อังคาร. ก.ย. 21st, 2021
หนุ่มเสก
หนุ่มเสก

หนุ่มเสก เผยชีวิตครอบครัวอบอุ่นกับภรรยาอายุห่าง 21 ปี เล่ามรสุมเคยทำธุรกิจเจ๊ง อตีตนักร้องนักแสดง ยุค 80 อย่าง หนุ่ม-เสกสรร ชัยเจริญ หรือที่รู้จักกันดีในนามของ หนุ่มเสก ที่วันนี้มาเปิดเผยเส้นทางบันเทิงกว่า 34 ปี และประสบการณ์การทำธุรกิจจนล้มละลาย เป็นหนี้ 1,000 ล้าน อีกทั้งเคยเครียดจัดถึงขั้นยิงปืนฆ่าตัวตายมาแล้ว พร้อมเปิดชีวิตครอบครัวกับภรรยาสาวสวยที่อายุห่างกันกว่า 21 ปี ผ่านทางรายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง วัน31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ ใบเฟิร์น พัสกร เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

พี่อยู่ในวงการ 34 ปี?

หนุ่ม : “ประมาณ 34 ปี ตอนนั้นเข้ามาในเรื่องเกมโชว์ คู่หูพลิกล็อค พอเล่นแล้วผมชนะได้แจ็คพ็อต ได้รถยนต์ พอเจ้าของบริษัทเขาเห็น เล่นสนุก ร้องเพลงได้ไหม ตอนแรกให้เล่นละคร เรื่องเทวดาตกสวรรค์ แต่ว่าช่วงที่ไปเล่นใหม่ไ ผมไม่ได้เทรนเลยว่าอารมณ์อย่างนี้ต้องพูดยังไง สุดท้ายเขาเปลี่ยนตัว หลังจากนั้นเจ้าของบริษัทเหมือนสงสาร ถามว่าร้องเพลงได้ไหม ลองร้องให้ฟัง ตอนนั้นเขาเปิดค่ายเพลงคีตา พอดี ผมก็เลยได้เป็นศิลปินเบอร์แรกของคีตา”

แต่ก่อนหน้านี้เป็นพ่อค้าขายผลไม้มาก่อน?

หนุ่ม : “จริงๆ แล้วเราเป็นเด็กที่บ้านมีสวนมะม่วง สวนมะพร้าว เวลามะม่วงออกเราก็เอามะม่วงมาตั้งขายที่ตลาด ใส่ถุงไปขายที่โรงเรียน”

เมื่อก่อนเห็นรูปแล้วผ่านเลยนะ?

หนุ่ม : “จริงๆ ผมก็ไม่ได้ดังมากมาย ทุกชุดออกมาก็ขายได้ เพลงคิดทุกชุด เราก็ไปเล่นคอนเสิร์ต คืออย่างน้อยเราก็รู้ว่า fc เป็นยังไง แต่ fc ยุคนี้หนักกว่ายุคก่อนนะ คือยุคก่อนเขาไม่ได้ตามแบบทวีคูณ เขาอาจจะรู้ว่าเราไปเล่นคอนเสิร์ตจังหวัดไหน เขาไป 10 คน อัดรายการไหน ไป 10 คน เราก็จะมีแฟนคลับประจำประมาณ 10-20 คนที่คอยเทคแคร์”

มีเจอแปลกๆ ไหม?

หนุ่ม : “ผมเคยเจอตอนผมไปเล่นคอนเสิร์ตต่างจังหวัด เข้าลิฟท์ปุ๊บเขาถกเสื้อเลย โชว์หน้าอก ผมกดเปิดลิฟท์หนีเลย มันมาไม่ทันตั้งตัว แต่โชคดีมีผู้จัดการกันไว้”

พอออกอัลบั้มแรกประสบความสำเร็จเลย?

หนุ่ม : “ผมโชคดีได้นักแต่งเพลง นักดนตรี เนี๊ยบ เราลองเทสหลายหนมาก ผมโชคดีที่ผมร้องเพลงรักแล้วผมโดน ถ้าเราไปร้องเพลงเร็วอาจจะไม่โดน แล้วก็ไม่ได้สัมภาษณ์แบบนี้เลย”

ไม่ได้สัมภาษณ์มานานแค่ไหน?

