หนังสั้นเรื่องนี้ เปิดเรื่องด้วยซีน “คลาสิค” ของ Disney’s เอง
นั่นคือการเอาการ์ตูนเรื่องเก่าของ “มิคกี้ เม้าส์” ยุค ลายเส้นขาวดำ แบนๆ ยุคแรกๆ มาฉาย
บนจอจะเห็นจอภาพเล็กๆ สีขาว ดำ ที่มีขนาดไม่ถึงครึ่งจอ เป็นทรงจตุรัส
เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ…. จากการ์ตูนเรื่องเก่า มุขเชยๆ…​ก็เริ่มเล่าเรื่องแบบสมัยใหม่ มุขแบบใหม่
และที่สำคัญกว่านั้น มิคกี้ และตัวละครต่างๆ “หลุด” ออกมาจากจอขาวดำนั่น และกลายเป็น “3D Animation” ที่มีสีสัน และมีมิติราวกับของจริง พร้อมกับจอที่ฉายกว้างขึ้นแบบ Widescreen

เรื่องราวจบลง…แม้ว่าตัวละครบางตัว ยังหลุดเข้าไปใน “เฟรม” การ์ตูนแบบเก่า แต่ก็เลือกแบบคลาสสิคของ Disney’s คือมีวงกลมๆ ดำ แคบเข้ามากลางจอภาพ….และมีคำว่า “The End” ( แต่ภาพจบเป็นก้นตัวการ์ตูนแบบ 3D )

ถ้้าไม่คิดอะไรมาก การ์ตูนเรื่องนี้ก็ดูสนุกดี….
แต่นัยยะของเรื่องนี้ มันคงเป็นการประกาศของ Disney’s แบบเบาๆ ว่า
ก้าวต่อไปของ Disney’s คือการรักษาความ Classic ที่เป็น Signature ของตนไว้
และนำเสนอบนรูปแบบที่ทันสมัย….
ซึ่งทำให้งาน Disney’s อมตะ ไร้ซึ่งกาลเวลา และดูเมื่อไหร่ก็ทันสมัยอยู่เสมอ

และ Frozen คือสิ่งที่ Disney’s จะทำให้เป็นแบบนั้น
“เข้าสู่จุดเยือกแข็งของ Frozen เสียที ”
ในเมื่อ Disney’s จะรักษาความคลาสิคไว้…มันก็ต้องเริ่มที่จุดเริ่มต้นที่ คลาสิค เช่นกัน
แทนที่จะแต่งเรื่องเองขึ้นมาใหม่
Disney’s จึงหันกลับมาหา “นิทาน เทพนิยาย” อีกครั้ง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทพนิยายเดนมาร์กเรื่อง “ราชินีหิมะ (The Snow Queen)” ของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (เจ้าของเดียวกันกับ The Little Mermaid, ลูกเป็ดขี้เหร่, เด็กหญิงกับไม้ขีดไฟ (The Little Match Girl)
ซึ่งจะสังเกตุได้เลยว่า ทุกเรื่องที่ยกมา ตัวเอกมักมีปมอะไรสักอย่าง เป็นแรงขับให้กระทำสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่หรือร้ายแรง…

“หัวใจ : น้ำแข็ง”
Frozen ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ เป็นการ์ตูนที่พูดเรื่อง “ความรัก” ครับ
ไม่แปลกใหม่เลย สำหรับการ์ตูน Disney’s ใช่ไหมล่ะ?
แต่ผมว่านี่คือก้าวใหม่ ใน”มิติความรัก” ที่ปรากฏในการ์ตูนของ Disney’s นะครับ
เพราะเรื่องที่ผ่านมาๆ การนำเสนอความรัก จะเป็นความรักที่ “ระบุย่อย” ลงไปอีก ค่อนข้างปัจเจก
เช่น “รักหนุ่่มสาว” “รักแท้” (ในยุคแรกๆ อย่าง Beauty and The Beast)
“รักพ่อ” “รักเพื่อน” “รักชาติ” “รักธรรมชาติ””รักครอบครัว”
( ในยุคใหม่เช่น โพคาฮอนทัส, มู่หลาน, Toys Story, Princess & the frog )
ซึ่งจะเห็นว่า รักแท้ในแบบยุคแรกนั้น ตราตรึง ประทับใจ คลาสิคกว่า ทำให้คนจำได้
อย่างนั้นก็ตาม… Frozen ไม่ได้เล่าความรัก ในแบบ “ไหนเลย” ที่เคยเล่ามา
เป็นการเล่าภาพใหญ่มากกว่า ระดับ ปัจเจก คือ เรื่องนี้พูดถึง