หนุ่ม : “ผมว่าอย่างน้อยก็หลายสิบปี ถ้าประเภททางการแบบนี้ ผมว่าอย่างน้อยก็มี 20 กว่าปี คือจริงๆ ผมเป็นคนที่อาจจะมีโลกส่วนตัวนิดนึง เราคิดว่าคนอาจไม่สนใจเรื่องของเรา เราก็เลยคิดว่าเดี๋ยวไปพูด แล้วบางคนอาจจะหมั่นไส้ เราก็ทำตัวปกติ ก็ทำงานไปตามปกติ”

การถ่ายเซ็กซี่ก็ประสบความสำเร็จเหมือนกัน?

หนุ่ม : “อันนั้นมันตลกมาก เมื่อก่อนผมร้องเพลง ผมน้ำหนักสัก 40 กว่า ผอมมาก เราอยากจะเปลี่ยนตัวเองยังไง ผมก็ไปเล่นยิม เข้าฟิตเนส ก็เพิ่มมาเป็น 60 กว่ามีกล้าม คือจริงๆ มันไม่ใช่การถ่ายนู้ดหรอก มันใส่เสื้อผ้า เพียงแต่ว่าเขาให้เรามีกล้าม มีอะไร เขาก็โชว์เซ็กซี่  มีติดต่อมาให้ผมแก้ผ้าเลยก็มี แต่ผมไม่ถ่าย มันไม่ใช่ทางเรา เราก็ไม่รู้ทำเพื่ออะไร แต่อย่างนี้มันขึ้นปกเล่มแรก ที่มา  ผมก็เลยลอง”

มันส่งผลกระทบกับความเป็นพระเอกของเราไหม?

หนุ่ม : “ไม่มีเลย เมื่อก่อนมันจะมีปัญหาเรื่องเราเปิดตัวแฟนก็ไม่ได้ เปิดตัวอะไรก็ไม่ได้ แต่จริงๆ ผมเป็นคนเดียวที่ไม่ปิดเลย ตั้งแต่ออกเทปมา ผมบอกผมมีแฟนแล้ว คือผมอาจจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูงว่าเรายืนอยู่บนความจริง ผมบอกมีแล้ว แต่เราจะไม่พูดซ้ำ ไม่พามาย้ำอะไร สมัยก่อนมันไม่มีโซเชียล มีแต่ออกทีวี ออกปุ๊บคุยแล้วหาย”

ผันตัวเองมาทำธุรกิจ ได้ข่าวว่าลงทุนไป 600 ล้าน?

หนุ่ม : “ใช่ มันคือเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ชื่อว่า คาสิโน มิวสิคสไตล์ สตูดิโอ มิวสิคสไตล์ มันจะมีดิสโก้เทค มีคาราโอเกะ 50 ห้อง มีผับ มีร้านอาหาร มีอะไรอยู่ในนั้นทั้งหมดประมาณ 10 ไร่ ตอนนี้ก็เป็นคอนโดหมดแล้ว คือผมเป็นศิลปินคนแรกที่บ้าดีเดือด ซึ่งเจอด่าก็เยอะ เราคิดอีกสไตล์นึงว่าศิลปินเราต้องหาอะไรทำให้มันงอกเงย”

ทำไมถึงเป็นธุรกิจด้านนี้?

หนุ่ม : “คิดว่าเราถนัด เราจะไม่ทำอะไรที่เราไม่ถนัด พอทำแล้วมันสนุกนะ 1.ผมได้รู้จักกับนักดนตรี ศิลปิน ผมมีดิสโก้เทค ผมก็จ้างเขามาเล่นคอนเสิร์ต มันก็เป็นคอนเนคชั่นที่มันสานต่อกัน”

ณ ตรงนั้นเป็นที่ที่ทันสมัยที่สุด มีอุปกรณ์ทุกอย่างครบที่สุด?

หนุ่ม : “ใช่ ถามว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ก็ดังมา 5 ปี พอเริ่ม 40 มันเป็นยุคฟองสบู่ จากค่าเงิน 25 บาทไป 50 บาท คือมันไม่ใช่ธุรกิจเราธุรกิจเดียว ธนาคารปิดเพียบ เราก็เหมือนกู้ธนาคารมา เราก็ล้มเป็นโดมิโน่”

ที่ได้ยินมาสาเหตุที่เราสามารถเปิดคอมเพล็กซ์ที่มันใหญ่ขนาดนี้ได้ หนึ่งสาเหตุก็คือป๋าเปรม?

หนุ่ม : “ใช่ครับ บอกได้เลยว่าในชีวิตผมนอกจากคุณพ่อ คุณแม่ ผมคิดว่าป๋าเปรมเป็นผู้ที่มีบุญคุณอีกคนในชีวิต ที่ให้การสนับสนุน ให้การช่วยเหลือ ซัพพอร์ตทุกอย่าง เพราะผมรับใช้ป๋ามา รับใช้ยังไง เวลาป๋ามีงาน ผมก็ไปร้องเพลงให้ป๋าทุกงาน”

ทำไมพี่หนุ่มถึงไปสนิทกับป๋าได้?

หนุ่ม : “จริงๆ ตอนสมัยเด็ก ตอนผมเรียนอยู่ที่สามเสน วันเด็กเขาจะเอาเด็กนักเรียนไปพบป๋าเปรมที่บ้าน ผมเป็นตัวแทนโรงเรียนไปพบป๋าที่บ้าน หลังจากนั้นพอผมโตขึ้น ผมได้เป็นนักร้อง และได้ไปที่หอสมุดแห่งชาติ ผมก็ไปคัดหนังสือพิมพ์ลงหน้า 1 นะ ไปขอซีล็อกเขามา แล้วมาใส่กรอบ แล้วมาหาป๋า บอกป๋าครับนี่ผมตอนเด็ก นี่ผมได้เป็นศิลปินแล้ว ผมจะมาร้องเพลงรับใช้ป๋า มันก็เริ่มผูกพัน ป๋าก็ดีใจ เขาบอกนึกไม่ถึงเลย แล้วเขาก็ซัพพอร์ตทุกอย่าง ตอนธุรกิจเจ๊งผมก็เซเหมือนกันนะ พอล้มไปปุ๊บผมเป็นหนี้ขึ้นมา 1,000 ล้านเลย พอมันหยุดปุ๊บ ดอกเบี้ยมันเพิ่ม ตอนแรกผมกลับไปบ้าน ผมคิดจะฆ่าตัวตาย หยิบปืนแล้วผมคิดว่าผมจะยิงทั้งบ้านเลย คือมันสุดๆ แล้วแต่ว่ามันชั่ววูบ ผมหยิบมาคิดว่าไปเลยมันจะได้จบหมด  แต่เผอิญผมหันไปเห็นรูปป๋าที่แตะไหล่ผม”

วันนั้นพี่ได้คุยกับป๋าไหม?

หนุ่ม : “ก็โทรไปหา ป๋าก็บอกว่าเสกไม่เป็นไร อายุเสกยังน้อย ไปเริ่มต้นใหม่ ถ้าวันนั้นไม่เห็นรูปป๋า ผมคงไม่ได้มานั่งคุยในวันนี้ ที่เอามาพูดในวันนี้ผมคิดว่า จริงๆ ผมก็ไม่อยากพูดเรื่องนี้เยอะๆ แต่อยากจะบอกให้มันเป็นอุทาหรณ์ คนเราทุกคนมันมีปัญหา แต่อยู่ที่สติ ถ้าเรามีสติ ผมย้อนกลับมานะ วันนั้นถ้าเราทำไป มันดัง เพราะฆ่าตัวตาย ปิดชีวิตตัวเอง จบ เจ๊ง 1,000 ล้าน แต่ปัญหาที่ตามมามันก็จบวันนั้น แต่พอวันนี้เราย้อนกลับไป  มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าทำ เราเข้าใจคนเวลาคนคิดสั้น ชั่วโมงนั้นแค่จับปืน ทุกอย่างมันสั่นหมด เพราะสติมันไม่มี”

ณ ตอนที่ป๋าเปรมพูด พี่หนุ่มอายุยังน้อย มันไม่ได้มีพี่หนุ่มคนเดียวนะที่เจอแบบนี้ พี่หนุ่มคิดได้ในทันทีไหม?