Frozen II | Buy, Rent or Watch on FandangoNOW

Frozen 2 โฟรเซ่น 2 ผจญภัยปริศนาราชินีหิมะ – มหกรรมแฟนเซอร์วิสของดิสนีย์
หลังปกครองเอเรนเดลให้สงบสุขมาเนิ่นนานจนกระทั่ง เอลซา (พากย์โดย อีดินา เมนเซล)ราชินีเอเรนเดลผู้มีพลังแห่งหิมะได้ยินเสียงพรากจากแดนไกลที่มาพร้อมภัยพิบัติครั้งใหญ่ต่อเอเรนเดล จนเธอ และอันนา (พากย์โดย คริสเตน เบล) น้องสาวของเธอ , คริสทอฟ (พากย์โดย โจนาธาน กรอฟ) , โอลาฟ (พากย์โดย จอช แกด) และสเวน จึงออกเดินทางเพื่อตามหาที่มาพลังของเอลซา และได้ล่วงรู้ความลับของตำนานความขัดแย้งระหว่าง เอเรนเดล กับ นอร์ธัลดรา ที่อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่คำตอบที่พวกเธอหาอยู่

หลัง Frozen สร้างปรากฎการณ์ไปทั่วโลกเมื่อ 6 ปีก่อนส่งผลให้ เอลซา และ อันนา กลายเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ยุคใหม่ที่ไม่ต้องรอพึ่งพาผู้ชายเหมือนในแอนิเมชันคลาสสิกของค่าย ที่สำคัญคือมันล้างอาถรรพ์และคำสบประมาทที่ว่า ดิสนีย์ ทำแอนิเมชัน 3 มิติไม่ได้ดีเท่าพิกซาร์ ไปได้แบบราบคาบจริง ๆ โดยยังคงเอกลักษณ์แอนิเมชันที่เล่าเรื่องด้วยมิวสิคัลและเพลงประกอบภาพยนตร์ก็ฮิตติดลมบนไปตามระเบียบ และเพื่อสานต่อเสียงเรียกร้องของแฟนคลับ (และรายได้มหาศาลที่จะหลั่งไหลมาสู่บริษัท) คริส บัค และ เจนนิเฟอร์ ลี จึงกลับมาสานต่อตำนานอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้งานยากเป็นเท่าทวี เพราะไหนจะต้องรักษาศรัทธาคนดูต่อหนังและตัวละคร Frozen อันเป็นที่รัก ไหนจะต้องทำเพลงประกอบภาพยนตร์ให้ได้มาตรฐานเหมือนเดิม ที่สำคัญคือการหาเรื่องราวที่ใช่สำหรับการต่อลมหายใจให้ เอลซ่า และ อันนา กลับมาโลดแล่นบนจออีกครั้ง และก็ถือว่าโชคดีที่ความตั้งใจในการบ่มเพาะเรื่องราวและคุณภาพในการผลิตเกิดเป็นภาคต่อที่ถึงพร้อมด้วยความบันเทิงแบบจัดเต็มให้แฟนคลับได้ฟินกันทั้งเรื่องแบบนี้

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ การที่ผู้สร้างก็รู้แหละว่าทำยังไงก็คงไม่ได้ดีกว่าภาคแรกอีกแล้ว ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาโฟกัสเลยคือการหาสูตรสำเร็จที่แฟน ๆ น่าจะชอบประหนึ่งไปนั่งอ่านรีวิวจากคนดูแล้วลิสต์มาเขียนบทเลย เริ่มจากการให้ เอลซา ปล่อยพลังมากขึ้น ซึ่งคราวนี้คุณเธอก็ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรอีกแล้วแถมยังมีโอกาสได้ปล่อยนำ้แข็งกันแบบ ฮีโรค่ายมาร์เวลยังอายม้วนต้วน ตั้งแต่ทอดสะพานน้ำแข็งบนทะเลที่เราได้เห็นตัวอย่างแล้ว เธอยังตะบี้ตะบัน “แช่แข็ง” มันทุกอย่างที่ขวางหน้าทั้ง ไฟป่า ทั้ง “ปั้นน้ำเป็นตัว” ด้วยตรรกะ “น้ำมีความทรงจำ” เพื่อให้เห็นอดีตและไขปริศนา ไปจนถึงตอนจบที่…เอ่อ… (เล่าไม่ได้เดี๋ยวสปอยล์ เอาเป็นว่ามันก็เกี่ยวกับเรื่องแช่แข็งนี่ด้วยละกันครับ 555) หรือกระทั่ง โอลาฟ ที่คราวนี้ก็มีบทบาทมากขึ้น แถมเรายังใช้คำว่าขโมยซีนได้ลำบากเหลือเกิน เพราะเหมือนบทเขียนมาให้ซีนนางแบบจงใจมาก ซึ่งตรงนี้ถ้าใครชื่นชอบโอลาฟ ก็คงฟินลึ่มกันเลยทีเดียว ทั้งมีเพลงที่น่าจะฮิตต่อไปอย่าง When I am older หรือ Something never change ที่ร้องร่วมกับตัวละครอื่น ๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับในเสน่ห์การพากย์และร้องเพลงของ จอช แกด ที่ทำให้เจ้ามนุษย์หิมะเป็นขวัญใจคนดูได้ โดยมุกเด็ดภาคนี้คือมุก “ความเดิมตอนที่แล้ว” ที่ต้องยอมในความ”กาว”ของคนเขียนบทจริง ๆ และถ้ายังคิวต์ไม่พอ ภาคนี้ยังเพิ่มน้อง “จิ้งเหลนไฟ” ที่ออกแบบได้น่าเอ็นดูแบบอยากกลับไปกอดจิ้งจกที่บ้านมาเรียกเสียง “งุ้ย” กันลั่นโรงแน่นอน