หนุ่ม : “ก็ร้องไห้เลย แบบป๋าไม่โกรธนะ บอกป๋าไม่เคยโกรธลูกเลย ไม่เป็นไรเสกมันล้มไป เราก็เริ่มต้นใหม่ เรายังมีความสามารถ เสกยังร้องเพลงได้ มีความสามารถเยอะแยะ ไปทำเถอะ สักวันมันก็จะขึ้นมาใหม่”

ถ้าสมมติป๋ารับรู้ได้ อยากจะบอกอะไรกับท่าน?

หนุ่ม : “จริงๆ พอผมคิดได้แล้วเนี่ย ผมก็ไปกราบท่าน แล้วผมบวชให้ท่านนะผมบอกป๋าครับลูกไม่มีอะไรจะตอบแทน ขอบวชทดแทนพระคุณป๋าแล้วกัน ผมบวชให้ป๋า แล้วป๋าก็ได้ใส่บาตรผมด้วย นี่คือสิ่งที่ผมสุดๆ แล้ว อย่างน้อยตอบแทนพระคุณของป๋าด้วยการบวชให้ป๋า”

แต่ในสังคมไทย พอสนิทกันมากๆ คนก็เม้าท์ เห็นบอกว่านั่งเม้าท์ต่อหน้าพี่เลยเหรอ?

หนุ่ม : “ผมเป็นคนนึง ที่บางคนไม่เคยรู้จักผมเลย แต่คุยเรื่องผมเหมือนรู้จักเลย แล้วนั่งอยู่ข้างๆ ผมบอกพี่หยุดได้แล้ว เขาพูดแบบผมเป็นลูกป๋าต้องแบบอะไร คิดในทางที่ไม่ดีอะ คือคุณไม่รู้จักผม คุณก็ไม่รู้จักป๋า เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณพูดไม่ใช่ความจริง ถ้าผมทำอะไรอย่างที่คุณพูด ผมจะบอกเลยว่ามันใช่ แต่นี่มันไม่ใช่อะ ผมเจอป๋าผมก็กอดป๋า ผมเป็นลูกอะ ผมลาป๋าผมก็กราบเท้าเหมือนพ่อ แม่ แต่สิ่งที่เขาพูด เขาอาจจะไม่ขอบผมก็ได้ แต่ผมก็บอกพี่ไม่ชอบผม พี่ไม่ต้องเขียนเชียร์ผมก็ได้ไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าสิ่งที่พี่พูด พี่รู้ไม่จริง”

ตอนนั้นที่พี่ได้ยิน พี่เคลียร์เลย?

หนุ่ม : “นิสัยผม ถ้าอยู่อย่างนั้นผมจะเคลียร์เลย พี่ไม่บอบก็อย่าเขียนเชียร์ผมเลย เพราะพี่รู้ไม่จริง ผมเจ๊ง บอกผมไปโกงแบงก์มา คือคนเราไปโกงแบงก์ได้เหรอ เวลาพูดมันก็ไม่ใช่แล้วไง เพราะฉะนั้นเรื่องแบบนี้ถ้าอยู่ใกล้ๆ แล้วได้ยินจะเคลียร์เลย ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรผมไม่โกรธพี่ สิ่งที่พี่พูดมันไม่ใช่เรื่องจริง แล้วมันมีผลกระทบกับป๋า ผมเลวไม่เป็นไรแต่แตะต้องป๋าผมไม่ได้”

ทีมงานบอกว่านักข่าวโดนเด้งเลย?

หนุ่ม : “ก็มันช่วยไม่ได้ เพราะผมถือว่าผมปกป้องป๋า คือผมจะเลวยังไง นักข่าวมันก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ ผมก็บังคับไม่ได้ แต่คนเราต้องพิสูจน์ คนพูดบางที ผมไม่ได้ไปกูเเงินเขามา รู้เรื่องดีกว่าผมเป็นคนกู้อีก”

ตอนนี้ทำยังไงกับหนี้?

หนุ่ม : “ตอนนั้นแบงก์ก็ฟ้องอะไรต่างๆ สุดท้ายหนี้สินก็เคลียร์ไปได้บางส่วน ส่วนที่เคลียร์ไม่ได้เขาก็ฟ้องล้มละลาย”

โดนยึดทรัพย์ด้วย?

หนุ่ม : “ทรัพย์มันก็ทรัพย์ในโครงการ อยากได้อะไรก็เอาไป ส่วนที่เหลือถ้ามันไม่พอเขาก็ฟ้องล้มละลายเรา ซึ่งผมอยากจะบอกว่าการล้มละลายด้วยการเป็นหนี้เยอะๆ ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่ว่าไม่ได้สอนให้ไปล้มละลาย แต่มันจะเป็นการล้มจากวิกฤตให้ชีวิตมันดีขึ้น สมมติเราเป็นหนี้อยู่ 500 เราใช้ไม่ได้ เราล้มไปหนี้ก็เป็นศูนย์ แต่ในช่วงเป็นศูนย์เนี่ยเราก็สามารถไปทำอย่างอื่นได้ แต่เราทำนิติกรรมไม่ได้”

คำว่าบุคคลล้มละลายมันเป็นยังไงบ้าง?

หนุ่ม : “ล้มละลาย 1.เราไปทำนิติกรรมอะไรไม่ได้ อย่างเช่นไปกู้ธนาคารก็ไม่ได้ ไปผ่อนบ้าน ผ่อนรถไม่ได้หมดเลย ผมล้มละลาย ผมก็ไปทำงานอย่างอื่นได้ คือเลี้ยงตัวเองได้ เพียงแต่ว่าเราทำงานแบบเขาไม่ต้องมายึดเราอะ เราใช้ชีวิตได้ตามปกติ หลังจาก 3 ปีเขาก็ปลด คุณก็จะมีชีวิตใหม่”

ช่วงที่มันแย่มากๆ มีแอบน้อยใจกับตัวเองไหม?

หนุ่ม : “จริงๆ ผมไม่เสียดายนะเพราะว่ามันเป็นประสบการณ์ ตอนนั้นผมอายุประมาณ 30 ปี ผมจับเงิน 1,000 ล้าน แต่มันไม่ได้เกิดจากฝีมือเราเต็มๆ มันเกิดจากวิกฤต ส่วนนึงผมทำธุรกิจที่มันสุ่มเสี่ยง อาจจะเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งมันมีระยะเวลาเมกมันนี่ อาจจะช็อตเทอม แต่มันมาประดังกัน มันทำให้เราไม่สามารถใช้หนี้ได้ เราต้องยอมรับความเป็นจริง”

จากจุดนั้น พี่มาเริ่มงานที่คิงพาวเวอร์ ห่างกันนานไหม?

หนุ่ม : “ไม่นานหรอก จริงๆ ช่วงที่ผมล้มไป ผมได้มีโอกาสเข้าไปทำงานที่คิงพาวเวอร์ นี่ไงถึงบอกว่าเราก็ทำงานได้ตามปกติ ตอนนั้นผมเป็นผู้อำนวยการ ฝ่ายโรงละคร โรงละคร อักษรา คิงพาวเวอร์ นั่นแหละ ผมก็ไปดูแลโรงละคร ดูแลอักษราหุ่นละครเล็ก ผมว่าเจ้าของคิงพาวเวอร์เป็นคนที่มองการณ์ไกล แล้วโรงละครคิงพาวเวอร์เป็นโรงละครที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 บอกเจ้าของคิงพาวเวอร์ให้ช่วยสร้างให้หุ่นละครเล็กเล่นในนั้น มันเป็นจุดกำเนิดซึ่งไม่มีใครรู้  ผมทำงานเกือบ 10 ปี ผมเป็นพนักงานแบบต่อสัญญา ปีต่อปีนะ ไม่ได้เป็นพนักงานประจำ”

แต่ ณ ตอนนั้นตัดสินใจออกมาจากคิงพาวเวอร์ มาทำธุรกิจอีกครั้ง?

หนุ่ม : “ตอนนั้นผมทำเกี่ยวกับพวกโรงหล่อพระ”

มานี้สำเร็จได้พักนึง มาเจอโควิดก็ต้องหยุดอีก?