และแน่นอนอีกองค์ประกอบของแอนิเมชันมิวสิคัลแบบดิสนีย์ คือเพลงประกอบภาพยนตร์ ยอมรับนะครับว่าเพลงเปิดตัวอย่าง Into the Unknown อาจยังไม่ติดหูเท่าไหร่ แถมยังพาลให้นึกถึง Spechless จาก Aladdin ที่ฉายไปก่อนอย่างช่วยไม่ได้ แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับในฝีมือทีมทำเพลงของ Frozen ที่ยังรักษามาตรฐานไว้ได้น่าชื่นชมทีเดียวทั้งมิวสิคัลอลังการที่ต้องอาศัยเสียงคอรัสหนัก ๆ ทั้งเพลง All is Found หรือ Show Yourself ที่ได้ฟังในหนังก็อดขนลุกตามไม่ได้ แต่ถ้าจะคิดว่าในหนังคงมีแต่เพลงมิวสิคัลอลังการขลัง ๆ แบบภาคแรกแล้วล่ะก็…คุณคิด….ผิด ! เพราะคราวนี้หนังยังอุตส่าห์เพิ่มความกาวด้วยการแต่งเพลงบัลลาดสไตล์จิ๊กโก๋อกหักอย่าง Lost In The Woods ให้ โจนาธาน กรอฟ ร้องเป็นตัวละครคริสทอฟ ในฉากที่เขาต้องพลัดพรากจากอันนา ด้วยดนตรีแบบบัลลาดร็อกที่ชวนให้นึกถึงเพลงร็อกช้า ๆ หวาน ๆ อกหัก ๆ ยุค 80s. แถมยังทำภาพเลียนแบบมิวสิกวีดีโอยุคนั้นทั้งให้ตัวละครเดินไปมาในป่า หรือการผสมภาพทั้งใบหน้าตอนร้องเพลงและทำอิริยาบถที่แสดงถึงอาการอกหักแบบชาวร็อก ก็นับว่าเป็นความสร้างสรรค์ของผู้สร้างที่ทำออกมาเรียกเสียงฮาและทำให้เพลงนี้น่าจะกลายเป็นเพลงสามัญประจำสมาร์ตโฟนได้ไม่ยากเลย

กระนั้นหนังก็ยังมีจุดบกพร่องที่เห็นได้ชัด ๆ อยู่บ้างอาทิ การให้บทบาท อันนา ที่น้อยเกินไปจนแทบไม่มีความจำเป็นกับเรื่องราวไปกว่าพาร์ตโรแมนติกระหว่างเธอกับคริสทอฟ หรือความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ระหว่าง เอเรนเดล กับ นอร์ธัลดรา ที่เป็นหัวใจหลักของเรื่อง ตัวหนังก็ไม่กล้าลงลึกหรือขยี้ให้มากพอ เพราะกลัวเรื่องราวจะมืดหม่นเกินไปจนน่าเสียดาย เพราะเอาเข้าจริง..ปมขัดแย้งนี้แทบจะเป็นจุดเด่นของเรื่องราวเลยก็ว่าได้ แต่เรากลับเห็นแค่ภาพจากคำบอกเล่าของพ่อและตอนเฉลยที่มาที่ไปของเรื่องราว ซึ่งก็ไม่ได้ยากเกินคาดเดาเท่าใดนัก แต่ยังดีที่งานภาพของหนังที่อลังการมากขึ้นก็มีผลให้เกิดความประทับใจได้ไม่ยาก แม้โดยภาพรวมจะแทบลอกพิมพ์เขียวภาคก่อนมาเป็นฉาก ๆ ก็เถอะนะ.

ปิดท้ายที่คำเตือนเดียวและถือเป็นอันตรายต่อ(กระเป๋าตังค์) พ่อแม่ที่จะพาลูกสาวไปดู Frozen 2 คือชุด เอลซา ชุดใหม่นางสวยมาก กรุยกราย มีรสนิยม และแน่นอน ว่าต้องมีทั้งของเล่น และคอสตูม มาให้เสียตังค์กันตั้งแต่ออกโรงแน่นอน เพราะจากรอบสื่อที่ไปดู ตอนนี้ดิสนีย์ได้วางกับดักเป็น ร้านชั่วคราวอยู่หน้าโรงหนังเลย Frozen 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll To Top