หนุ่ม : “คือตอนแรกเราก็เตรียมตัวดี แต่พอ 2-3 เนี่ย มันเริ่มจะบรรลัยมากขึ้น คือชีวิตผมก็เจอมาหนักๆ แล้วนะ พอมาเจอโควิดรอบ 2 รอบ 3 ก็เซเหมือนกันนะ”

พี่ว่าโควิดรอบ2 รอบ3 หนักกว่า 1,000 ล้านอีกเหรอ?

หนุ่ม : “ผมว่าหนัก ผมเทียบกับภาวะนะ ร้านอาหาร ลองไปดูทั่วประเทศปิดเยอะมาก ของผมมันเจอภาวะฟองสบู่มันก็เป็นเจ้าๆ ไป แต่นี่มันทั่วโลกนะ งานอาร์ตของผมที่หล่อเสร็จส่งไปท่าเรือประเทศนี้มันขึ้นไม่ได้ เงินก็ไม่ได้”

โรงงานหล่อพระปิดแล้ว?

หนุ่ม : “ไม่ปิดๆ แต่ว่ามีการลดพนักงานลง 100 คนเหลือสัก 20 คน คือหมายความว่าเราให้เขาพักก่อน เราจ่ายเงินเดือนเขานิดหน่อย”

ถ้าทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม พนักงานก็กลับมา?

หนุ่ม : “ก็กลับมาทำเหมือนเดิม”

คนที่ทำเกี่ยวกับพวกนี้ พวกหล่อพระ เขาได้กำไรเยอะไหม?

หนุ่ม : “ได้ คืองานอาร์ตราคามันขึ้นอยู่กับศิลปิน อย่างเช่นศิลปินเมืองนอก อย่างเช่น ดิสนีย์ เขามาข้างโรงงานกลุ่มเพื่อนผมหล่อพวกต้นแบบ คือมาจากเมืองไทยทั้งนั้นแล้วก็ส่งไปสิงคโปร์ ส่งไปจีน”

พี่แต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง?

หนุ่ม : “ใช่”

คนแรกเป็นพยาบาล?

หนุ่ม : “คนแรกเป็นแอร์โฮสเตส อยู่การบินไทย แต่เสียไปแล้วนะครับ เขารถชนที่อเมริกา”

แล้วทำไมตอนนั้นถึงเลิกกับคนนี้?

หนุ่ม : “พอตอนล้มละลายปุ๊บ มันก็หย่ากันเลย เขาก็ไปใช้ชีวิตอยู่กับลูกชายที่ออสเตรเลีย ตอนนั้นผมก็ส่งเสียลูกอยู่ตลอด มาช่วงนึงผมก็มาแต่งงานใหม่”

แล้วจากคนแรกมาคนที่2 กี่ปี?

หนุ่ม : “ประมาณสัก 3-4 ปี คนที่สองเขาอยู่ในแวดวงนางงาม เขาเป็นนางงาม มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส เป็นนางงามมิตรภาพ ปีของคุณลูกจัน อะ”

ตอนนี้คบกันได้นานเท่าไหร่แล้ว?

หนุ่ม : “16-17 ปีแล้ว  มีลูกคนนึง ชื่อ น้องดิสนีย์”

พี่กับแฟนอายุห่างกัน 21 ปี?

หนุ่ม : “ใช่ ประมาณนั้น ตอนนั้นเราเล่นละครด้วยกัน ผมก็เอ๊ะ ดาราคนนี้นิสัยดี พูดเพราะ ก็ไปสวัสดีแม่เขา ก็จีบเขา จริงๆ ก็จีบไม่นานหรอก ผมชอบ ผมก็บอกแม่เขาเลย ตอนแรก พ่อ แม่เขากังวลมาก เพราะเรามีครอบครัวแล้ว เขากลัวเราจะดูแลลูกสาวเขาไม่ได้ แต่เราก็เสมอต้น เสมอปลาย เป็นเรานี่แหละ และจริงๆ งานไม่ได้แต่ง ผมขอพ่อแม่ก็อยู่เลย”

By Chloe

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *