อาหาร ของหวาน และเครื่องดื่ม

รีวิว บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) หนังตลกที่ให้ครบหลายอารมณ์

รีวิว บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) หนังตลกที่ให้ครบหลายอารมณ์

บ้านฉันตลกไว้ก่อน(2010) | iizitem

รีวิว หนังไทยเรื่องใหม่จากใจ GTH ค่ายหนังที่ผมนิยมชมชอบอยู่ทั้งในและนอกใจ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วสินะ ที่ได้มาดูหนังรอบสื่อของค่ายๆ นี้ งานจัดที่พารากอนซีเนเพล็กซ์ ได้พบกับนักแสดงของภาพยนตร์เรื่องนี้เกือบทุกคน ไม่ว่าจะเป็น พอลล่า เทย์เลอร์, จตุรงค์ มกจ๊ก และเหล่าคณะพาเพลิน, อรอนงค์ ปัญญาวงศ์ น้องจีน่า-ด.ญ. ณิชาพัชร์ จารุรัตนวารี และน้องเฟม-ด.ช. ชวิน ลิขิตเจริญพงษ์

ด้วยความที่เคยสร้างหนังเด็กทำเงินมาก่อน ครั้งนี้ GTH คิดรวมเอาหนังทุกแบบที่เคยสร้างชื่อเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น หนังเด็ก หนังตลก หนังรัก และอีกรูปแบบที่ไม่เคยได้เห็นกัน หนังครอบครัว นั่นเอง ต่อเติมมาจากหนังสั้น “ทำไมต้องตลก” จนกลายเป็นส่วนผสมที่ออกมาดูน่ารับประทานจานนี้ ถูกเสิร์ฟแล้วในโรงหนัง

เมื่อเด็กชาย “ล้อต๊อก” ทายาทอันดับหนึ่งของตระกูลตลกตกทอด แต่กลับเล่นได้แต่ “มุกแป้กๆ” ขณะที่ “แซลม่อน” น้องสาวทายาทอันดับสองกับก้าวไปไกลจนทิ้งไม่เห็นฝุ่น ความน้อยเนื้อต่ำใจในความต่ำต้อยเกาะกินหัวใจของเด็กผู้ชายวัย 12 ขวบ ความรักในครอบครัวกำลังถูกทดสอบ

ในระหว่างที่ยังขัดแย้งกับผู้เป็นพ่อ เด็กวัยกำลังโตกลับตกหลุมรัก “หมอน้ำแข็ง” หมอฟันของเพื่อน แล้วเพื่อนก็กลายเป็นตัวตั้งตัวตียุให้ล้อต๊อกอาจหาญเด็ดหัวใจหมอสาวที่อายุมากกว่าตั้งรอบนึง แต่ว่าทุกสิ่งจะจบอย่างไร ความรักของเด็กชายกับนางสาวจะสมหวังหรือไม่ รอยร้าวในครอบครัวจะประสานจนหายได้อย่างไร รอให้คุณไปติดตามกันใน 11 มีนานี้ อ้าว..เฮ้ย ยังไม่จบ

แง่มุมของความตลก เด็กชายมุกแป้กในบ้านของตลกอาชีพ นำพาเราไปรู้จักกับเบื้องหลังมุกตลกได้มากกว่าที่เราเคยรู้ การเป็นตลกบางครั้งก็มีชีวิตที่ไม่ตลก และพบว่า กว่าจะเป็นตลกที่มีชื่อเสียง มันต้องผ่านอะไรมากมาย แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่นกับมุกและมุกแป้กจนเกินไป ยังคงใส่มุกที่นำพาบทหนังให้เดินไปพร้อมๆ กันได้ หลายมุกอาจจะเป็นเพียงมุกน่ารักๆ ดูแล้วยิ้มตาม มุกส่วนใหญ่ก็อาจจะเป็นมุกขำๆ มีเพียงบางมุกที่อยู่ในระดับมุกฮา แต่นี่ก็ยังเรียกได้ว่าเป็นหนังอารมณ์ดี Feel Good ได้ตามสไตล์จีทีเอชอยู่ดี

แง่มุมของครอบครัว ความไม่เข้าใจ ความน้อยใจ สิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในครอบครัวหากไม่พูดจากัน ไม่รู้วิธีที่จะเปิดใจให้กัน พี่อาจอิจฉาน้อง น้องอาจจะอิจฉาพี่ ลูกอาจน้อยใจพ่อ ก็ลูกคนไหนล่ะจะไม่อยากให้พ่อแม่รัก แล้วพ่อแม่คนไหนล่ะ เลี้ยงมาจนโตแล้วจะบอกไม่เคยรักลูก ไม่รู้ว่าบทแบบนี้จะแปลกใหม่มั้ย แต่มันก็จี๊ดใจทุกครั้ง น้ำตาปริ่มตาเสมอกับเรื่องแบบนี้ จะอ่อนไหวไปไหนนะ..คนอย่างเรา

แง่มุมของความรัก เป็นเด็กริรักสาวสูงวัยกว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่ผมจะไม่เคย แต่นี่มันห่างกันเกินไปหน่อย ห่างกันถึง 12 ปี เด็กเพิ่งเริ่มเป็นวัยรุ่นยังไม่ทันเต็มตัวแต่ไม่เจียมตน ความห่างวัยอาจทำให้ดูแปลก แต่บทกลับทำให้รู้สึกว่า นี่เรากำลังจะกลายเป็นผู้ชายวัยละอ่อนที่มาในชีวิตหมอๆ ของพอลล่ารึนี่?

แค่เห็นเธอมองเหมือนถูกตรึงสายตาไว้ เมื่อเธอยิ้มมันยิ่งเหมือนกับถูกสะกด คนแคสต์เล่นเอาขวัญใจคนทั้งประเทศมาเล่นอีกแล้ว

“นี่ไม่ใช่คนแล้วมั้ง นางฟ้าชัดๆ”

ไม่ว่าจะบทรัก บทตลก บทครอบครัว ทุกอย่างสอดประสานกันได้ ต้องบอกว่า คนเขียนเขาก็ไม่ธรรมดา หากคุณคิดว่านี่คือแค่หนังตลก คงต้องบอกว่าคุณคิดผิด หลากรสชาติผสมกันอยู่ในอาหารจานเดิมจานเดียวกันนั้น หัวเราะร่าและน้ำตารินได้ไม่ต้องขัดเขิน ไม่ต้องเตรียมใจไป อินให้เต็มที่กับทุกอย่างผู้กำกับทั้งสองเขาเตรียมไว้ให้

แม้ม็อบจะขัดขวางก็จงเดินทางไปดูให้ได้ ..อย่าได้แคร์!!

ชื่อภาพยนตร์: บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้)
กำกับภาพยนตร์: วิทยา ทองอยู่ยง และ เมษ ธราธร
นักแสดง: พอลล่า เทย์เลอร์, จตุรงค์ พลบูรณ์ (จตุรงค์ มกจ๊ก), อรอนงค์ ปัญญาวงศ์, ขวัญจิต ศรีประจัญ, น้องเฟม-ด.ช. ชวิน ลิขิตเจริญพงษ์, น้องจีน่า-ด.ญ. ณิชาพัชร์ จารุรัตนวารี
เรท: ไทย น13+
ความยาว:
สตูดิโอ: จอกว้างฟิล์ม
ผู้สร้าง: GTH

ผมนึกอยากจะให้มีหนังไทยซักเรื่อง ที่สามารถเชียร์ให้คนในบ้านมาดูร่วมกันโดยผู้ใหญ่ไม่ต้องปิดตาเด็กในฉากโหดหรือหยาบ และ เด็กไม่ต้องปลุกผู้ใหญ่ที่กำลังหาวหวอด เป็นหนังสร้างความสุขได้ทุกวัย และ ทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็กได้อะไรกลับไปด้วยกัน เหมือนหนังอย่าง Always: Sunset on Third Street

ปีที่ผ่านมามีหนังเกี่ยวกับครอบครัวสองเรื่องที่ผมรู้สึกว่าใกล้เคียงแนวคิดข้างต้น แต่ก็มีจุดอ่อนใหญ่ๆไปคนละจุดสองจุด เช่น

ความสุขของกะทิ – แก่นเรื่องใน ความสุขของกะทิ ดี แต่ ตัวหนังเล่นท่ายาก ใช้เทคนิกทางภาพยนตร์ที่โอ่อ่ากว่าคอหนังธรรมดาๆจะตามได้อย่างสนุก บวกภาษาเขียนที่กลายมาเป็นไดอะล็อกที่ประดิษฐ์เกินไป อุดมคติเกินไป และ เป็นชีวิตชนบทที่ดูหรูเกินไป จึงทำให้ คนส่วนใหญ่ที่ไม่หลับ ยอมรับชื่นชมในคุณภาพและสาระของหนัง แต่น้อยคนที่จะรู้สึกซึ้งไปกับหนัง

สามชุก – เป็นอีกเรื่องที่แก่นเรื่องดี แนวคิดดี แต่ เทคนิกทางการสร้างค่อนไปทางสื่อการสอนมากไปนิด ถึงสนุก แต่ก็ขาดชั้นเชิงลีลา เป็น นักกีฬายิมนาสติกที่เรียกว่า เล่นท่าตรงข้ามกับ ความสุขของกะทิ อย่างสิ้นเชิง

หันไปมองฝั่ง GTH รถไฟฟ้าฯ ก็น่ารักสนุกดี แต่ดูจบไม่รู้จะเขียนอะไร ส่วน ความจำสั้นฯ เป็นหนังไทยที่เชียร์ให้คนอื่นไปดู แต่ส่วนตัวไม่ได้ชอบมาก รู้สึกภาพมันฟุ้งๆลอยๆ วีโก้เด่นไปหน่อย ส่วนหนังก็ ซึ้งแต่ไม่กินใจ

และพอได้ดู บ้านฉันฯ ก็พบว่าเป็น หนังเรื่องนั้นที่ผมรอคอย

… ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเนี้ยบของกระบวนการผลิตและปล่อยหนัง จึงทำให้ หนัง GTH ระยะหลัง ไม่มีเรื่องไหนที่คุณภาพโคม่า แต่ผมก็รู้สึกว่า นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้รู้สึกอินจริงจัง หรือ จะมีหนัง GTH เรื่องไหนมากระแทกใจจี๊ดๆนับตั้งแต่ ซีซั่นเช้นจ์

หนัง GTH ที่ไม่ใช่หนังผี ระยะหลังออกแนวสูตรสำเร็จที่เดาทางได้ และ ขอดัดจริตใช้คำปะกิดนิดนึงว่า ไม่ค่อย touching หรือละเมียดจนแตะอารมณ์ความรู้สึกถึงขนาดเรียกน้ำตา เหมือนสมัย แฟนฉัน , เพื่อนสนิท , ซีซั่น เช้นจ์ ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะคนทำหนังมือตก ก็คงเป็นเพราะผมเอง ที่ดูสไตล์นี้ซ้ำๆจนเริ่มชาชิน

แต่มาถึง บ้านฉันฯ แม้จะไม่ได้ อินจี๊ด เหมือนตอน ซีซั่นเช้นจ์ แต่ก็เป็นหนังไทยจาก GTH ที่ผมคิดว่า เป็น หนังฟีลกู๊ด ที่มี ความละเมียดละมุน และ มีดีเหนือกว่าหลายเรื่องที่ฉายไล่เลี่ยกัน

ผู้หญิงชอบผู้ชายตลก...แต่ตัวฉันไม่ตลกจะมีใครชอบมั้ย

รีวิว สิ่งที่ชอบ
1 .ความเป็นหนังครอบครัว … ครอบครัวใน บ้านฉันฯ เป็น ต้นแบบที่ดี ที่กรมสุขภาพจิตน่าจะใช้ขยายให้ประชาชนดูเป็นต้นแบบของครอบครัวอันมีคุณลักษณะของการสร้างสุขภาพจิตที่ดีในบ้าน
อาทิ มีอารมณ์ขัน , อยู่ด้วยความเข้าใจ , ไม่ใช้ความรุนแรง ฯลฯ และก็ไม่ได้ดีเลิศเลอเพอเฟคต์ไร้จุดอ่อน เพราะ เราก็ได้เห็นปัญหาที่เกิดจาก ความเป็นผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเด็ก , ความเป็นเด็กที่คิดว่าพ่อไม่รัก พ่อไม่ยอมรับ ฯลฯ

เป็นหนังที่คนเป็นพ่อแม่ ดูแล้วสามารถได้ข้อคิด ว่า อะไรที่เราอาจทำให้ลูกเข้าใจผิดแบบไม่รู้ตัว, บางเรื่องที่พ่อแม่ไม่คิด อาจสร้างปมด้อยในชีวิตให้กับเด็กติดตัว ในขณะที่คนเป็นลูกดูแล้วก็จะเข้าใจว่า บางสิ่งที่เราไม่สามารถสรุปได้เพียงแค่มุมที่เรามอง , เราไม่ควรด่วนสรุหรือตัดสินพ่อแม่หรือใครก็ตามได้จากเรื่องๆเดียว หรือ คำพูดเพียงไม่กี่คำ
ฉากเด็ดที่ผมคิดว่า คนเขียนบท ครีเอทได้จี๊ดสะท้านใจ คือ ฉากพ่อตี ที่ดูแล้วเสียน้ำตาได้พอๆกับ ฉากพ่อตบหน้า ใน Always: Sunset on Third Street

เมื่อพ่อแสดงให้เห็นแล้วว่า รักลูกมากขนาดไหน แม้ที่ผ่านมาจะไม่เอ่ยปากตรงๆ แต่เมื่อลูกหายไป พ่อทิ้งได้ทุกอย่าง กินไม่ได้นอนไม่หลับ รอเห็นลูกเดินกลับมา ที่ตีไม่ใช่โกรธ แต่อยากให้รู้ว่า พ่อเจ็บและเสียใจ รักมาก ก็เจ็บมากเช่นกัน

ผลลัพธ์ที่ออกมา ทำให้หนังเรื่องนี้เหมาะกับทุกๆคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

2. ความเป็นหนังตลก … หน้าหนังเรื่องนี้เด่นชัดในการขาย ความเป็นหนังตลก แต่จากตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมา ผมหวั่นๆว่าจะไม่เวิร์ค เพราะผมคิดว่า ตัวอย่างหนัง ไม่ตลกเท่าไหร่เลย ไม่เหมือนหนังตลกหลายเรื่องที่ปล่อยมุกขำกลิ้งตั้งแต่ตัวอย่างหนัง

แต่เมื่อได้ดูแล้วก็ต้องบอกว่า การที่ตัวอย่างหนังกั๊กมุกเด็ด อาจเป็นข้อเสียในตอนเปิดตัวเพราะคนยังลังเล แต่เป็นข้อดีในการปลุกกระแสคนดูปากต่อปากต่อปาก เพราะ พอเข้าไปดูแล้วกลับเซอไพรส์เพราะมีมุกที่เด็ดกว่ามากมายยิงใส่คนดู คนดูก็จะรู้สึกดีกว่าที่คาด ตรงข้ามกับหนังหลายเรื่อง มุกเด็ดอยู่ในหนังตัวอย่างหมด คนดูจึงผิดหวังเวลาตีตั๋วเข้าไปไม่เหลือมุกอะไรให้ฮาอีก

ที่ดีคือ วิทยา ทำให้คนดูรู้สึกดีๆเหมือนดูหนังของ ยอร์ช (ผกก.ตระกูลหนังส่ายหน้า) คือ ทั้งคู่ กำกับ ตลก มาเล่น ตลก ในหนัง ตลก ได้เป็น ไม่ใช่แค่ วางกล้องแล้วปล่อยพวกเขา เล่นตลกแล้วสักแต่ถ่ายเทปมาต่อๆกัน

ตลกคาเฟ่ ขำได้ โดยไม่จำเป็นต้องหยาบ และ ถ้าผ่านการกลั่นมุก เราก็จะเห็นกึ๋นของตลก และ สิ่งที่ต้องชมความตลกของหนังเรื่องนี้คือ แม้หน้าหนังจะชัดเจนสุดๆว่า เป็นครอบครัวที่ประกอบอาชีพตลก มุกตลกนับสิบนับร้อย ที่ประเคนมา ไม่ได้เด่นหรือโดดเกินหน้าเนื้อหาหนัง

แม้จะมีมุขทะลึ่งๆบ้างก็ไม่ได้ออกมาในแนวหยาบโลน หลายหนที่บอกว่า ตลกคาเฟ่ จำต้องหยาบ แต่ มุกตลกคาเฟ่จำนวนมากในหนังเรื่องนี้ อาจมีทะลึ่งบ้าง แต่ ไม่หยาบเลย

สามอันดับมุกชนะเลิศ

ผมเจ็บ … มุกบ้านๆมาก แต่จังหวะได้

เกะกะ … จังหวะรับส่ง ความน่ารัก และ คนคิดคำ ทำให้คนดูยิ้มได้ในทันที

พ่อง้อลูก … นี่เป็นการดัดแปลง ตลกบนเวที ด้วยการใช้เทคนิกทางภาพยนตร์ให้กลายมาเป็น ตลกในจอหนัง ได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากตีหัวเอย , ปล่อยมุกเอย ดูจากเวทีได้ จะถ่ายมาออกจอก็ไม่ต่าง แต่มุกแบบนี้ที่ใช้จังหวะกล้อง เราไม่สามารถ

3. ทีมนักแสดงที่เล่นกันได้ดียกทีม เล่นเข้าขา … ต้องชมทั้งทีม casting , ผู้กำกับ และ นักแสดงทุกคน (จาตุรงค์ ได้บทที่เหมาะกับเขาอย่างที่สุด ผสมมุกตลกและมุมของพ่อได้ดีมาก เช่นเดียวกับ น้องสาวคนเล็ก ที่น่ารักและฮาอย่างไร้ที่ติ) ดูหนังออนไลน์

รีวิว จอมขมังเวทย์ 2020 – หนังแอ็กชันไสยศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของความเชื่อ

รีวิว จอมขมังเวทย์ 2020 – หนังแอ็กชันไสยศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของความเชื่อ

รีวิว หลังพ่อถูกฆ่าตาย วิน (ปริญ สุภารัตน์) ไอ้หนุ่มนักมวยสุมไฟแค้นออกตามล่าตัวฆาตกร จนได้พบกับองค์กรพลังจักรวาลที่นำโดย ครูเมย์ (สินจัย เปล่งพานิช) ไลฟ์โค้ชสาวใหญ่ผู้มีเบื้องหลังเป็นผู้ค้าวัตถุไสยเวทย์ และ ก็อต (จิรายุ ตันตระกูล) มือขวาครูเมย์ที่ช่วยตามล่าสินค้า โดยทั้งคู่ได้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของ วิน ที่หวังออกตามล่าฆาตกรที่ฆ่าพ่อเขาเพียงเพื่อชิงเหล็กไหลวัตถุมงคลมากพุทธคุณ และสงครามอาคมครั้งนี้ได้นำ หมวดการ์ตูน (ชิชา อมาตยกุล) มือปราบสาวไฟแรงที่ต้องมาต่อกรกับสงครามมนตร์ดำครั้งนี้ แต่เมื่อศึกเริ่มสะเด็ดน้ำ อิทธิ (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) อดีตผู้กองจอมขมังเวทย์ในตำนานก็ปรากฎตัว แต่สงครามไสยศาสตร์คราวนี้จะจบลงเช่นไรต้องติดตาม

หลังทิ้งห่างจากภาคแรกไปถึง 15 ปี ต้อม ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์ ได้กลับมารื้อปัดภาคต่อหนัง จอมขมังเวทย์ อีกครั้ง โดยสิ่งที่เราสังเกตได้เลยคือการเก็บเล็กผสมน้อยเหตุการณ์บ้านเมืองต่าง ๆ เอามาสอดแทรกไว้ในหนังเสมือนเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ด้านความเชื่อความศรัทธาหรืองมงายย่อม ๆ ทั้งการบูมของธุรกิจไลฟ์โค้ช ธุรกิจวัตถุมงคลที่มีตลาดระดับหลายพันล้าน หรือแม้กระทั่งการล้อเลียนเหตุการณ์ที่ พลตำรวจเอก ศรีวราห์ ไหว้ นายเปรมชัย (คดีฆ่าเสือดำ) ก็กลายเป็นกลไกหลักในการสร้างให้ผู้ร้ายในหนังดูเหนือมนุษย์และกฎหมายเอื้อมมือไม่ถึง แม้ในภาพรวมต้องยอมรับว่าหนังเองมีจุดบกพร่องแบบ เอาปากกาแดงวงคำผิดก็คงแดงเถือกเป็นหย่อม ๆ ทั้งการไม่อธิบายที่มาที่ไปหรือให้เราได้รับรู้ปมลึก ๆ ในใจตัวละคร หรือกระทั่งการไม่อธิบายกระทั่งการใช้พลังคุณไสย จนคนไม่เคยดูภาคแรกอาจงงกับตรรกะการต่อสู้เชิงอาคมในเรื่องได้ แต่หนังก็เอาตัวรอดและกลบข้อด้อยด้วยพลังของนักแสดงและการอัดฉากบู๊ให้ตื่นเต้นมาแบบแทบไม่ได้พักเลย

สำหรับพลังของนักแสดงต้องยอมรับว่า ตั้งแต่ตัวอย่างหนังเราจะเห็นการ “ปล่อยของ” ของเหล่านักแสดงไม่ว่ารุ่นใหญ่อย่างพี่นก ฉัตรชัย หรือ พี่นก สินจัย ที่แทบไม่ต้องห่วงเรื่องฝีมือกันแล้ว แต่ที่น่าจับตามองมาก ๆ คือเหล่านักแสดงรุ่นใหม่จากละครช่อง 3 ทั้ง หมาก-ปริญ ที่ต้องยอมรับเลยว่าการแสดงแบบภาพยนตร์ทำให้หมากได้ใช้แอ็กติงที่ลึกกว่าละครได้อย่างน่าชื่นชม แม้ว่าในภาพรวมคนที่ขโมยซีนหนังทั้งเรื่องกลับตกเป็นของ ก็อต จิรายุ ที่ปล่อยให้ความคลั่งของตัวละครพาเขาไปสุดทางมากกว่า ติดก็แต่ว่าด้วยความโดดเด่นของรูปร่างหน้าตาเลยทำให้ความลับที่หนังต้องการปกปิดกลายเป็นเห็นแว่บแรกก็รู้แล้วว่าคนเดียวกันเท่านั้นเอง ส่วนคิตตี-ชิชา ก็พิสูจน์แล้วว่าใบหน้าสดไม่อาจทำให้เสน่ห์เธอลดลงได้เลย มิหนำซ้ำยิ่งมองเรากลับหลงรักกระทั่งขี้แมงวันบนหน้าเธอเสียอีก ส่วนการแสดงและน้ำเสียงที่ดูเป็นตำรวจสาวแกร่งก็เย้ายวนได้แบบไม่น่าเชื่อเลยล่ะ เสียดายก็แต่ แพร์-พิชชาภา พันธุมจินดา สาวสวยมากความสามารถจากช่อง 3 ที่หนังใช้เธอได้ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก

ด้านฉากแอ็กชัน แม้หนังจะดูออกว่าได้ทุนสร้างที่จำกัดจำเขี่ย แต่ต้อม ปิยะพันธุ์ ก็อุตส่าห์ใช้ความครีเอทีฟมานำเสนอมุมมองแอ็กชันใหม่ ๆ ได้อย่างน่าชื่นชม แม้ว่าฉากต่อสู้ประชิดตัวจะใช้การตัดต่อมาช่วยเยอะไปหน่อยจนขาดความดิบอันน่าตื่นเต้น แต่ฉากไสยเวทย์ต่าง ๆ ก็จัดเต็ม แม้ว่างานซีจีเราจะสู้ฮอลลีวูดยังไม่ได้แต่ถ้านับจาก ซีจีควายธนู ในหนังภาคแรกแล้วก็ถือว่ามาไกลทีเดียว แถมต้อมยังเหมือนยำใหญ่องค์ประกอบแบบฮอลลีวูดมาจัดให้คนไทยแบบถึงเครื่องโดยเฉพาะสัตว์ไสยเวทย์ที่แทบมีมูฟเมนต์การปรากฏตัวแบบนึกถึง ทรานส์ฟอร์มเมอรส์ ขึ้นมาแบบช่วยไม่ได้เลยหละ

โดยภาพรวมแล้ว จอมขมังเวทย์ 2020 ถือเป็นหนังไทยที่ให้ความบันเทิงได้ไม่ขี้เหร่เลย บทหนังมีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าสนใจ แม้ว่าจะมีช่องโหว่ประปรายแต่ก็ทดแทนด้วยฉากแอ็กชันและพลังการแสดงอันเข้มข้น แนะนำอย่างเดียวคือควรดูภาคแรกก่อนเข้าชมจะได้ไม่งงกับตรรกะด้านอาคมในเรื่องครับ

จอมขมังเวทย์หนังภาคต่อที่อยู่ดี ๆ ก็มีโผล่มาให้เราตื่นตาตื่นใจ ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอกับหนังในตำนานเรื่องนี้อีกครั้ง ที่นักแสดงก็คนเดิมคนเดียวกับภาคแรกมาร่วมสมทบด้วย หนังก็ทำออกมาให้เราลุ้นและรู้สึกดีไปด้วยแต่อะไรหลาย ๆ อย่างก็ทำให้รู้สึกว่ามันควรจะดีได้กว่านี้ มันไม่ควรทำได้แค่นี้ จะมีประเด็นอะไรบ้างไปดูกัน

อย่างแรกเลยคือบทบาทของตัวละครที่ทำออกมา ก็รู้สึกแปลกใจกับหนังไทยที่ทำหนังทีไรตัวละครช่างเยอะซะเหลือเกิน ยิบย่อยเยอะแยะ ตัวประกอบหลักก็เยอะ การกระจายบทก็เลยทำให้รู้สึกว่าไม่มีตัวละครแบบนี้ก็ได้ อีกทั้งยังไม่รวม Influencer ในสื่อโซเชียลมีเดียที่โผล่มาในหนัง มันทำให้รู้สึกว่าหนังไทยใส่ใจกับการแสดงน้อยขนาดไหน เอาใครมาเป็นตัวละครในหนังก็ได้จนกลายเป็นว่าไม่ต้องเรียนการแสดงก็สามารถแสดงหนังได้แล้ว ขอแค่กล้า บ้า สู้กล้องก็เพียงพอ อีกทั้งบทตัวหลักก็แทบดูกระจอกไปเลยถ้าเทียบกับการเอาตัวละครเก่ามาให้ดูเท่ดูขรึม ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่เอานักแสดงเดิมไปแสดงให้มันรู้แล้วรู้รอดไปก็ไม่ทราบเหมือนกัน

CG ก็ออกแนวดันทุรัง ดันทุรังคือการที่มันออกมาแย่แต่กลับเอามันเป็นส่วนสำคัญในหนัง ถึงแม้หนังภาคนี้จะห่างจากภาคก่อนถึง 14 ปี แต่ก็ไม่ควรใช้ CG สมัย 14 ปีที่แล้วมาก็ได้ เพราะความขลังมันอยู่ที่ตัวนักแสดงภาคก่อนอยู่แล้ว เมื่อคุณไปทุ่ม CG จนเกินไปเลยทำให้หนังนั้นดูออกมาไม่เท่แล้วไม่สมเหตุสมผลเลยสักอย่าง อยากเรียกสัตว์เวทย์มนต์ก็เรียก ปลุกเสกของทุกอย่างได้ที่ทำขึ้นมาเองเลยทำให้หนังมันดูลอย ๆ ไปถ้าเน้นเรื่องมนต์คาถาน่าจะสนุกกว่านี้

สถานที่ที่ไปถ่ายทำก็เช่นกัน แต่ส่วนนี้พอเข้าใจได้เพราะหนังหลาย ๆ เรื่องก็ทำกันแต่ถ้าคนที่จับรายละเอียดและรู้พื้นที่จริงจะรู้สึกว่ามันช่างแปลกประหลาด ยกตัวอย่างเช่น โผล่ไปสู้กันที่ช่างชุ่ยแต่ตอนวิ่งหนีไปโผล่ตลาดน้อย ซึ่งสถานที่มันก็ห่างไกลมากการวิ่งไล่ล่ากันเลยทำให้รู้สึกตลก ยังไม่รวมถึงมุมกล้องที่แปลกและอึดอัด มุมกล้องส่วนใหญ่จะต้องกล้องทแยงมุม 45 องศา เพื่อความขลังหรืออะไรก็ไม่ทราบแต่บางฉากถ้าวางมุมกล้องเหมือน The Matrix น่าจะออกมาเท่กว่านี้ซะด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่ดีในหนังก็มี นั่นก็คือความลุ้นและวางโครงเรื่องประติดประต่อในหนังที่สานกันทั้ง 2 ภาค ต้องบอกเลยว่าถึงจะมีหลายอย่างที่ต้องติแต่ก็เป็นหนังที่ทำให้ลุ้นถึงขนาดลืมกินป็อปคอร์นกับน้ำไปเลย อาจจะเป็นเพราะในตัวอย่างเราจะได้เห็นพระเอกใหม่สู้กับนักแสดงเก่า เลยทำให้ลุ้นว่ามันจะจบยังไง มันจะช่วยกันสู้ยังไง เลยทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีความสนุกจนลืมข้อที่พัง ๆ ออกไปเลย

รวมถึงการแสดงของ ก็อต จิรายุ ตันตระกูล ที่บอกได้เลยว่าแบกหนังมากกว่าตัวหลักด้วยซ้ำ การแสดงของเขาทำให้รู้สึกว่ามันเลว มันโหด มันร้ายจริง ๆ จนทำให้ไม่ลืมภาพลักษณ์ตัวร้ายในบทบาทความเป็นโรคจิตของเขาลงไปได้ ถ้าให้เขาไปแสดงเทียบเท่าหนังฮอลลีวูดรับบทโจ๊กเกอร์ก็ยังได้เลยด้วยซ้ำ เป็นตัวร้ายที่ผมมองแล้วรู้สึกว่าเขาเดินได้เท่จริง ๆ และโรคจิตโคตร ๆ

ในตอนท้ายของเรื่อง เราจะเห็น 2 ฉากสุดท้ายที่ได้ปล่อยออกมา เราจะมาคาดเดาในตัวอย่างที่ 2 กันเพราะตัวอย่างนี้เราจะเห็น สันติ ที่ตามล่า อิทธิ จนมาถึงโบกี้รถไฟแล้วโดดเข้าใส่ก็ตัดจบ ทำให้ไม่รู้ว่าจะมีภาค 3 หรือไม่ แต่ส่วนตัวคิดว่าภาคนี้คือระยะเวลาที่หายไปในภาคแรกซะมากกว่าถึงแม้จะมีบางจุดที่ไม่สมเหตุสมผลแต่พอมาชั่งน้ำหนักดูแล้วเหตุการณ์ที่บอกว่าเป็นส่วนหนึ่งข้อภาคแรกทำให้มีจุดบกพร่องน้อยกว่าที่จะทำภาค 3 ต่อด้วยซ้ำ เพราะมันจะตอบคำถามทุกอย่างเลยว่า ทำไมอิทธิถึงไม่ตาย และหมวดสันติหายไปไหน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีภาพยนตร์ที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งแถมเป็นภาพยนตร์ไทยที่อาเจ๊นัทจำตามอง และ อยากดูเป็นอย่างมากนั้นก็คือ “จอมขมังเวทย์ 2020” ผลงานจากผู้กำกับพี่ต้อม ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ทางพี่ต้อมเองได้อธิบายเอาไว้ว่า “มันไม่ใช่ภาครีเมค แต่เป็นภาคต่อที่เขาตั้งใจทำเอาไว้เมื่อ 15 ปีก่อน” ซึ่งใครที่กำลังจะไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้อาเจ๊นัทขอแนะนำว่าให้ไปหาดูภาคแรกในชาแนล Youtube ของ “พระนครฟิลม์ Phranakornfilm” ได้นะคะ

เนื้อเรื่องใน “จอมขมังเวทย์ 2020” เป็นเหตุการณ์ต่อจากภาคแรกที่อ้างอิงตามเวลาจริงถึง 15 ปี ( ในหนังก็พูดนะ ) โดยเรื่องราวถูกเล่าผ่านตัวละครที่ชื่อว่า “วิน” หนุ่มผู้ชื่นชอบวิชาต่อยมวยและใช้วิชานี้ในการหาเงินให้กับตัวเอง มีอยู่มาวันหนึ่งวินต้องเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายเมื่อเขาและพ่อถูกลอบฆ่าจากกลุ่มคนปริศนา ทำให้วินได้เสียพ่อไป ส่วนตัวเองก็บาดเจ็บสาหัส เมื่อพักฟื้นเรียบร้อยแล้วเขาก็ได้ตัดสินใจฝึกฝน เรียนรู้วิชาด้านไสยเวทย์เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวและสืบหาข้อมูลว่า “ใครเป็นคนลอบฆ่าเขาและพ่อ”

แต่เมื่อเขาค้นหาความจริงก็พบว่า “ฆาตกรที่ฆ่าพ่อเขาก็ไม่ธรรมดา เพราะว่าเขาก็คือผู้ที่ถูกเรียกว่าจอมขมังเวทย์ในตำนาน” ในระหว่างนั้นโลกของเรามีกลุ่มคนผู้ใช้ความเชื่อมาหากินกับผู้คนที่หมดสิทธิ์หนทาง นั้นก็คือ ครูเมย์ และ ก็อต ผู้ที่คอยสนับสนุนอยู่ข้างๆ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็นำพาให้ผู้ชมได้รู้ว่า “ในยุคปัจจุบันโลกของเราผู้คนยังเชื่อในสิ่งลี้ลับและด้านไสยศาสตร์ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ชีวิตดีขึ้น” บทสรุปสุดท้ายจะเป็นยังไง วินจะต้องเผชิญหน้ากับจอมขมังเวทย์ในตำนานแล้วหาทางเอาชนะได้รึไหมต้องไปติดตามกันค่ะ

ส่วนตัวแล้วอาเจ๊นัทคิดว่าบทภาพยนตร์ใน “จอมขมังเวทย์ 2020” ต้องการนำเสนอให้เราเห็นว่า “โลกใบนี้แม้ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือ ยิ่งใหญ่มากเพียงใด บางครั้งก็ต้องมีตัวช่วยที่มากกว่ากำลังและมันสมองอยู่ดี” ซึ่งจุดเด่นในเรื่องนี้น่าเสียดายที่ภาพยนตร์พยายามจะเล่าแต่ไปไม่สุดสักทางจริงๆ บางเรื่องราวก็ไม่พูดถึงที่มาที่ไปสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามองแบบลึกๆ การเล่าเรื่องก็ทำออกมาได้ดีไม่เลวร้าย ถ้าเพื่อนๆ ตามทันกับสิ่งที่ภาพยนตร์ต้องการปูทางให้เราเข้าใจนะ แต่ถ้าคนที่หลุดโฟกัสไปนิดเดียวอาจจะงงและไม่เข้า่ใจเลยค่ะ

นอกจากบทภาพยนตร์ที่ตำหนิไปเล็กๆ น้อยๆ แล้ว สิ่งต่อมานั้นก็คือ “CG” ที่ยังรู้สึกว่าทำไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ฉากที่ต้องใช้ Effect อลังการๆ ดูบ้านๆ ไปเลย ตรงข้ามกับฉากคิวบู๊ที่ทำออกมาได้สนุกมาก เรียกว่าเหมือนกำลังดู “คมแฝกเวอร์ชั่นภาพยนตร์” เลยแหะ ( แต่ก็นะนักแสดงก็มาจากเรื่องเดียวกันเลยหว่า )

มาพูดถึงนักแสดงกันหน่อยค่ะ บทนำอย่าง “วิน” ที่ได้ หมาก ปริญ สุภารัตน์ นักแสดงคุณภาพที่บอกตรงๆ ว่าตอนแรกแอบกังวนว่าเขาจะเหมาะกับบทบาทตัวละครนี้รึเปล่า แต่พอเอาเข้าจริงๆ ตัวหมากทำได้ดีมากค่ะ โดยเฉพาะคิวบู๊ ดูเป็นธรรมชาติมากๆ ไม่ติดขัดอะไรเท่าไหร่เลย ตามมาด้วย “ก็อด” ที่ได้ ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล หนึ่งในนักแสดงคุณภาพอีกคนที่ทั้งสองเคยแสดงละครแนวบู๊อย่างเรื่องคมแฝกด้วยกันมาก่อน บอกเลยว่า “ดีงามไม่แพ้หมากเลยค่ะ”

มาพูดถึงตัวละครสาวๆ กันบาง น้องคิตตี้ ชิชา อมาตยกุล พอขึ้นจอใหญ่บอกตรงๆ ว่า “ดูสวยมากๆ” เห็นแล้วอาเจ๊นัทยังชมไม่ขาดปากเลย ส่วนน้องแพร์ พิชชาภา พันธุมจินดา ก็เช่นเดียวกันค่ะ ไม่แตกต่างเลย ที่ทั้งสวยและมีฉากเซ็กซี่ๆ ให้หนุ่มๆ ที่ไปดูแอบหลงรักน้องและการแสดงได้ไม่ยาก เอาเป็นว่าหนุ่มๆ ที่ไปดูต้องเลือกแล้วละว่าจะชอบน้องคนไหน >.,<

สุดท้ายนี้ก็คือตัวละครจอมขมังเวทย์ในตำนานอย่าง “นก ฉัตรชัย เปล่งพานิช” ที่ภาคนี้ก็ได้กลับมารับบทเป็น “อิทธิ” อีกครั้ง แถมยังจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ใช้ไสยเวทย์รุ่นใหม่ ก็เรียกว่าฉากต่อสู้ของพวกเขาก็สนุกและยังมีคำพูดที่ให้แนวคิดแก่ตัวละครหลักภายในภาพยนตร์ด้วย อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ได้แสดงร่วมกับ “นก สินจัย เปล่งพานิช” ผู้เป็นภรรยาแท้ๆ อีกด้วยนะ

ถ้าให้อาเจ๊นัทสรุปว่าภาพยนตร์เรื่อง “จอมขมังเวทย์ 2020” ควรไปดูไหม แนะนำว่าไปดูเถอะค่ะ สนุกมากจริงๆ แม้ว่าในหลายๆ ส่วนอย่างบทภาพยนตร์ที่อาจจะขาดความสมเหตุ สมบทไปบ้างก็ตาม การตัดต่อที่แว่บไปแว่บมา ทำให้ผู้ที่ดูอาจจะตามไม่ทัน หรือ CG ที่ยังไม่ดีพอ แต่นั้นไม่ใช่สาเหตุหลักที่คุณจะไม่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้หรอกค่ะ

เพราะถ้าให้อาเจ๊นัทพูดก็คือ “มันคือภาคต่อจากภาพยนตร์เรื่องจอมขมังเวทย์เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ภาคนี้จะมาช่วยขยายเรื่องราวว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไป ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ความเชื่อก็ยังคงอยู่กับคนเราอยู่เหมือนเดิม” น่าเสียดายที่พี่กอลฟ์ อัครา อมาตยกุล ผู้รับบทเป็น “สันติ” หนึ่งในผู้ที่มีวิชาอาคมแข็งแกร่งไม่แพ้อิทธิไม่ได้มาร่วมแสดงด้วย สาเหตุเป็นเพราะพี่กอลฟ์เองได้ลาวงการเป็นนักแสดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สุดท้ายนี้ อาเจ๊นัท และ ทีมงาน uKNOW ขอฝากบทความนี้และบทความอื่นๆ ที่พวกเราตั้งใจนำเสนอมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันด้วย อย่าลืมกดแจ้งเตือนของเว็บไซต์และกดไลน์หน้าแฟนเพจ uKnowTH เพื่อติดตามผลงานของพวกเรากันด้วยนะคะ ดูหนังออนไลน์

รีวิว เพื่อน..ที่ระลึก The Promise เราสัญญาว่าจะตายไปด้วยกัน อ่านได้เลย

รีวิว เพื่อน..ที่ระลึก The Promise เราสัญญาว่าจะตายไปด้วยกัน อ่านได้เลย

รีวิว วิเคราะห์ “สัญญานะ ว่าแกจะไม่ปล่อยให้ฉันตายคนเดียว”
กระแส ตอบรับของหนัง thriller อย่าง ฉลาดเกมส์โกง ยังร้อนแรง อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ทันข้ามปี GDH ค่ายหนังไทยอารมณ์ดีขวัญใจมหาชน ก็ปล่อยหนัง Horror ตามมาแทบจะทันที โดยได้ จิม โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ผู้กำกับร้อยล้านจาก ลัดดาแลนด์ และมือเขียนบท ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด, สี่แพร่ง, ห้าแพร่ง ฯลฯ ซึ่งแทบทุกเรื่องจัดว่าประสบความสำเร็จ (อ่อ ขอยกเว้น ฝากไว้..ในกายเธอ ไว้เรื่องนึงละกัน)

คราวนี้ จิม โสภณ ได้หยิบยกเอาตึกร้างสาธร หรือ “ตึกสาธรยูนีค” หนึ่งในอนุสรณ์สถานของวิกฤติต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) มาทำเป็นภาพยนตร์สยองขวัญภายใต้ชื่อเรื่องว่า เพื่อน.. ที่ระลึก (The Promise)

เรื่องย่อ เพื่อน.. ที่ระลึก
เมื่อปี 2540 วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวของ อิ๊บ และ บุ๋ม ต้องพังครืนไปพร้อม ๆ กัน ตึกคอนโดหรูใจกลางเมืองที่พ่อของพวกเธอลงทุนทำร่วมกันถูกระงับการก่อสร้าง ทั้งสองครอบครัวกลายเป็นบุคคลล้มละลาย พวกเธออับอายและปรับตัวไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง จึงตัดสินใจไปฆ่าตัวตายพร้อมกันบนตึกนั้น แต่ปรากฏว่าคนที่ตายกลับเป็นแค่อิ๊บเพียงคนเดียว ทั้งที่ก่อนลั่นไก ก็สัญญากันแล้วว่าจะตายด้วยกัน

ผ่านไป 20 ปี ในปี 2560 บุ๋ม (เมนเทอร์บี-น้ำทิพย์) เติบโต กลายเป็น นักธุรกิจ ด้านอสังหาริมทรัพย์ และได้กลับไปที่ตึกนั้นอีกครั้ง พร้อมกับ เบล (ลิลลี่ เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 2) ลูกสาวผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ หลังกลับจากตึกก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นกับเบล เช่น ละเมอกลางดึก พูดคนเดียว ทำร้ายตัวเอง ฯลฯ และสิ่งที่เบลทำในขณะที่ไม่รู้ตัวนั้นทำให้บุ๋มระลึกถึงอิ๊บ และคิดว่านี่อาจเป็นการกลับมาทวงคำสัญญาของอิ๊บในวันนั้น

หนังผี ที่เน้นคำสัญญา เป็นกำลังหลัก โดยใช้เรื่องจริงของวิกฤติเศรษฐกิจ ‘ต้มยำกุ้ง’ ในปี 2540 เป็นแรงผลักดัน

ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างพังทลายหลังรัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาท นักธุรกิจ ทั้งหลายกลาย เป็นพวกหนี้ สินล้นพันตัว ส่งผล ให้สองสาวเพื่อนสนิทอย่าง อิ๊บและบุ๋ม เลือกจะนัดพบกัน ที่ตึกคอนโด หรูร้าง อันเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่ง ความพังทลาย ของครอบครัวของบุ๋ม จากเศรษฐี หลายร้อยล้าน ต้องมาอยู่บ้านอพาร์ตเมนต์หลังโทรมๆ ต้องมาเปิดท้ายขายของถูก

เธอทั้งสองตั้งใจฆ่าตัวตายหนีปัญหาบนตึกนั้น

แต่แล้ว การณ์ กลับกลายเป็นว่า มีเพียงอิ๊บ ที่ยิงตัวตายจากไป ขณะที่บุ๋ม กลัวจนวิ่งหนีออกมา 20 ปีผ่านผัน บุ๋ม (บี น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์) กลายเป็น ผู้ใหญ่ เจ้าของธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องกลับ ไปบูรณะ ตึกร้างอีกครั้ง

บุ๋ม กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มีเพียงเบล เป็นคนเดียว ในครอบครัว และ เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ของเธอ เมื่อบุ๋มพบว่า อาการนอน ละเมอของ เบล กลับมา กำเริบ อีกครั้ง ก็เริ่มเป็นกังวล และ ยิ่งเป็นกังวล มากขึ้น ไปอีก เมื่อพบว่า อาการละเมอมีเงื่อนงำบางอย่างที่บ่งบอกถึงสัญญาณของอิ๊บ ผู้ที่เคยยิงตัวตายจากไปต่อหน้าต่อตา

20 ปีที่เธอผิดสัญญากับอิ๊บมาโดยตลอด

บุ๋มรู้แล้วว่าอาการของเบลมีความเกี่ยวข้องกับอิ๊บ เพื่อนของเธอกำลังต้องการเอาชีวิตของลูกสาวเธอไป เพราะ​ “คำสัญญา” ที่เธอไม่รักษาไว้ในวันนั้น

เมื่อผีกลับมา “ทวงสัญญา” แต่คนกลับต้องรักษาชีวิตของลูกสาวตน

เพื่อน..ที่ระลึก The Promise

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์หนัง เพื่อน.. ที่ระลึก
สำหรับหนังผีไทย เราคิดว่า เพื่อน.. ที่ระลึก ก็ทำได้ดีอยู่ มีความน่ากลัวระดับหนึ่ง ไม่ได้น่ากลัวมากถึงขนาดออกจากโรงมาแล้วก็ยังรู้สึกหลอนตามตัวละครอะไร แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่ความหลอน ความน่ากลัว และความสยองขวัญ อย่างที่หนังผีฮอลลีวู้ดหลายเรื่องทำให้ไม่ได้

คำพูดประโยคนั้น “สัญญานะ ว่าแกจะไม่ปล่อยให้ฉันตายคนเดียว” มันเป็นพันธะให้กับคนหนึ่งคนได้ยาวนานถึง 20 ปีทีเดียว ผีเจ้าก็ช่างเฝ้าอดทนรอวันที่จะได้กลับมาทวงคืนอีกครั้ง ระหว่างนั้น สองแม่ลูกไม่เคยกล้ำกรายไปยังตึก ผีก็เลยนึกไม่ออกว่าจะกลับมาทวงยังไง

หนังเริ่มต้นมาด้วยการปูทางที่หนักแน่นดี หยิบภาพฟุตเทจของเหตุการณ์จริงในยุควิกฤติต้มยำกุ้งมาวางเรียงให้เรื่องราวมันน่าเชื่อถือ ก่อนจะเล่าพาเข้าสู่จุดหันเหของสองเพื่อนสนิทที่เลือกจบชีวิตเพราะรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงที่มากเกิน

ผีเหี้ยมาก มี “ตุ้งแช่” ที่ “หลอก/ล่อคนดู” อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่น่าเกลียด ที่เกลียดคือผีแม่งบ้า จัดหนัก อาฆาตแค้นเบอร์แรง ไร้เหตุผล ขยันมาเช้ากลางวันเย็น ชนิดไม่ให้พักให้ผ่อน ดูแล้วนี่ก็รู้สึกเหนื่อย อยากให้หนังจบ ๆ ไว ๆ เพราะกลัวหัวใจจะวายตายอีอิ๊บไปเสียก่อนบีหรือลิลลี่

คาแรกเตอร์ของบุ๋มเองก็มีส่วนอยู่บ้างที่ทำให้เรารู้สึกกลัวผีอิ๊บในหนังเรื่องนี้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะเราต้องอยู่กับตัวละครบุ๋มนี่ตลอดเวลา ซึ่งบุ๋มเป็นหญิงที่ค่อนข้างสตรอง ดูไม่กลัวผีเสียเลย (หรือเพราะรู้ว่าผีคือเพื่อนสนิทตัวเองก็ไม่รู้นะ) แต่จะวิ่งเข้าไปท้าผีตลอดเวลา เอะอะอะไรก็กลับไปที่ตึก ๆ ๆ แล้วชั้นที่เกิดเหตุนั่นก็อยู่ชั้นที่ 47 !!! (นี่ปกติเดินขึ้นบันไดแค่ชั้น 3 ก็จะเป็นลมละ) ไม่รู้นางจะขยันเดินขึ้นเดินลงไปหาผีอะไรของนางนักหนา (แต่ถ้าเป็นหนังผีไทยเรื่องอื่น ตัวละครเอกคงเร่ไปวัด ไปหาพระ หาหมอผีนานละ 555)

สรุปคือบุ๋มเป็นไฟต์เตอร์ (ก็ผ่านวิกฤติ IMF มาได้นี่เนอะ) ไม่กลัวผี แต่กลัวเสียลูกมากกว่า พาร์ทดราม่าที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของแม่ลูกจึงแข็งกว่าพาร์ทผี การแสดงของเมนเทอร์บีก็โดดเด่นทะลุจอ ดูแล้วเราเชื่อ มันให้ความรู้สึกเหมือนนางจะเป็นบ้าจริง ๆ ประสาทจะกินจริง ๆ แต่ลิลลี่ซึ่งเล่นเป็นเบล ยังไม่มีอะไรน่าจดจำนักสำหรับเรา

ในส่วนอื่น ๆ เราว่าหนังถ่ายภาพสวย แต่จุดอ่อนสำคัญคือ “บท” ที่เรามองว่าอ่อน ไม่ค่อยมีอะไร แล้วหนังค่อนข้างยาว (เกือบสองชั่วโมง) ช่วงแรก ๆ ก็ดูดีมีอะไรอยู่หรอกนะ แต่มันจะมีบางช่วงที่เริ่มไม่ชวนติดตามละ ตัดต่อแปลก ๆ ยิ่งช่วงท้าย ๆ ก็ยิ่งแผ่วลง ๆ เหมือนหนังยังไม่แน่ใจว่าจะให้หนังไปลงตรงไหน มันเลยพาเราไปได้ไม่สุดสักทาง ไม่ว่าจะสยองขวัญหรือดราม่า บทสรุปในตอนจบเราก็เลยไม่อิน

หนังไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์อย่างที่เราคาดหวัง ซึ่งตอนแรกอีพวกนักเขียนพันทิปชวนนี่มโนไปหลายเวย์มาก (เออ พวกแกน่ะคิดมาก) แต่หนังก็มีบางจุดที่เราไม่ค่อยเคลียร์ เช่น ในเรื่องบุ๋มมีลูกตอนอายุ 20 ปีหรอ? แล้วบุ๋มกลับมารวยระดับนักธุรกิจแนวหน้าอีกครั้งได้อย่างไร? พ่อของบุ๋มตอนนั้นจบยังไง?

อีกอย่าง หน้าหนังขายตึกร้างสาธรและต้มยำกุ้งไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ในหนังกลับใช้มันได้ไม่คุ้มเอาสักนิด อย่างวิกฤติต้มยำกุ้งเนี่ย เหมือนมีมาเพื่อบอกแค่ว่า บุ๋มกับอิ๊บเคยรวยแต่แล้วต้องมาจนเป็นคุณหนูตกอับเพราะพิษต้มยำกุ้ง แล้วความล้มเหลวของครอบครัวก็เป็นแรงจูงใจให้ไปฆ่าตัวตายนะ (เอาจริง แค่แรงจูงใจตรงนี้ หนังยังใส่แบคกราวนด์มาให้เบาบาง จนเรายังไม่ทันอินเลยว่า ลูก ๆ อย่างพวกแกจะไปฆ่าตัวตายกันทำม้าย~)

ในส่วนของ “ชวนระลึก” ถึงอดีต หรือการ “ดักแก่” เช่น เพจเจอร์ ตู้สติ๊กเกอร์ ข้อความ “123 ปลาฉลามขึ้นบก” ฯลฯ เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ทั้งที่เราก็เกิดทันของเก่า ๆ ทุกสิ่งที่ในหนังยกมาทั้งหมด

โดยสรุป โปรดักชั่นดี การแสดง (บี-น้ำทิพย์) เยี่ยม ผีก็น่ากลัวระดับหนึ่ง แต่บทค่อนข้างอ่อนอย่างน่าเสียดาย (ก็ยอมรับนะว่าตอนแรกเราแอบคาดหวังกับบทของ GDH ไว้ค่อนข้างเยอะนิดนึง) อย่างไรก็ดีแฟนคลับ บี-น้ำทิพย์ และน้องลิลลี่ ก็ไปดูกันได้ แต่หนังมีความรุนแรงที่อาจไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

หนังเข้าฉาย 7 ก.ย. 2017 นี้ ในโรงภาพยนตร์

สำหรับเรา ขอให้คะแนนโดยรวม 7/10 พอ (ก็ถือว่าโอเคล่ะเนอะสำหรับหนังผีไทย)

ป.ล. แอบเกลียดการ tie in โทรศัพท์มือถือ Oppo เบา ๆ ดูหนังไทย

รีวิว | When the Camellia Blooms : วันที่ดอกไม้เบ่งบาน … ในใจแม่

รีวิว | When the Camellia Blooms : วันที่ดอกไม้เบ่งบาน … ในใจแม่

รีวิว “สำหรับสายหวานน้อย ไม่นิยมเรื่องรักโรแมนติคอย่างเรา ความน่าประทับใจของเรื่องนี้กลับเป็นการเปลี่ยนโหมดจากเรื่องการเติมเต็มความรัก ให้ผู้หญิงชีวิตอาภัพคนหนึ่ง เป็นเรื่องราวความรักหลากรูปแบบของคนเป็นแม่ เรื่องราวความยากลำบากและความในใจมากมายที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องแบกรับเมื่อเปลียนสถานะกลายเป็นแม่คน”

When the Camellia Blooms (동백꽃 필 무렵)

synopsis – เรื่องย่อ
คนทั้งชุมชนเรียกเธอว่า ทงแบค (รับบทโดย กงฮโยจิน ผลงาน : It’s Okay, It’s Love / Jealousy Incarnate / Master’s Sun) มันคือชื่อบาร์ที่เธอเปิดในถนนที่เต็มไปด้วยร้านปูดองในเมืองชายทะเลแห่งหนึ่ง เธอย้ายมาอยู่ในเมืองนี้เมื่อ 6 ปีก่อน พร้อมกับลูกชายที่ยังแบเบาะ แม้จะอยู่ที่นี่มานานถึง 6 ปี ก็ไม่ได้ทำให้เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เธอยังคงเป็นคนอื่น เป็นผู้หญิงที่ถูกมองไม่ดี เพราะเธอ เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ขายเหล้าคนเดียว ในร้านที่เต็มไปด้วยลูกค้าผู้ชาย

เธอใช้ชีวิตเรียบๆกับลูกชายของเธอ (รับบทโดย คิมคังฮุน ผลงาน : Mr. Sunshine / Hotel Del Luna / My Wife’s Having An Affiar This Week) แม้จะโดนกลั่นแกล้งหรือเขม่นบ้าง แต่เธอก็อยู่ในเมืองนี้มาได้ถึง 6 ปี จนวันหนึ่งเธอได้พบกับ ฮวางยงชิก (รับบทโดย คังฮานึล ผลงาน : Moon Lovers / Misaeng / Angel Eyes) เจ้าหน้าที่ตำรวจที่โดนเด้งมาจากโซล ความจริงเขาเป็นคนเมืองนี้ และเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมมาตั้งแต่เด็ก จนได้รับรางวัลพลเมืองดีมากมาย และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นกรณีพิเศษ

ยงชิก ที่ทงแบคมองว่าเป็นผู้ชายประหลาด ความจริงเป็นเพียงชายหนุ่มคนซื่อที่แอบชอบเธอตั้งแต่แรกเจอ และแม้เขาจะต้องตกใจที่ได้รู้ว่าเธอคือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เป็นเจ้าของบาร์ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนใจ ยิ่งเมื่อเขาพบว่าเธอโดนชาวบ้านกลั่นแกล้ง นั่นยิ่งทำให้เขาอยากเป็นคนที่อยู่เคียงข้างเธอในฐานะเพื่อนคนหนึ่งก็ยังดี

แต่เหมือนว่าชีวิตที่สงบสุขของทงแบคจะวุ่นวายกับคนแปลกๆอย่างยงชิกไม่พอ พ่อของลูกซึ่งเป็นนักกีฬาคนดังระดับประเทศ (รับบทโดย คิมจีซอก ผลงาน : 20th Century Boy and Girl / Rebel: Thief Who Stole the People) ที่แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว ก็ทำท่าจะกลับเข้ามาในชีวิต แล้วยังมีชายขี้เหนียวที่เรียกร้องความสนใจจากเธอในแบบแปลกๆ… ชีวิตของเธอที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ “คนดี คนเลว และ คนขี้เหนียว” จะวุ่นวายขนาดไหน ติดตามเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ ในชุมชนเล็กๆได้ใน When The Camellia Blooms…

เรื่องย่อซีรีส์ When the Camellia Blooms
ถ้าเอาแบบย่อสุดๆ ก็คงเล่าได้ประมาณว่า มันเป็นเรื่องของย่านองซานที่จุดศูนย์กลางมันเล่าเรื่องของร้านเหล้าของนางเอกที่ชื่อเหมือนดอกไม้ และเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องซึ่งพระเอกที่เป็นตำรวจกำลังช่วยตามสืบอยู่

แต่ถ้าเอาแบบยาวๆ ก็เล่าได้อีกแบบ…
ทงแบค (Kong Hyo Jin จากซีรีส์ The Master’s Sun และ The Producers ) เธอเป็นสาวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในย่านองซาน เธอเช่าที่เปิดร้านเหล้า(แบบที่ไม่มีสาวนั่งดื่มเป็นเพื่อน)ที่ชื่อเป็นดอกไม้ว่า ‘คามิลเลีย’ นอกเหนือจากการเป็นเจ้าของร้านแล้วเธอก็ยังมีภาระหน้าที่เลี้ยงลูกชาย พิลกู (Kim Kang Hoon จากหนัง Exit และ Metamorphosis, ซีรีส์ Kingdom Season 2, Romance is a Bonus Book, Hotel Del Luna และ Mr. Sunshine ) ด้วย
แต่ย่านนี้ก็ตำรวจอยู่คนหนึ่งที่แต่ก่อนทำมาหากินอะไรก็ช่างเหอะ แต่เป็นพวกเห็นเหตุร้ายไม่ได้ ต้องออกไปจัดการด้วยตัวเองทุกที ในที่สุดก็ได้เป็นตำรวจในกรุงโซลสมใจ แต่เพราะความหุนหันไม่คิดหน้าคิดหลังนี่แหละ สุดท้ายจึงถูกลดขั้นและกลับมาตายรังที่เก่า เล่าซะยาว ตาคนนี้น่ะแกชื่อ ฮวังยงซิก (Kang Ha Neul จากซีรีส์ The Heirs และ Moon Lovers: Scarlet Heart Ryeo )

และตายงซิกคนนี้นี่แหละที่มาถูกชะตาเจ้าของร้านสาวสวยอย่างทงแบคเข้า ที่นี้ก็ต้องสู้รบปรบมือกับชายคนอื่นที่มายุ่งเกี่ยวกับเธอไงล่ะ

แต่หนึ่งในนั้น กลับมีชื่อของ คังจงรยอล (Kim Ji Suk จากซีรีส์ Personal Taste, My Shy Boss และหนัง 200 Pounds Beauty) นักเบสบอลมีชื่อผู้ที่เคยเป็นแฟนเก่าของทงแบค เขากลับมาเจอกับเธออีกครั้งโดยบังเอิญ และได้รับรู้ว่าเขาคือพ่อของพิลกู

และเรื่องราวมันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องที่เคยอื้อฉาวในเขตองซานกำลังจะกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งโดยมีชื่อของทงแบคในฐานะ ‘เหยื่อ’

รีวิว ซีรีส์ When the Camellia Blooms
หนังเริ่มต้นตอนด้วยเหตุฆาตกรรมหนึ่งพร้อมเบาะแสว่าน่าจะเป็นใคร ก่อนจะหันกลับไปเล่าเรื่องตามปกติ ด้วยคอนเซ็ปต์เรื่องราวของคนในย่านเดียวกันที่มีลักษณะคล้ายสังคมไทยอยู่ไม่น้อย พวกเขามักจะมีปัญหาจากความเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง ทั้งยังชอบจับกลุ่มนินทา

เรื่องราวของคนในละแวกเดียวกัน พัวพันฆาตกรต่อเนื่อง
เรื่องราวในนั้นไม่ได้มีแต่การดำเนินชีวิตในย่านที่ผู้คนรู้จักกันใกล้ชิดเท่านั้น มันยังมีเรื่องของฆาตกรต่อเนื่องที่ใกล้ชิดกับนางเอกของเราอีกด้วย เวลาฆ่าใครเขาก็มักจะเขียนคำว่า ‘อย่ามาทำเป็นตัวตลก’ ไว้ในที่เกิดเหตุด้วย คนในย่านนั้นถึงได้เรียกเขาว่า ‘ฆาตกรตัวตลก’

ในแต่ละตอนจะมีฉากที่เป็นเบาะแสอยู่ด้วยเสมอ ทำให้เราต้องติดตามไปเพื่อจะได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว ฆาตกรคนนี้เป็นใคร เป็นคนในละแวกนี้หรือเปล่า และคนที่ตายนั่นใช่คนที่เราคิดหรือไม่

สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างหนึ่งของซีรีส์เรื่องนี้ก็คือเรื่องของการจัดแสง โดยเฉพาะตอนกลางคืนนี่แสงสวยทุกช็อตเลย ไตเติลตอนเริ่มเรื่องก็สวย เป็นภาพวาดสีหวานๆ ที่นำมาจากภาพจริง ทำให้บางทีก็ไม่ได้ข้ามผ่านไตเติลไป

แม่เลี้ยงเดี่ยว กับพวกผู้ชายที่มาวุ่นวาย
ทงแบคเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่กลายเป็นขี้ปากของคนไปทั่วทั้งย่าน แถมเธอยังเลือกจะทำร้านเหล้า ยิ่งทำให้เธอเป็นขี้ปากมากไปอีกเมื่อบรรดาเมียที่ผัวไปกินเหล้าร้านเธอ บางส่วนก็ดันไปติดพันกับเธออีกต่างหาก ทั้งๆ ที่ตัวตนของทงแบคเป็นแค่เด็กกำพร้าที่แม่ทิ้งไว้ เป็นผู้หญิงที่ผิดหวังกับความรักในครั้งเก่า ต้องทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและลูก เป็นคนเงียบๆ จิตใจดี ยิ้มสู้ ไม่พูดจาอ้อมค้อม ไม่ก่อปัญหากับใคร และไม่คาดหวังในความรักใดๆ อีก

เธอได้พบกับตำรวจหนุ่มยงชิกที่ตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น ชายผู้เสนอตัวเข้ามาเป็นแฟนเป็นการ์ดคุ้มกันที่เธอไม่ต้องการ แต่เขาคือคนที่เข้าใจและเข้าถึงลูกชายของเธอที่สุด ความสัมพันธ์ของเขากับเธอเริ่มมาจากตรงนั้น แม้เธอจะยับยั้งมันเอาไว้ แต่ก็มีตัวแปรใหม่เข้ามาพัวพัน

หญิงสาวแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างทงแบคมีเสน่ห์มากพอจะทำให้แม่บ้านหลายคนรู้สึกอิจฉาและไม่ไว้ใจ แถมผู้ชายอย่าง โนกยูแท (Oh Jung Se) ที่มักจะกินเหล้าร้านคามิลเลียอยู่บ่อยก็มีท่าทีเช่นนั้นด้วย เขารู้สึกว่าตนเองถูกเมียผู้เป็นทนายความข่มและกดหัว จึงมักแสดงท่าทีใหญ่โตและแสวงหาคำเยินยอจากผู้อื่นอยู่เสมอๆ คาดหวังอยากจะเป็นผู้ว่าขององซาน

แต่เขาไม่เคยได้สิทธิพิเศษอะไรจากทงแบคเลยสักครั้งเดียว
แง่มุมเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิตที่โดนหัวใจ
เราได้เห็นความคิดความรู้สึกของคนเล็กๆ ในสังคมที่หลายความคิดสะกิดหัวใจเราไม่มากก็น้อยเหมือนกัน คนบางคนมองว่าตัวเองเป็นคนอาภัพ ความปรารถนาของคนๆ นั้นชวนสะเทือนใจไม่เบาเลยนะ เขาบอกว่าเขาอิจฉาอาชีพบางอาชีพที่ได้รับคำขอบคุณตลอดเวลา เพราะเขาอยากได้คำพูดเช่นนั้นบ้าง

ตั้งแต่เกิดมาคงไม่มีใครเอ่ยคำ “ขอบคุณ” กับเขาเลยสินะ

นอกจากจะเล่าเรื่องของคนที่ชอบนินทาว่าร้ายคนอื่นแล้ว ก็ยังบอกเล่าถึงการมองคนจากภายนอก และตัดสินคนตามค่านิยมที่ส่งต่อกันมา คนที่เป็นเด็กกำพร้า คนที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว คนที่เปิดร้านเหล้า คนที่หน้าตาดีกว่าคนอื่นเขาหน่อย ทั้งหมดรวมกันอยู่ในทงแบคคนเดียว ทำให้เธอต้องรับภาระการเป็นขี้ปากกันไป ไม่พอ เธอยังต้องเผชิญหน้ากับฆาตกรต่อเนื่องอีกด้วย

เป็นซีรีส์ที่ให้กำลังใจมนุษย์ทุกคนที่เกิดพร้อมกับความอาภัพ มีไม่เท่าคนอื่น ถูกสังคมโถมทับ ให้พวกเขามีแรงที่จะต่อสู้กับชีวิตกันต่อไป สามสี่ตอนแรกอาจจะไม่ถึงกับเร้ามากขนาดนั้น แต่ถ้าคุณผ่านไปถึงตอนห้าตอนหก คุณจะไม่รอดแล้วล่ะ ต้องมีอิน มีน้ำตาซึมกันบ้างแหละ ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว Extraordinary You เมื่อตัวประกอบชีวิตรันทด ลุกขึ้นมาเปลี่ยนบทของตัวเอง!

รีวิว Extraordinary You เมื่อตัวประกอบชีวิตรันทด ลุกขึ้นมาเปลี่ยนบทของตัวเอง!

extraordinary you

สรุป
รีวิว  พล็อตฉีกแนวเกาหลีทั่วไปอย่างมาก ด้วยการเอาสูตรน้ำเน่าทั้งหลายมาล้อเลียนให้เลี่ยนยิ่งกว่าปกติ และขยี้ซ้ำให้เป็นดราม่าสะท้อนไปยังชีวิตตัวประกอบของนางเอก ทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาหาทางลิขิตชีวิตตัวเองใหม่ ทำให้ซีรีส์นี้เต็มไปด้วยเรื่องราวการขบถออกนอกกรอบของตัวละคร
แต่ข้อเสียของเรื่องก็คงเป็นจุดนี้ด้วยเช่นกัน เพราะหนังขายความโรแมนติกน้ำเน่าซ้อนกันหลายชั้น จนถ้าไม่ใช่คนดูที่ฟินอินไปกับเรื่องแบบนี้ได้ ก็คงยากที่จะดูเรื่องนี้สนุกได้

จุดเด่น

พล็อตฉีกแนวซีรีส์เกาหลีทั่วไปมาก
หยิบจับเรื่องน้ำเน่ามาขยี้เสียดสีฮาๆ
เรื่องราวมีลุ้นตลอดเวลาคาดเดายาก
เรื่องลื่นไหลสมูธฟินอินได้ง่าย
เต็มไปด้วยฉากโรแมนติกเยอะสุดๆ
ทีมนักแสดงทุกคนเล่นได้ดีมาก+หน้าตาดีสุดๆ

จุดด้อย

เต็มไปด้วยเรื่องโรแมนติกจัดเต็มสุดๆ จนถ้าไม่ใช่คนที่ดูแนวนี้ได้อาจจะไม่ไหว
ช่วงแรกของเรื่องราวมีวนย้ำกับเรื่องเดิมประเด็นเดิมมากไปสักนิด
บทนางเอกช่างจ้อพูดเยอะจนหลายคนอาจจะไม่ชอบคาแรกเตอร์แบบนี้

Extraordinary You ฉันไม่ใช่ตัวประกอบ ซีรีส์เกาหลีพล็อตฉีกแนวล้อเลียนเสียดสีซีรีส์เกาหลีด้วยกันเอง ว่าด้วยเรื่องของตัวประกอบในการ์ตูนที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นนางเอก ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกตัวว่าเธอเป็นแค่ตัวประกอบชีวิตสุดรันทด ทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนชะตาชีวิตตัวละครของเธอเอง
พล็อตโลกการ์ตูนกับซีรีส์เกาหลีเคยมีมาก่อนแล้วกับเรื่องW Two Worlds ซึ่งก็ดังมากพอตัวด้วยความแปลกพิสดารของเรื่อง แถมหักมุมรัวๆ ทุกตอน แต่จุดที่แตกต่างกันคือ W เป็นแนวแอ็กชั่นสืบสวน+โรแมนติกแฟนตาซี พระเอกตามล่าหาฆาตกรข้ามโลกจริงกับโลกการ์ตูนไปมา แต่กับ Extraordinary You ทำมาจากการ์ตูนดังในชื่อ July found by chance เป็นแนววัยรุ่นโรแมนติกแฟนตาซีล้วนๆ เรื่องราวเกิดในโลกการ์ตูนทั้งเรื่อง แต่สไตล์การเล่นเรื่องราวกับการ์ตูนมีความคล้ายกัน ถ้าใครชอบ W ก็ดูเรื่องนี้ได้เลย หรือถ้าชอบเรื่องนี้ก็แนะนำให้ดู W ต่อได้เลยเช่นกัน แต่ผู้เขียนให้ Extraordinary You ดีกว่า W มากพอสมควร เพราะจบเรื่องราวได้ดีกว่ามากกว่า W ที่หาทางลงลำบากในตอนหลัง

เรื่องราวเริ่มต้นที่ “อึนดันโอ” (รับบทโดย Kim Hye-Yoon) ลูกสาวเศรษฐี สวย รวย เป็นสาวมั่น ชีวิตค่อนข้างเพียบพร้อม แถมเป็นสายมโนว่าชีวิตตัวเองเป็นเหมือนนางเอกในนิยายขายฝันโรแมนติกที่เดินเรื่องอยู่ในโรงเรียนมัธยมไฮโซ ก่อนจะเริ่มพบเหตุการณ์ประหลาดเข้ามาหลายอย่าง รวมถึงความรันทดจากรักข้างเดียวกับ “แบคคยอง” (รับบทโดย LEE JAE WOOK) คู่หมั้นหมายสมัยเด็กที่ไม่เคยรักตอบ แถมยังทำร้ายจิตใจเธอทุกครั้งที่เจอ นั่นทำให้เธอเริ่มสงสัยว่าเรื่องราวชีวิตของเธอเหมือนมีใครมากำหนด จนกระทั่งพบความลับว่าเธอเป็นตัวละครในหนังสือการ์ตูนเรื่อง “ความลับ” และก็ไม่ได้เป็นนางเอกอย่างที่คิด แถมบทยังเขียนให้เธอเป็นโรคหัวใจกำเริบมีโอกาสตายได้ทุกเมื่อ จึงทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาสู้กับชะตาชีวิตที่ถูกนักเขียนกำหนดไว้

นี่เป็นซีรีส์เกาหลีที่เดินเรื่องด้วยการล้อเลียนพล็อตโรแมนติกน้ำเน่าของเกาหลีด้วยกันเอง ซึ่งถ้าใครตามดูซีรีส์เกาหลีประจำจะเห็นว่าเขามีสูตรสำเร็จล็อคไว้ทุกเรื่องว่าต้องมาแนวๆ นี้ อย่าง นางเอกชีวิตลำบากก่อนจะมาเจอพระเอกหล่อรวยที่แรกพบต้องทำเมินไม่สนใจนางเอก / พระรองต้องอาภัพรักกับนางเอก แม้ตัวเองจะพยายามแค่ไหนก็ตาม / เพื่อนนางเอกนิสัยดีที่คอยช่วยเหลือนางเอกให้สมหวัง / นางร้ายที่สวยรวยรวมหัวกับเพื่อนกลั่นแกล้งนางเอกอยู่เสมอ / นางเอกก็มักไม่สู้คนยอมให้เขากลั่นแกล้งแล้วแอบไปร้องไห้ทีหลัง

จะเห็นว่าพล็อตและการเดินเรื่องน้ำเน่าเกาหลีแบบนี้จริงๆ ละครไทยก็เป็น แต่เกาหลีจะมุ้งมิ้งโรแมนติกหวานเลี่ยนกว่าจนเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไปเลย ซีรีส์เรื่องนี้ก็หยิบตรงนี้แหละมาเล่นเป็นเมนหลักของเรื่องล้อเลียนประชดเสียดสีอีกชั้น โดยให้นางเอกตัวประกอบของเราต้องกลายเป็นผู้ช่วยแสนดีให้นางเอกตัวจริง “ยอจูดา” (รับบทโดย นาอึน April) ที่ครบสูตรนางเอกน้ำเน่า สมหวังในรักกับพระเอกน้ำเน่าพอกันอย่าง “นัมจู” (รับบทโดย Young-Dae Kim) ที่เป็นเจ้าของมูลนิธิผู้ก่อตั้งโรงเรียน และสาวๆ กรี๊ดกันทั้งโรงเรียน ซึ่งแต่ละครั้งที่นางเอกไปเกี่ยวข้องด้วยก็มีแต่พล็อตเหตุการณ์หวานเลี่ยน ชวนให้ฮากับภาระหน้าที่ของตัวประกอบจำเป็นของเรื่องราวนี้ ที่ไม่เต็มใจทำเลยแม้แต่น้อย แต่ถูกผู้เขียนจับวาร์ปมาพร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือนางเอกตัวจริงโดยอัตโนมัติ ก่อนจะทิ้งให้นางเอกตัวประกอบหมดประโยชน์ในพริบตาที่คู่หลักได้ฉากฟินกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
แต่ไม่ใช่ว่าซีรีส์จะออกแนวตลกล้อเลียนเอาฮาอย่างเดียว ในเรื่องราวยังมีการแยกมิติของบทบังคับที่ตัวละครต้องเล่นกับช่วงเวลาที่ไม่มีบทให้เล่น ซึ่งในเรื่องใช้คำเรียกว่า “มิติเงา” ที่มาจากช่องว่างระหว่างกรอบรูปในหนังสือการ์ตูน โดยสีของภาพจะเปลี่ยนโทนต่างกันเพื่อให้คนดูแยกออกได้ ช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาที่นำไปสู่ดราม่าการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของนางเอกอึนดันโอ ซึ่งเธอต้องพยายามหาทางเปลี่ยนบทสุดท้ายที่ต้องตายด้วยโรคหัวใจกำเริบ รวมถึงการหาเส้นทางชีวิตที่แท้จริงของเธอในโลกการ์ตูนแห่งนี้ ร่วมกับตัวละครปริศนาในเรื่องที่จะทะยอยออกมาเรื่อยๆ

และไม่ใช่แค่นางเอกที่มีเรื่องราวดราม่าหนักๆ นอกบทที่คนเขียนกำกับไว้ แต่ตัวละครอื่นทุกตัวก็มีเรื่องราวตรงนี้ให้เล่นเช่นกัน แม้จะไม่ได้ตื่นรู้แบบนางเอกก็ยังต้องรับบทต่อเนื่องจากเรื่องที่สมมุติไว้ ซึ่งบทในเรื่องนี้หลายตัวละครต้องเล่นแบบ 2 บุคลิกสลับไปมาตลอดเวลา แถมมีบางคนต้องเล่นหลายคาแรกเตอร์เพิ่มอีกต่างหาก ซึ่งนักแสดงทุกคนเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมทำให้เราอินไปกับเรื่องราวได้จริงๆ แต่อาจจะมีรำคาญบทช่างจ้อของนางเอกตลอดเรื่องบ้างเท่านั้น

แต่ที่ต้องชมมากเป็นพิเศษคือบทของ “แบคคยอง” คู่หมั้นสมัยเด็กที่ชอบทำร้ายจิตใจนางเอก นี่เป็นตัวละครที่ต้องรับบทหนักสุดของเรื่องแทบจะตลอดเวลา โดยตอนแรกบทของเขาในเรื่องก็แค่เป็นเพื่อนตัวเอกประกอบเรื่องไม่ได้เน้นหล่อมาก แถมการออกมาแต่ละครั้งก็ขยี้เหยียบหัวใจนางเอกจนดินแบบถ่อยสุดๆ ขนาดที่คนดูต้องเกลียดตัวละครนี้แน่ๆ แต่พอเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ เราจะได้เห็นพัฒนาการของแบคยองในหลายมิติมาก จนแทบแยกไม่ออกเลยว่าจริงๆ แล้วบทในเรื่องนี้ของเขาถูกวางตำแหน่งจริงๆ ไว้ที่ไหนกันแน่ ซึ่ง LEE JAE WOOK ดาราหน้าใหม่ตีบทแตกกระจุย จนได้คำชมเชยมากสุดในเรื่องนี้แล้ว

รีวิว Extraordinary You ฉันไม่ใช่ตัวประกอบ Netflix

รีวิว  หนังผูกปมการค้นหาความจริงของเหตุการณ์ในเรื่องที่ค่อยๆ ดำเนินไปตามหน้าหนังสือ นางเอกจะได้ยินเสียงพลิกหน้ากระดาษ ก่อนตัดเป็นสเตจไปเรื่อยๆ โดยเรื่องราวในการ์ตูนยังไม่ได้จบ และก็ไม่รู้ว่าจบแบบไหน รวมถึงคำอธิบายของการตื่นรู้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร หนังจะค่อยๆ เฉลยพร้อมเพิ่มกฏข้อห้ามในโลกการ์ตูนแห่งนี้มาเรื่อยๆ ให้เราเข้าใจได้แบบไม่งง แต่อาจจะเยอะหน่อยในตอนแรกที่ใส่เข้ามา ซึ่งตรงนี้มีส่วนที่ต้องใช้ CG เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งออกมาแบบเหนือธรรมชาติ และก็ CG ถอดแบบฟิลเตอร์ในการ์ตูนมาใส่ประกอบฉากให้ดูเป็นการ์ตูนๆ แบบจงใจเสริมเพิ่มความเลี่ยนเข้าไปอีก

สรุปความน่าสนใจ Extraordinary You
ซีรีส์พล็อตฉีกแนวเกาหลีทั่วไปอย่างมาก ด้วยการเอาสูตรน้ำเน่าทั้งหลายมาล้อเลียนให้เลี่ยนยิ่งกว่าปกติ แต่ว่าก็ไม่ได้ทำให้ลดความสนุกแบบน้ำเน่าเกาหลีลงแต่อย่างใด คนเขียนบทฉลาดมากที่หยิบจุดนี้มาขยี้ซ้ำให้เป็นดราม่าสะท้อนไปยังชีวิตตัวประกอบของนางเอก ทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาหาทางลิขิตชีวิตตัวเองใหม่ไม่ให้อยู่ในวังวนน้ำเน่าที่คนเขียนกำหนดไว้ ทำให้ซีรีส์นี้เต็มไปด้วยเรื่องราวการขบถออกนอกกรอบของตัวละคร ที่ชวนให้คิดไปถึงช่วงชีวิตวัยรุ่นที่ต้องออกค้นหาเส้นทางชีวิตของตัวเองเช่นกันครับ

แต่ข้อเสียของเรื่องก็คงเป็นจุดนี้ด้วยเช่นกัน เพราะหนังขายความโรแมนติกน้ำเน่าซ้อนกันหลายชั้น จนถ้าไม่ใช่คนดูที่ฟินอินไปกับเรื่องแบบนี้ได้ ก็คงยากที่จะดูเรื่องนี้สนุกได้แบบที่หนังจงใจให้เป็นแบบนี้ได้เช่นกันครับ
ซีรีส์เรื่องนี้มีหลายจุดที่เอ่ยถึงไม่ได้เพราะจะเป็นการสปอยล์ไป แต่เพื่อความสมบูรณ์ของการรีวิวจึงขอเพิ่มเติมเข้ามาสำหรับคนที่อ่านสปอยล์ได้ไม่มีปัญหานะครับ

เรื่องราวจริงของ “อึนดันโอ” จะพ่วงไปกับตัวละคร “ฮารู” (รับบทโดย Ro-Woon Kim) ซึ่งจะเรียกว่าเป็นพระเอกตัวจริงในเรื่องที่ปรากฎตัวมาอย่างลึกลับแบบตัวประกอบโนเนมไร้ชื่อยิ่งกว่าอึนดันโอ แต่ด้วยความที่โนเนมนี่เอง เขาเลยมีอิสระการกระทำในสเตจหลักมากกว่าตัวละครอื่นที่ต้องเล่นไปตามบทแบบหนีไม่ได้ ทำให้เขาเป็นตัวละครเดียวที่มีความสามารถพิเศษเปลี่ยนแปลงเรื่องราวได้ แต่ก็ต้องแลกมากับการผิดกฏข้อห้ามของโลกการ์ตูน ซึ่งมีบทลงโทษร้ายแรงเช่นกัน ตัวฮารูเองก็เป็นที่มาของชื่อเรื่องนี้ Extra = ตัวประกอบในศัพท์การแสดง Extraordinary = พิเศษเกินปกติ พอบวกคำว่า You เข้าไปด้วยก็คือการที่ฮารูเป็นคนพิเศษมากๆ กับนางเอก ในทางกลับกันนางเอกก็เป็นเช่นเดียวกับฮารู

เรื่องราวปกติที่อึนดันโอต้องเข้าไปช่วยเป็นตัวประกอบให้พระเอกนางเอกในเรื่องสมหวังว่าเน่ามากๆ แล้ว แต่ยังไม่เท่ากับฉากในเรื่องของเธอเองกับฮารู ที่ต้องบอกว่าทีมสร้างครีเอทฉากน้ำเน่ารัวๆ ออกมาได้เลี่ยนกว่าซะอีก เพราะคงไม่มีเรื่องไหนกล้าทำบทพูดน้ำเน่าได้ขนาดนี้อีกแล้ว ด้วยความที่โลกนี้เป็นการ์ตูน จึงทลายกรอบความสมจริงทุกอย่าง ทำให้ฮารูเป็นตัวละครพระเอกชวนฝันแท้ๆ ของผู้หญิงได้สมบูรณ์แบบเกินกว่าเรื่องไหนๆ ที่เคยมีมาแน่นอน (ขนาดพระเอกการ์ตูนในเรื่อง W ที่ว่าสมบูรณ์แบบยังไม่ได้ขนาดนี้เลยครับ) แต่นี่ก็เป็นความสนุกของเรื่องนี้ที่แท้จริงครับ
จุดที่หนังปิดไว้มิดชิดเลยคือ เรื่องราวไม่ได้มีแค่โลกเดียว มีการดึงเอาแนวคิดกลับชาติมาเกิดผ่านการจบของการ์ตูนเล่มก่อนๆ ของผู้เขียนเรื่องนี้มาอธิบายตัวละครในเรื่องปัจจุบัน ซึ่งจุดนี้จะมาช่วงครึ่งหลังของเรื่อง โดยมาในแนวย้อนยุคไปสมัยที่มีราชวงศ์ฮ่องเต้กับทายาทแก่งแย่งชิงบัลลังค์กัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังไม่วายหยิบพล็อตสูตรโบราณเหล่านี้มาเล่นในแบบที่ตัวละครตื่นรู้ และก็พยายามแหกคอกขบถต่อเรื่องราวแนวนี้ที่ทำออกมาซ้ำๆ ให้มีความแตกต่างออกไปอีก แต่ก็ไม่ถึงขั้นตลกในแบบยุคปัจจุบัน และก็ยังดูสนุกในแบบหนังย้อนยุคได้อีกด้วย

ซีรีส์เรื่องนี้มีพล็อตรองคู่อื่นที่ออกมาขโมยซีนสนุกกว่าเรื่องหลักของนางเอกอึนดันโอด้วย ซึ่งแต่ละตัวละครจะมีการตื่นรู้เพิ่มขึ้นมา และก็หาทางมีชีวิตของตัวเอง โดยในรายของพระรอง “อีโดฮวา” (รับบทโดย Jung Gun-Joo) ที่ปกติต้องรับบททำดีแค่ไหนนางเอกก็ไม่รัก แต่มาคราวนี้มีลุ้นมากๆ เพราะบทเปิดโอกาสให้พระรองเด่นกว่าพระเอก แถมแย่งซีนทุกครั้งที่เขาพยายามออกมาพิชิตใจ “ยอจูดา” ซึ่งตอนหลังนางเอกคนนี้เองก็พลิกบทบาทเช่นกัน เรียกว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวรองได้บทบาทการพลิกเรื่องน้ำเน่า แต่ตัวเอกที่โดนว่าเน่าๆ ก็ยังทนกับบทของตัวเองไม่ไหวและขอเป็นตัวเองที่แท้จริงเช่นกัน

Home beartai BUZZ
Extraordinary You
81
“…โลกคือละคร ทุกคนต้องแสดง ทุกคนทนไป…”
มันก็จริงที่วลีนี้เป็นเหมือนกับคอนเซ็ปต์หลัก ๆ ของ ‘โลกการ์ตูน’ ที่นางเอกของเรื่องอย่าง ‘อึนดันโอ’ (รับบทโดย คิมฮเยยุน) และตัวละครอื่น ๆ จะต้องทำใจยอมรับและทำหน้าที่ในฐานะ ‘ตัวละครในการ์ตูนรักหวานแหวว’ กันต่อไป ตามบทบาทของตัวเองที่ถึงแม้ว่าภายในใจของแต่ละคนอาจไม่ได้อยากทำตามบทเหล่านั้นก็ตาม เอาล่ะ… พอเกริ่นขึ้นมาลอย ๆ แบบนี้ก็อย่าเพิ่งมึนงงจนต้องรีบปิดหน้านี้ไปนะคะ เพราะเรากำลังพูดถึง ‘Extraordinary You (어쩌다 발견한 하루)’ ซีรีส์โรแมนติกแฟนตาซี ที่มาพร้อมพล็อตใหม่สุดแปลกประหลาดเล่าเรื่องราวของ…

“อึนดันโอ (รับบทโดย คิมฮเยยุน) เด็กสาววัย 18 ปี หน้าตาดี แถมมีดีกรีเป็นลูกเจ้าของบริษัทผู้ร่ำรวย แต่กลับโชคร้ายที่สุขภาพร่างกายของเธอไม่แข็งแรงนัก จากอาการป่วยด้วยโรคหัวใจอย่างร้ายแรงที่ทำให้เธอต้องป่วยออด ๆ แอด ๆ อยู่บ่อย ๆ มิหน่าซ้ำแม้ว่าภายนอกของเธอจะดูมีความเพียบพร้อมมากสักแค่ไหน แต่ดวงเรื่องความรักของดันโอก็ดันสั้นกุดจุ๊ดจู๋ เมื่อเธอต้องทนแอบรัก แบคคยอง (รับบทโดย อีแจอุค) คู่หมั้นแต่เด็กของเธอแบบข้างเดียวมาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะรักเธอกลับซะด้วยซ้ำ แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า ที่จริงเธอและเพื่อน ๆ ทุกคนในโรงเรียนล้วนแล้วแต่เป็นเพียงตัวละครหนึ่งในโลกของหนังสือการ์ตูนตาหวานเรื่อง ‘ความลับ’ ที่ตัวประกอบทุกตัวจะมีหน้าที่ช่วยกัน ทำให้คู่พระนางตัวจริงได้ลงเอยกันแบบ Happy Ending ก็เท่านั้น!!! นั่นจึงทำให้ดันโอรู้ตัวสักทีว่าที่จริงแล้วเธอนั้นไม่ใช่นางเอกของเรื่องอย่างที่เธอเคยคิด มิหนำซ้ำในตอนสุดท้ายของเรื่อง บทของดันโอนั้นจะต้องตายด้วยโรคหัวใจกำเริบเข้าไปอีก! ปฏิบัติการแหกคอกโลกการ์ตูนเพื่อทวงคืนความเป็นเจ้าชีวิตตัวเองของดันโอจึงเริ่มต้นขึ้นทันที”

ประเภท : โรแมนติก / แฟนตาซี
กำกับ : คิมซังฮยอบ (ผลงานก่อนหน้า ‘The King in Love’)
ผู้แต่งฉบับการ์ตูน : มู รยู (WEBTOON SERIES ‘July Found By Chance’)
แสดงนำ : คิมฮเยยุน, อีแจอุค, โรอุน
วัน-เวลาออนแอร์ : พุธ-พฤหัสบดี เวลา 21.00 น. (ตามเวลาเกาหลีใต้) ออกอากาศวันละ 2 ตอนตอนละ 35 นาที  ดูหนังออนไลน์ 

วิว Reply 1988 | ซีรีส์ฟีลกู้ดของผองเพื่อนในวันวานปี 1988 ครบรส

รีวิว Reply 1988 | ซีรีส์ฟีลกู้ดของผองเพื่อนในวันวานปี 1988 ครบรส

รวมนักแสดง ในซีรีส์ วันวาน 1988

รีวิว หลังจากติดตามซีรีส์ของผู้กำกับ ชินวอนโฮ มาสองเรื่องติดๆ จากทั้ง Prison Playbook แล้วมาต่อด้วย Hospital Playlist จึงอยากจะลองติดตามซีรีส์ในชุด Reply ต่ออีกสักหน่อย ทีแรกก็คิดว่าจะไล่ดูตั้งแต่ภาคแรกที่สร้าง แต่ไปๆ มาๆ ก็เลือกภาคที่อยากดูที่สุดมาแทน ผลจึงมาลงเอยที่ Reply 1988 ซึ่งชื่อไทยของมันก็คือ วันวาน 1988 นั่นแหละครับ

เรื่องย่อซีรีส์ Reply 1988
ย้อนเวลากลับไปยังวันวานของเกาหลีใต้ในปี 1988 ปีที่พวกเขาได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ทุกอย่างในวันนั้นมันดูเก่าและเต็มไปด้วยความทรงจำ เรื่องราวของเด็กกลุ่มเล็กที่เติบโตขึ้นมาในซอยเดียวกัน

ผองเพื่อนทั้งห้าที่แตกต่างกันไป บางคนมีฐานะยากจนเพราะไปค้ำประกันจนต้องอาศัยอยู่ในชั้นใต้ดินในบ้านของอีกคน บางคนก็โชคดีถูกหวยจนกลายเป็นคนร่ำรวย บางบ้านก็มีลูกที่ไม่ค่อยคุยกับแม่ บางบ้านก็มีแต่เด็กที่เติบโตอย่างโดดเดี่ยว ห้าบ้านก็ห้าแบบห้าสไตล์

แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือทั้งห้าบ้านต่างรักกัน เอื้อเฟื้อกัน ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ไปยันรุ่นลูก มิตรภาพที่ซอยเล็กๆ ที่เติบโตผ่านกาลเวลา ผ่านเรื่องเล่าที่พานึกทบทวนเรื่องวันเก่าวันที่เรายังเรียนอยู่มัธยมฯ

ห้าตัวละครหลักใน วันวาน 1988
ซีรีส์ของ ชินวอนโฮ มักจะเล่าเรื่องของกลุ่มแก๊งผองเพื่อน ครั้งนี้เป็นเรื่องกลุ่มเพื่อนสนิททั้งห้าที่บ้านอยู่ในละแวกซอยเดียวกัน เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็ก ลองไล่เรียงกันดูสักหน่อยว่าแต่ละคนมีคาแรกเตอร์ มีที่มา มีนิสัยใจคอแตกต่างกันอย่างไรกันบ้าง

Hyeri (ฮเยริ) เป็น Duk Sun (ซองด็อกซอน)
สาวน้อยเพียงคนเดียวในกลุ่ม ลูกสาวคนกลางของครอบครัวที่เรียกได้ว่ายากจนที่สุดในกลุ่มเพราะพ่อของเธอดันไปเซ็นค้ำประกัน ในที่สุดครอบครัวของด็อกซอนก็ต้องมาอยู่ในห้องใต้ดินของบ้านจองฮวาน ด็อกซอนค่อนข้างมีชีวิตที่น่าสงสารในตอนต้น ชีวิตของเธอต้องไขว่คว้าทุกอย่างด้วยตัวเอง ซ้อมหนักเพื่อจะได้เป็นคนถือป้ายในพิธีเปิดโอลิมปิก พยายามเข้าประกวดเต้นเพราะอยากได้ซาวด์อะเบาท์ที่พ่อไม่มีเงินซื้อให้ ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่มีความสามารถด้านการเต้นแม้สักนิดเดียว

เธอมักถูกแหย่เย้าว่าขี้เหร่แต่โตมาแล้วสวย เป็นพวกขี้ลืม ขี้ง่วง แถมยังเรียนได้อันดับที่โหล่ของห้อง แต่กลับกลายเป็นศูนย์กลางของความรักหลายเส้า

Ryoo Joon Yeol (รยูจุนยอล) เป็น Jung Hwan (จองฮวาน)
เด็กหนุ่มในครอบครัวที่เคยยากจนที่สุด แต่เพราะจองฮวานถูกหวย พวกเขาจึงกลายเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในละแวก มีบ้านหลังใหญ่โต ฝ่ายพ่อของเขาก็มีหน้าที่การงานที่ดีขายเครื่องใช้ไฟฟ้า สลับกับครอบครัวของด็อกซอนที่ยากจนกะทันหันจนต้องมาอยู่ในชั้นใต้ดินของบ้านจองฮวาน

เดิมทีเขาก็เป็นคนเงียบๆ ที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใครแต่ก็เริ่มจะดีขึ้นเรื่อย เป็นอีกคนที่ชอบด็อกซอน

Ko Gyung Pyo (โกคยองพโย) เป็น Sun Woo (ซอนอู)
หนุ่มที่เป็นทั้งหัวหน้าห้องและประธานนักเรียน เรียนเก่ง เล่นกีฬาก็เก่ง เพราะความที่สูญเสียพ่อไป เขาจึงมีชีวิตอยู่กับแม่เลี้ยงเดี่ยวกับน้องสาวที่ยังเล็กมาก เป็นเด็กหนุ่มที่อ่อนโยนอบอุ่น และรักครอบครัว

Park Bo Gum (พัคโบกอม) เป็น Taek (ชเวแท็ก)
เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้เรียนเหมือนกับคนอื่นๆ วันทั้งวันเอาแต่เล่นโกะ ซึ่งผลก็คือเขาเล่นโกะเก่งมากจนออกจากโรงเรียน ตระเวนแข่งขันบินไปหลายประเทศและชนะจนคว้าเงินรางวัลจนสามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ แต่อย่างอื่นเขาไม่เก่งเลย ใช้ตะเกียบก็ไม่เป็น เพราะสูญเสียแม่ไปแต่เด็ก ทำให้ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในบ้านเพียงสองคนกับพ่อที่เป็นคนเรียบร้อย เป็นเจ้าของกิจการจิวเวลรี่ (แต่ในร้านมีนาฬิกาเยอะเนอะ) ที่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะบอกรักลูกตรงๆ แท็กเป็นผู้ชายที่เงียบๆ เรียบร้อย พูดน้อย อ่อนน้อมถ่อมตน และค่อนข้างใจเย็น ส่วนหนึ่งก็คงเพราะเป็นคนเล่นโกะด้วยแหละ

Lee Dong Hwi (อีดงฮวี) เป็น Dong Ryong (ดงรยง)
ลูกชายของคุณครูใหญ่ ครูฝ่ายปกครองของโรงเรียน เด็กที่แทบจะไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่เท่าไหร่เวลาอยู่บ้าน จะได้เจอหน้าพ่อ (Yoo Jae Myung จากซีรีส์ Itaewon Class, Life และ Prison Playbook) ก็ต่อเมื่อทำอะไรผิด เช่นไปดูหนังโป๊ เป็นต้น บุคลิกอาจไม่โดดเด่นมากนักแต่เขาก็เป็นคนชักนำเพื่อนๆ แต่ในทางที่ดีๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะชวนเพื่อนเช่าหนังโป๊ อ่านการ์ตูนโป๊เนี่ย


รีวิว ซีรีส์ Reply 1988
โดยรวมๆ แล้วมันก็ซีรีส์ที่เล่าเรื่องของเกาหลีในอดีตผ่านเรื่องราวของครอบครัว เพื่อน และความรัก ด้วยการใช้ส่วนผสมของไลฟ์สไตล์ สิ่งของ บ้านเมือง เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น ห้อมล้อมด้วยเพลงเพราะๆ ในอดีต ผ่านตัวละครที่มีความหลุดโลกบ้าง บ้าบอบ้าง และดูน่าจะใกล้เคียงกันคนจริงๆ บ้าง เพื่อสร้างเรื่องราวให้มันเดินไปแบบมีมุก

เอาล่ะ งั้นเราแยกออกมาเป็นประเด็นๆ กันไปเลยดีกว่า…

ครอบครัว
ห้าเพื่อนที่มาจากห้าครอบครัวที่แตกต่างกันทั้งด้านฐานะและองค์ประกอบ บ้างขาดพ่อ บ้างก็ขาดแม่ และบางครอบครัวก็มีพร้อมหน้า แต่ก็เป็นห้าครอบครัวที่รักกันมากที่สุด ไม่เคยทะเลาะกันเลย คอยแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันยามใครมีปัญหา แม้ต่างครอบครัวต่างก็มีปัญหาภายใน

อย่างเช่นในวันที่แม่ของซอนอูได้รับโทรศัพท์ว่าคุณแม่ของเธอจะเยี่ยมเยือนกะทันหัน ด้วยความที่มีชีวิตอยู่ด้วยเงินบำนาญของสามีที่เสียไป จึงมีฐานะที่ไม่ค่อยดีนักและไม่อยากให้แม่ตัวเองไม่สบายใจ จึงต้องไปขอหยิบยืมหลายสิ่งหลายอย่างในบ้านหลังใหญ่ของครอบครัวจองฮวาน เป็นฉากที่น่าจดจำและน่ารักมากอีกฉากหนึ่งในเรื่องนี้

เหล่าแม่บ้านก็มักจะมีแคร่ตัวนึงที่วางอยู่ริมถนนหน้าบ้าน พวกเธอก็มักจะมานินทาผัวกันเป็นประจำ บางทีก็มีการประชุมกันภายในบ้านเพื่อแก้ปัญหาอะไรสักอย่างหนึ่ง

เพื่อน
วันวาน 1988 เป็นเรื่องราวของเหล่าเพื่อนทั้งห้าที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน รู้จักกัน เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็ก ซีรีส์เรื่องนี้ส่วนใหญ่ก็จะเล่าเรื่องในช่วงที่พวกเขายังเป็นวัยรุ่น ช่วงปี 1988 ที่มีหลายเรื่องเกิดขึ้นมากมาย พวกเขาเริ่มโตจนใกล้จะเป็นผู้ใหญ่ ความผูกพัน ความห่วงใย ความช่วยเหลือเกื้อกูล ทั้งหมดนี้มันก็คือส่วนหนึ่งของความหมายของคำว่า “เพื่อน” ของพวกเขา

ความสนุกสนาน การชักชวนกันทำเรื่องบ้าๆ บวมๆ โดยไม่มีเรื่องเพศมาขีดคั่น ทั้งยังเป็นช่วงเวลาแห่งการค้นหาและดิ้นรน เมื่อบางคนอยู่ในครอบครัวที่ยากจน หลายอย่างต้องลำบากเพื่อให้ได้มา และก็มีผองเพื่อนที่ยินดีมาช่วยเหลือเสมอๆ

โดยรวมแล้วมันคือมิตรภาพที่เติบโตผ่านกาลเวลานั่นแหละ

ความรัก
ความพิเศษอย่างหนึ่งของซีรีส์ที่เล่าเรื่องในอดีตของคนเดียวในปัจจุบันก็คือ มันจะเล่าย้อนกลับไปในช่วงวัยรุ่น ในวันที่มีความรักครั้งแรก ความไม่ประสีประสาในเรื่องนี้ก็อาจจะก้าวเดินแปลกๆ ไปบ้าง อาจมีโมเมนต์ของการแอบชอบ การเข้าใจผิดคิดว่าเขาชอบเรา การบอกรักแล้วโดนปฏิเสธ การพัฒนาของความรักที่ค่อยเป็นค่อยไป

ทุกอย่างเหมือนจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเลือกคนรักและความรักในกาลปัจจุบัน

โหยหาอดีต
ด้วยการเล่าสลับไปสลับมาระหว่างปัจจุบันและอดีต โดยมุ่งเน้นเล่าเหตุการณ์ในอดีต เหมือนการพาคนดูที่มีอายุและอยู่อาศัยบนโลกนี้มาประมาณหนึ่งได้ดึงความทรงจำในอดีตให้กลับคืนมามีชีวิตในปัจจุบันอีกครั้ง ทั้งเหตุการณ์บ้านเมือง เพลงและหนัง แม้ว่าสำหรับคนไทยแล้ว นั่นจะเป็นเรื่องราวที่น่าจะกระเทาะโดนใจคนเกาหลีที่สุด ก็ยังนับว่าพอซึมซับและอินไปด้วยกันได้ เพราะบางสิ่งก็เป็นอะไรที่เราเคยผ่านมาด้วยเหมือนๆ กัน

ซีรีส์สลับด้วยเหตุการณ์ในปัจจุบัน ที่จะเป็นการเล่าเรื่องของนางเอกที่นึกย้อนกลับไปในอดีต ทั้งปล่อยให้คนดูคาดเดากันเอาเองว่า ตกลงสามีของเธอในปัจจุบันนี่คือเพื่อนคนใดในอดีตกันแน่

เป็นซีรีส์ในชุด Reply ซึ่งมีทั้งหมดสามเรื่อง หลายคนแนะนำให้ดูตามลำดับการสร้างเพราะจะมีกิมมิกเล็กๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้น

Reply 1997 / ย้อนรอยรัก 1997 (tvN / 2012)
Reply 1994 / 1994 คิดถึงเธอ (tvN / 2013)
Reply 1988 / วันวาน 1988 (tvN / 2015)
คำเตือน: การรับชมซีรีส์เรื่องนี้ผ่าน Netflix อาจมีขัดใจอยู่บ้างที่ได้พบแต่ภาพที่เบลอโน่นเบลอนี่ไปสารพัด ทั้งภาพในทีวีและโปสเตอร์ต่างๆ จนต้องทำใจ

Reply 1988 … ซีรีส์ที่จะทำให้เราเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ครอบครัว” และหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราวในวันเก่า ๆ แล้วนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว หาผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตากับความอิ่มเอมใจนี้ไปพร้อม ๆ กันนะคะ ^^

ซีรี่ส์บอกเล่าเรื่องราวในช่วงปี 1988 ของกลุ่มเพื่อนสนิท 5 คนที่รักและผูกพันกันมาก เพราะอาศัยอยู่ละแวกบ้านเดียวกันและเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ประกอบไปด้วย ด็อกซอน (รับบทโดย ฮเยริ) สาวคนเดียวในกลุ่มที่นิสัยร่าเริงสนุกสนานเฮฮาแก่นเซี้ยวตามวัย ครอบครัวอบอุ่นแต่ฐานะยากจนและอาศัยอยู่ชั้นใต้ดินของบ้าน จองฮวัน (รับบทโดย รยูจุนยอล) หนุ่มเงียบขรึมไม่ค่อยแสดงความรู้สึกแต่จิตใจดี ครอบครัวร่ำรวยขึ้นมาในพริบตาเพราะถูกล็อตเตอรี่ ซอนอู (รับบทโดย โกคยองพโย) ชายหนุ่มอ่อนโยนอบอุ่นรักครอบครัวและเรียนเก่ง ซอนอู อยู่กับแม่ที่เลี้ยงครอบครัวคนเดียวเพราะพ่อเสียแล้วและมีน้องสาวเด็กน้อยอีก 1 คน ดงรยอง (รับบทโดย อีดงฮวี) ชายหนุ่มที่สนุกสนานไปวัน ๆ ครอบครัวมีฐานะมั่นคงแต่พ่อแม่ทำงานเยอะจนไม่มีเวลาจึงทิ้งไว้ให้แต่เงิน ทั้ง 4 คนนี้ยังเป็นนักเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย และคนสุดท้าย แทค (รับบทโดย พัคโบกอม) หนุ่มเชื่องช้าพูดน้อยน่ารักจริงใจและเป็นนักเล่นหมากล้อมมืออาชีพที่มีความสามารถ ได้แชมป์มามากมายนับไม่ถ้วน จนถึงกับลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาเอาดีทางนี้ ครอบครัวนี้มีพ่อเป็นคนเลี้ยงลูกคนเดียวเช่นเดียวกันและเป็นเจ้าของร้านขายนาฬิกา ฐานะค่อนข้างดี ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว ซีรีส์ True Beauty (ความลับของนางฟ้า) ซีรีส์แนวโรแมนติกคอมเมดี้

รีวิว ซีรีส์ True Beauty (ความลับของนางฟ้า) ซีรีส์แนวโรแมนติกคอมเมดี้

พีดี “True Beauty” เผยเหตุผลในการคัดเลือกนักแสดงชาอึนอู(Cha Eun Woo),  มุนกายอง(Moon Ga Young) และฮวางอินยอบ(Hwang In Yeob) ข่าวบันเทิงเกาหลี  seoul2me.com

รีวิว ตอนนี้กระแสของซีรีส์ True Beauty มาแรงมาก หากใครที่ยังไม่ได้ดูถือว่าเชยสุด ๆ เพราะว่าซีรีส์เรื่องนี้ติดแฮชแท็กทวิตเตอร์ทุกครั้งที่ออกอากาศ ตอนนี้ซีรีส์ดำเนินมาถึง Ep.ที่ 14 แล้ว เรื่องราวก็เริ่มที่จะเข้มข้น True Beauty เป็นซีรีส์ที่มีส่วนผสมที่ลงตัวมากมีทั้งโรแมนติก คอมเมดี้ และดราม่า โดยผู้ชมสามารถรับชมได้ที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Viu ตัวเรื่องจะบอกเล่าเรื่องราวของนักเรียนสาวมัธยมปลายที่ชื่อว่าอิมจูกยอง เธอมีหน้าตาที่ไม่สวยจึงถูกเพื่อนร่วมโรงเรียนหัวเราะเยาะเพื่อหลีกหนีการกลั่นแกล้งเธอจึงต้องย้ายไปโรงเรียนใหม่ ระหว่างปิดเทอมเธอได้เรียนรู้สิ่งมหัศจรรย์ของการแต่งหน้าและดูเหมือนว่าจะได้พบกับชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น เมื่อหนุ่มหล่ออย่างอีซูโฮมาล่วงรู้ความลับของเธอ

หากคุณเคยติดตาม Webtoon คุณจะรู้ดีว่าซีรีส์เรื่องนี้สร้างจากซีรีส์ Webtoon ที่ได้รับความนิยมมากเขียนโดยนักเขียนอย่าง Yaongyi นี่เป็นเว็บตูนเรื่องแรกของ Yaongyi แต่กระแสนั้นดีมากและกลายเป็นเว็บตูนฮิตติดอันดับ 1 บนชาร์ตของเว็บตูนมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้แฟน ๆ จึงรอคอยที่จะได้เห็นเว็บตูนเรื่องนี้มีชีวิตขึ้นมา การสร้างซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายเลยต้องมีการใช้ความคิดและการวางแผนมากมายในซีรีส์ เนื่องจากเว็บตูนมีฐานแฟนคลับจำนวนมากอยู่แล้วดังนั้นความคาดหวังเลยมีมากขึ้น แต่เมื่อคุณได้ดูคุณจะไม่ผิดหวัง

เรื่องย่อ True Beauty
True Beauty เป็นเรื่องราวของอิมจูคยอง (มุนกายอง) แฟนหนังสือการ์ตูนสยองขวัญ เธอเป็นคนขี้อายแต่มีความเชี่ยวชาญศิลปะการแต่งหน้า เธอมีหน้าตาที่ไม่สวยจึงถูกเพื่อนร่วมโรงเรียนหัวเราะเยาะ

เพื่อหลีกหนีการกลั่นแกล้งเธอจึงต้องย้ายไปโรงเรียนใหม่ ระหว่างปิดเทอมเธอได้เรียนรู้สิ่งมหัศจรรย์ของการแต่งหน้าและดูเหมือนว่าจะ

ได้พบกับชีวิตใหม่ที่ดีกว่าในโรงเรียนใหม่ การไปโรงเรียนใหม่ด้วยการแต่งหน้าวันแรก เธอได้กลายเป็นคนที่สวยที่สุดของโรงเรียนในชั่วข้ามคืน

อย่างไรก็ตามเธอพยายามอย่างมากเพื่อไม่ให้ใครได้เห็นหน้าสดของเธอ ในขณะที่เธอกังวลเกี่ยวกับใบหน้าเธอก็ได้ไปเจอกับผู้ชายหล่อสองคนนั้นคืออีซูโฮ

(ชาอึนอู)และฮันซอจุน (ฮวางอินยอบ) จึงเกิดเป็นเรื่องราววุ่นวายขึ้นระหว่างชาย 2 หญิง 1 บวกกับการที่เธอจะต้องพยายามทุกอย่างเพื่อปกปิดหน้าสดของเธอ

จุดเด่นของ True Beauty อยู่ที่การเล่าเรื่องที่ติดตามได้ง่าย รูปแบบงานศิลปะยังสดใสเป็นที่ชื่นชอบและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

โดยที่ผู้เขียนมักจะวาดภาพเพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการแต่งหน้าของอิมจูกยอง ซึ่งเราขอบอกเลยว่าชาอึนอูและฮวางอินยอบนั้นหน้าตาเหมือนกับตัวการ์ตูนที่หลุดออกมาจากเว็บตูนจริง ๆ เลย

ข้อมูลทั่วไปของซีรีส์ True Beauty : ความลับของนางฟ้า
แนวซีรีส์ โรแมนติก คอมเมดี้
สร้างโดย Dragon Studio และ TvN
เขียนบท อีซีอึน
กำกับการแสดงโดย คิมซางฮยอบ
ช่องทางออกอากาศ TvN และ Viu
จำนวนตอน 16 ตอน ตอนละ 73 นาที
นักแสดงนำ มุนกายอง (อิมจูกยอง)
ชาอึนอู (อีซูโฮ)
ฮวังอินยอบ (ฮันซอจุน)
พัคยูนา (คังซูจิน)
นักแสดงสมทบ
จางฮเยจิน (ฮงฮยอนซอก)
จองจุนโฮ (อีจูฮอน)
อิมเซมี (อิมฮคยอง)

ทำไมต้องดู True Beauty ?

1. พล็อตเรื่องที่น่าสนใจ

True Beauty บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวข้องกับหญิงสาวชื่อว่า อิมจูกยอง (มุนกายอง) ซึ่งเธอเป็นคนเดียวในบ้านที่มีหน้าตาแปลกออกไป

เธอสังเกตเห็นมาโดยตลอดว่าผู้คนรอบตัวเธอมักชอบวิจารณ์รูปร่าง หน้าตาของเธอและเธอก็ถูกเพื่อนบูลลี่และกลั่นแกล้งมาตลอดทั้งชีวิต

วันหนึ่งโชคก็เข้าข้างเธอเมื่อแม่ของเธอบอกเธอว่าครอบครัวต้องย้ายกลับบ้านเกิดเดิมเนื่องจากพ่อของเธอได้สูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมากกับการหลอกลวง

อิมจูกยองจึงได้ใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมเรียนทักษะการแต่งหน้าเพื่อปรับรูปลักษณ์ตัวเองให้ดูสวยงามขึ้น เมื่อแต่งหน้าแล้วเธอก็

ประสบความสำเร็จไม่น้อยและได้โอกาสที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่โรงเรียนใหม่ของเธอ
เมื่อไปเรียนโรงเรียนใหม่เธอก็ได้พบกับอีซูโฮ(ชาอึนอู) เธอไม่รู้ว่าอีซูโฮคือคนที่ช่วยพาเธอออกจากตึกร้างและดูเหมือนว่าเขาจะจำได้

เธอได้ใช้เทคนิคมากมายในการตกแต่งใบหน้า แต่แน่นอนว่าอิมจูกยองไม่ได้ผิดเพราะการแต่งหน้าคือทั้งหมดที่เธอมีและอิมจูกยองก็ตั้งใจที่จะรักษามันไว้เช่นนั้น จึงเลือกที่จะปิดบังความลับไว้ไม่ให้ใครรู้

ปกติซีรีส์เกาหลีจะมีตัวละครที่มีใบหน้าสวยงาม ผู้หญิงก็สวย ผู้ชายก็หล่อ ในโลกของซีรีส์นั้นเต็มไปด้วยการแต่งหน้าและนำเสนอแฟชั่นการแต่งหน้า แต่ True Beauty

นำเสนอเรื่องราวที่ต่างออกไปโดยเปลี่ยนให้นางเอกหน้าตาไม่สวย แม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะดูเป็นเรื่องตื้น ๆ แต่ก็มีองค์ประกอบที่น่าขบขันที่ช่วยเปิดเผยประเด็นที่จริงจังและละเอียดอ่อนที่ผู้คนส่วนใหญ่ในเกาหลีใต้ประสบพบเจอ

นั่นก็คือ “การบูลลี่” อย่างไรก็ตามเราขอบอกเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้สามารถดึงดูดผู้ชมให้สนใจเรื่องราวของอิมจูกยองและเส้นทางของเธอในการปรับตัวรวมทั้งการค้นหาการยอมรับในตัวเธอเองด้วย

2. มีนักแสดงนำชายที่ดึงดูดใจผู้ชม

มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ผู้คนชอบซีรีส์เรื่องนี้ หนึ่งในเหตุผลเหล่านี้รวมถึงการมีนักแสดงอย่างดาวรุ่งอย่างชาอึนอูร่วมแสดงเป็นพระเอก เมื่อมีข่าวออกมาว่าเขาจะรับบทนำในซีรีส์เรื่องนี้ผู้คนก็ต่างก็มีความสุข

เพราะว่าเขาเหมาะสมกับบทบาทนี้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกทั้งถอดแบบมาจากการ์ตูนเลย โดยนักเขียนเคยเปิดเผยแล้วว่าตัวละครอีซูโฮได้แรงบันดาลใจมาจากชาอึนอู

ส่วนตัวละครฮันซอจุนก็ได้แรงบันดาลใจมาจากหนุ่ม JB (Got7) และควอนฮยอนบิน

ชาอึนอู ในเรื่องนี้ชาอึนอู วง Astro รับบทเป็นอีซูโฮหนุ่มสุดฮอตที่แสนจะเย็นชา เขามีหน้าตาที่หล่อเหลา เรียนเก่งเป็นอันดับต้น ๆ ของชั้นเรียน อีซูโฮไม่ค่อยมีเพื่อนและเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก

แต่แน่นอนคาแร็กเตอร์นี้เป็นอุบายที่จะดึงดูดเราให้ดู เพราะในภายหลังเขาตกหลุมรักหญิงสาวที่หน้าตาไม่สวย แต่เขาก็พยายามจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อหญิงสาวที่เขาหลงรัก รู้ดีกันอยู่แล้วว่าชาอึนอูมีผลงานการแสดงมายาวนานและแม้ว่าการแสดงจะไม่ใช่อาชีพแรกที่เขาเลือกแต่เขาก็เคยฝากผลงานในเรื่อง

My ID Is Gangnam Beauty ไว้แล้ว ในเรื่อง My ID Is Gangnam Beauty เขาเล่นบทบาทเย็นชาและลึกลับได้ดีมาก ส่วนในเรื่อง True Beauty

เคมีของชาอึนอูกับมุนกายองนั้นเข้ากันได้ดีมากเลยทีเดียว

ฮวางอินยอบ ฮวางอินยอบเป็นนักแสดงที่ไม่ได้มีกระแสมากมายนักในช่วงแรก แต่ขอบอกเลยว่ามันคุ้มค่ากับการรอคอยมากเมื่อเข้าได้แสดงซีรีส์เรื่องนี้

ฮวางอินยอบรับบทเป็นฮันซอจุนนักเรียนมัธยมปลายที่ไม่เอาอะไรเลย เรียนก็ไม่ยุ่งกับผู้หญิงก็ไม่สนใจ ในอดีตเขาเคยเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดกับอีซูโฮ แต่กลับมีปัญหากันทำให้บรรยากาศในเรื่องตึงเครียดมาก

ฮันซอจุนเป็นบทบาทที่ทำให้สาว ๆ หลายคนหลงรัก เขาเป็นแบดบอย ขี่มอเตอร์ไซค์และทำตัวเสเพลไปวัน เสน่ห์ในจุดนี้ทำให้เขาเป็นตัวละครที่น่าค้นหามาก

ฮวางอินยอบนั้นเคยได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมด้วยลุคที่ดูเป็นเด็กและเป็นแบดบอยมาแล้ว ในผลงานซีรีส์ล่าสุดเรื่อง 18 Again ใครจะไปรู้ว่าหนุ่มหล่ออายุ 30 ต้น ๆ

นี้จะสามารถรับบทบาทเป็นเด็กมัธยมวัยละอ่อนได้

3. มีนักแสดงนำหญิงที่น่ารักสดใส

ในส่วนนี้เราจะพูดถึงนักแสดงสาวอย่างมุนกายอง ขอบอกเลยว่าแฟนซีรีส์เกาหลีทุกคนต่างอยากเป็นมุนกายองซักครั้ง นั่นเป็นเพราะว่าเธอได้แสดงบทบาทคู่กับนักแสดงนำชายหน้าตาดีเป็นจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็นวง EXO, อูโดฮวาน และคิมซอนโฮ แล้วเรื่อง True Beauty ก็ยังได้มาประกบชาอึนอูอีกด้วย
มุนกายองมาแสดงเรื่องนี้เพื่อรับบทบาทของหญิงสาวที่มีปมในเรื่องที่หน้าตา เธอเพียงแค่ต้องการการยอมรับและเพื่อน ๆ

นอกจากบทบาทดราม่าแล้วคุณจะเห็นได้ความมีอารมณ์ขันและการแสดงแบบตลก ๆ จากเธอด้วย ขอบอกเลยว่ามุนกายองแสดงตลกได้ดีมาก

จนเราหวังว่าเธอจะได้รับบทบาทแบบนี้อีกต่อไปเรื่อย ๆ

4. ซีรีส์นำเสนออุตสาหกรรมความงามและความบันเทิงของเกาหลี

เมื่อดู True Beauty หลายคนอาจจะพยายามพูดว่าให้เรายอมรับความสวยงามตามฉบับของตัวเอง แน่นอนมันเป็นเรื่องดีและเราไม่อาจจะแย้งความคิดนี้ได้

เรารู้ดีว่าการสวมแว่นตาและเป็นสิวไม่ได้แปลว่าเราจะขี้เหร่ แต่เราขอบอกไว้เลยว่ายังมีอีกหลาย ๆ ประเทศที่ยังคงต่อสู้กับมาตรฐานความงามโดยเฉพาะเกาหลีใต้

เกาหลีใต้จึงมีอุตสาหกรรมเครื่องสำอางที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก มันเลยไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสอนหญิงสาวให้ภูมิใจในใบหน้าของตัวเอง
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องก็คือซีรีส์นำเสนอรูปแบบความรุนแรงของอุตสาหกรรมบันเทิง

ที่มีการ Cyber Bullying ซึ่งเป็นสถานการณ์หนึ่งที่พบได้บ่อยมากในเกาหลีใต้ แต่นอกจากเกาหลีใต้แล้วประเด็นนี้ก็มีอยู่ในทุก ๆ ประเทศที่มีธุรกิจเพลงหรือภาพยนตร์ที่เฟื่องฟู

คนที่ไม่ชอบศิลปินนั้น ๆ มักจะคุกคามและด่าทอด้วยความเกลียด ส่งผลให้ศิลปินหลายคนมีปัญหาเรื่องโรคซึมเศร้า เรื่องราวของ True Beauty

ได้นำเสนออดีตของอีซูโฮและฮันซอจุน ที่เคยสนิทกันมากแต่มีเรื่องที่บาดหมางกันเพราะเพื่อนของเขาที่ไอดอลเสียชีวิตลงจากการฆ่าตัวตาย

5. หากคุณเครียด True Beauty จะช่วยคุณ

True Beauty เป็นซีรีส์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการรับชมในช่วงเวลาที่เครียด เพราะมันเป็นซีรีส์ที่เรียบง่าย เข้าใจง่ายและนำเสนอความขบขันให้กับคุณ

ขอบอกเลยว่าซีรีส์มีหลายช่วงหลายตอนแรกที่คุณอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ นั่นเป็นเพราะผู้กำกับคิมซังฮยอบ (ซึ่งคุณอาจรู้จักผลงานจาก Extraordinary You) เขาจะนำเสนอความสนุกสนานของซีรีส์ในรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคิดไปเองของตัวละคร การทะเลาะ

การขัดแย้งของตัวละคร รวมไปถึงความรักก็นำเสนอเรื่องราวที่ขบขัน หากไม่ได้ดูขอบอกเลยว่าพลาด
สุดท้ายแล้วเราขอบอกเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้น่าติดตามมาก

แต่ระวังไว้เลยว่าคุณอาจจะมีอาการ Second Lead Syndrome หรือที่เรียกว่า SLS คืออาการรักพี่เสียดายน้องหรือรักพระเอกแต่เสียดายพระรอง เรื่องราวของ True Beauty

จะถูกกำหนดไว้ในรูปแบบสามเหลี่ยม คือมีผู้หญิง 1 คนและผู้ชาย 2 คนอยู่ในสามเหลี่ยมนั้น ซึ่งผู้ชายทั้งสองก็ต่อสู้กันอย่างดุเดือด True Beauty เป็นซีรีส์ที่รู้จักกันดีในเรื่องรักสามเส้า

นอกเหนือจากนี้ก็ได้แนะนำแบรนด์เครื่องสำอางและการออกแบบตัวซีรีส์ตามไอดอลจริง ๆ ซีรีส์มีความพิเศษขนาดนี้ไม่ดูก็คงไม่ได้แล้วล่ะค่ะ ดังนั้นอย่าลืมไปดูซีรีส์

True Beauty กันนะคะ สามารถรับชมได้ทางช่อง TvN และ Viu ค่ะ และหากต้องการรับชมซีรีส์ใหม่ในปี 2021 ก็สามารถไปได้ ซีรีส์เกาหลีปี 2021 ค่ะ

True Beauty” แนะนำตัวละครของชาอึนอู(Cha Eun Woo), มุนกายอง(Moon Ga Young)  และอีกมากมายในโปสเตอร์ใหม่ ข่าวบันเทิงเกาหลี seoul2me.com

จากการ์ตูนเรื่องยอดอันดับหนึ่งจากเว็บตูน สู่ซีรีส์เกาหลีเรื่องเยี่ยมที่นำมาทำซีรีส์ แอดรอคอยมานานและแล้วก็จะได้ดูแล้ว ส่วนตัวแอดก็ชอบการ์ตูนความลับนางฟ้าอยู่แล้ว และวันนี้ก็มีแบบซีรีส์ด้วยบอกได้คำเดียวปังแน่นอนจ้า ได้นักแสดงนำมุนกายอง,ชาอึนอู,ฮวังอินยอบ,พัคยูนา โอ้โฮ้แค่นักแสดงก็เหมือนในการ์ตูนแล้ว บอกเลยว่าใครไม่ได้ดูซีรีส์เรื่องนี้นะพลาดอย่างแรง สามารถรับชมและติดตามได้ tvNและซับไทยถูกลิข

-มุนกายอง(Moon Ga young) รับบท อิมจูกยอง,lm Ju gyeong อิมจูกยองจากลูกเป็ดขี้เหร่กลายเป็นหญิงสาวที่สวยโดดเด่นจากทักษะการแต่งหน้าและเธอนั้นไม่อยากเปิดเผยใบหน้าสดของเธอนั้นให้ใครได้เห็น แต่แล้ววันหนึ่งก็มีหนุ่มหล่อชื่อลีซูโฮมาเห็นหน้าสดของเธอเข้าโดยบังเอิญ แต่เธอเป็นคนที่สดใสและมองโลกในแง่ดี จะมีวิธีรับมือกับปัญหานี้อย่างไงนะ มาช่วยกันลุ้นไปพร้อมๆกันนะ

-ชาอึนอู(Cha Eun Woo) รับบท ลีซูโฮ,Lee suho ลีซูโฮชายผู้สมบูรณ์แบบไปหมดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์การเรียนดีและยังมีทักษะการเล่นกีฬาบาส เกตบอลที่ยอดเยี่ยมและไม่ว่าใครก็ต่างหลง ใหลในตัวเขาได้อย่างง่ายดาย ด้วยความบัง เอิญเขากลับได้ล่วงรู้ความลับของอิมจูกยองสาวสวยที่สุดในโรงเรียน เขานั้นจะช่วยเธอปกปิดความลับนี้ หรือจะช่วยเธอกันแน่นะ มารอลุ้นกัน

-ฮวังอินยอบ(Hwang In yeop) รับบท ฮันซอจุน,Han seo jun ฮันซอจุนชายหนุ่มผู้มีบุคลิกภายในเป็นคนที่อ่อนโยนและอบอุ่นซึ่งขัดกันกับภาพลักษณ์ภายนอกของเขา ภายนอกของเขาเป็นคนที่เย็นชา เกเรชอบเข้าพวกกับอันธพาล แต่ลึกๆแล้วก็แอบชอบอิมจูกยองแล้วค่อยช่วยเหลือเธออยู่ห่างๆv

-พัคยูนา(Park Yoo na) รับบท คังซูจิน ,Kangw su jin คังซูจินหญิงสาวที่เพียบพร้อมไม่ว่าจะหน้าตาที่สวยมีความฉลาดหลักแหลมและยังมาจากครอบครัวที่มีพื้นฐานที่ดี แต่เธอนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับลีซูโฮและฮันซอจุนอย่างไร หาคำตอบไปพร้อมๆกัน

เรื่องย่อ : True Beauty เป็นซีรีส์แนวโรแมนติกคอมเมดี้เกี่ยวกับสาวมัธยมปลาย อิมจูกยอง ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังหลังจากที่เธอเชี่ยวชาญศิลปะการแต่งหน้าจาก YouTube เธอกลายเป็นเทพธิดาเพราะฝีมือการแต่งหน้าของเธอ แต่ยอมตายดีกว่าที่จะเปิดเผยใบหน้าที่เปลือยเปล่าให้ใครเห็น มันบอกเล่าเรื่องราวความรักของเธอกับชายเพียงคนเดียวที่เห็นเธอโดยไม่ต้องแต่งหน้า ลีซูโฮเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ดูเย็นชาเพราะอดีตอันดำมืดของเขา แต่แท้จริงแล้วเขาห่วงใยพวกเขาเติบโตขึ้นเมื่อได้พบกันโดยแบ่งปันความลับและพบรักกัน แต่ลีซูโฮจะทำให้อิมจูกยองได้พบกับความงามที่แท้จริงของเธอหรือไม่

ชื่อไทย : ความลับนางฟ้า

ชื่ออังกฤษ : True Beauty

ชื่อเกาหลี : 여신강림(yeosinganglim)

ผู้อำนวยการ : คิมซังฮยอบ(Kim sang Hyub) ผลงานก่อนหน้านี้ “The king Loves , Extraordinary you”

ผู้เขียนบท : ลีชีอึน(Lee si eun) ผลงานก่อนหน้านี้ “Rude Miss Young Ae”

ผู้แต่งการ์ตูน : ยาอองอี (Yaongyi) นามปากกานักแต่งการ์ตูนจากเว็บตูน

ประเภท : คอมเมดี้,โรแมนติก

จำนวนตอน : 16

ปี : 2020

สถานะ : กำลังออนแอร์

ระยะเวลาออนแอร์ : 9 ธันวาคม 2020 – 28 มกราคม 2021

ออกอากาศวัน : พุธ – พฤหัสบดี

ระยะเวลา : 1ชั่วโมง 10นาที

การให้คะแนนเนื้อหา : 15+ วัยรุ่นอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป  ดูหนังออนไลน์ 

 

รีวิว To All the Boys I’ve Loved Before แด่ผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยรัก

รีวิว To All the Boys I’ve Loved Before แด่ผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยรัก

รีวิว To all the boys I've loved before รักใสๆและจดหมายทั้ง 5 ฉบับ

To All the Boys I’ve Loved Before แด่ผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยรัก

รีวิว มีใครไม่เคยมีความรักสมัยมัธยมไหมค่ะ ไหนบอกกันหน่อย เชื่อว่าหลายคนและเกือบทุกคนเลยดีกว่าต่างมีประสบการณ์มัธยมที่ยังคงตรึงอยู่ความทรงจำ ไม่ว่าจะวีรกรรมสุดแสบที่ต้องโดนเรียนเข้าห้องปกครองกันอยู่บ่อยครั้ง
แก๊งเพื่อนสุดซี้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาสมาด้วยกัน ประสบการณ์การเรียนที่โดด…โดดเรียนนะไม่ใช้โดดเด่น
และไฮไลท์สุดพีคของการคอมพลีทชีวิตมัธยมนั้นคือความรัก จะรักเพื่อน รักน้อง แอบรักรุ่นพี่ หรือมีแฟนเป็นตัวเป็นตน
ขอให้ได้รักใครสักคนนั้นคือแฮปปี้แล้วนะสมัยนั้น คือถึงขั้นยอมทำทุกอย่างอะค่ะ มีใครเคยแอบถ่ายตารางเรียนของรุ่นพี่แอบชอบบ้างไหม
สารภาพมาดี ๆ เพื่อที่จะเช็คว่าเราเรียนใกล้กันรึป่าว เผื่อจะได้แอบขอครูไปเข้าห้องน้ำและแว๊บไปดูสักนิดให้ใจมันเต้นเบา ๆ
โอ้ย…คิดแล้วก็ตลก เขียนไปก็ขำไป หากลองนึกกลับไปดูนะคะชีวิตมัธยมของคุณเคยทำอะไรตลก ๆ น่าอาย ๆ แบบนี้ไหม
บอกกันได้น่าจะได้ช่วยกันขำ อิอิ วันนี้เรามีหนึ่งซีรีย์ฝรั่งจากฝั่งอเมริกาเรื่องราวความรักวัยรุ่นไฮสคูลที่น่าติดตามมาก ๆ มาฝากกันจ้า

เรื่องราวชีวิตรักสมัยเรียนที่ได้ถูกถ่ายทอดมาเป็นนวนิยายหลายเรื่องและบางเรื่องก็ถูกหยิบมาทำเป็นหนังจริง ๆ จากเรื่องราวที่เราเคยเห็นอยู่แค่ในจินตนาการก็ถูกปั้นขึ้นมาให้เป็นนามธรรมจริง ๆ และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง To All The Boys I’ve Love Before หรือชื่อภาษาไทยคือ “แด่ผู้ชายทุกคนที่ฉันเคยรัก”

หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้สไตล์วัยรุ่นอเมริกาที่ถูกกสร้างจากนวนิยายที่ประพันธ์โดย เจนนี่ ฮาน (Jenny Han) โดยส่วนหนึ่งได้อิงจากการที่เธอนั้นชอบเขียนจดหมายถึงคนที่เธอแอบปลื้มตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นนั้นเอง To All The Boys I’ve Love Before นั้นมีภาคต่ออีกสองภาคนั่นคือ To All The Boys : PS. I Still Love You (ตอน 2) และ To All The Boys : Always and Forever (ตอน 3) แต่วันนี้เราจะพาทุกคนมาเริ่มตอนกับภาคแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราววุ่น ๆ ที่รับรองเลยว่าใครเผลอกดเข้าไปดูภาคแรกแล้วเป็นต้องต่อไปที่ภาค 2 และ 3 แน่นอน

ทีมงามและนักแสดง : To All The Boys I’ve Loved Before

ประพันธ์โดย เจนนี่ ฮาน
กำกับโดย ซูซาน จอห์นสัน
นักแสดงนำ โนอาห์ เซนตินีโอ รับบทเป็น ปีเตอร์ คาวินสกี
ลาน่า คอนดอร์ รับบทเป็น ลอร่า จีน
แอนนา เคธตาร์ต รับบทเป็น คิตตี้
อีมิลิจา บาราเนค รับบทเป็น เจน เจนีวีฟ

1. โนอาห์ เซนตินีโอ รับบทเป็น ปีเตอร์ คาวินสกี
หนุ่มฮอตเบอร์หนึ่ง หล่อ หุ่นดี ดีกรีนักกีฬาลาครอสโรงเรียน รอยยิ้มที่กระชากใจแถมคุณสมบัติครบครันขนาดนี้จึงทำให้ปีเตอร์โดดเด่นและเป็นเป้าสายตาของสาว ๆ แต่สุดท้ายแล้วนางเอกสาวของเราก็คือคนที่กุมหัวใจของปีเตอร์ไปจนหมด ลอร่า จีนเธอมันแน่! อิอิ

2. ลาน่า คอนดอร์ รับบทเป็น ลอร่า จีน
สาวน้อยผู้มีความ (เพ้อ) ฝัน เธอมักจะมีเรื่องในหัวให้คิดไม่ตกตลอดเวลา ด้วยความที่เธอรักในเขียนและชั่งจินตนาการนี่เองที่ทำให้เธอเริ่มถ่ายทอดความรู้สึกดี ๆ ที่เธอมีต่อหนุ่ม ๆ ลงในจดหมายรักทั้ง 5 ฉบับ

3. แอนนา เคธตาร์ต รับบทเป็น คิตตี้
น้องสาวตัวแสบของลอร่า จีน เธอที่บางครั้งเองก็เบื่อกับการที่จะต้องมาติดแหง็กอยู่กับพี่สาวที่ไม่ยอมมีแฟนสักทีและแถมต้องมาเสี่ยงชีวิตกับการขับรถของลอร่า จีนที่เธอเพิ่งขับได้ไม่นาน คิตตี้เลยส่งจดหมายไปหาหนุ่ม ๆ ทั้ง 5 คน และเรื่องราวต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น

4. อีมิลิจา บาราเนค รับบทเป็น เจน เจนีวีฟ
อดีตแฟนสาวของปีเตอร์ และยังเป็นอดีตเพื่อนซี้ของลอร่าจีน แต่ตอนนี้ทั้งคู่เหมือนจะไม่ลงรอยกันเท่าไหร่นัก เธอคงจะโกรธไม่น้อยเมื่ออยู่ ๆ แฟนเก่าเธอก็มาคบกับคู่กัดที่เหม็นหน้ากันมานาน เรื่องนี้เธอจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้แน่ ๆ เพราะนั้นไม่ใช่ตัวตนของเธอ เธอจึงหาสารพัดวิธีเพื่อจัดการทั้งคู่ส่ะ

เนื้อเรื่องย่อ (แอบสปอยจ้า) : To All The Boys I’ve Loved Before
ลอร่าสาวลูกครึ่งเกาหลี อาศัยอยู่กับพ่อ, มาร์โกผู้เป็นพี่สาว และคิตตี้น้องสาว แม่เธอนั้นเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก ลอร่าเธอไม่ได้เป็นคนที่เผยความรู้สึกในใจต่อหน้าใคร ๆ และเพราะเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เธอไม่สามารถเผยความรู้สึกให้คนที่เธอชอบรู้ได้นั้นก็คือ จอร์จ ทำไมน่ะเหรอ? ก็ตอนนี้จอร์จกำลังคบกับมาร์โกพี่สาวเธอ ลอร่าจึงได้แค่เขียนความรู้สึกดี ๆ ที่เธอมีต่อจอร์จทั้งหมดลงในจดหมาย และจากนั้นเธอก็ทยอยเขียนจดหมายเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เธอคลั่งรักใครสักคนนึงมาก ๆ จนไม่รู้จะทำยังไง เธอจึงเขียนเป็นจดหมาย จ่าหน้าซองถึงเคนนี่, ปีเตอร์ คาวินสกี, ลูคัส, จอห์น แอมโบรส และคนสุดท้ายจอร์จ

จดหมายทั้ง 5 แต่กลับถูกเก็บอย่าง ๆ

ลับอย่างนี้เสมอมาตั้งแต่สมัยเด็กจนตอนนี้ทุกคนต่างก็โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมด แต่แล้วจู่ ๆ จดหมายของเธอก็ถูกส่งไปหาผู้ชายทุกคนที่เธอเขียนถึง หนุ่มฮอตปีเตอร์

คาวินสกีนักกีฬาลาครอสผู้เป็นที่รู้จักของทุกคนในโรงเรียนที่ตอนนี้กำลังคบกับเจนอดีตเพื่อนคู่หูของลอร่าก็เดินตรงรี่เข้ามาหาเธอพร้อมกับจดหมาย และมันก็จดหมายรักที่เธอเขียนถึงปีเตอร์ และอยู่ดี ๆ

เธอก็หน้ามืดแล้วก็…โครม! เป็นลม พอเธอฟื้นมาอีกทีก็หัวใจแทบหยุดเพราะผู้ชายอีกคนที่กำลังเดินตรงมาคือจอร์จและในมือของเขาก็มีจดหมายรักที่เธอเขียนถึงเขาเช่นกัน

เธอจึงหมับ..คว้าคอเสื้อปีเตอร์เข้ามาจูบ โอ้วมายก๊อด!

ล่อร่าคิดไม่ตกกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะที่เธอนั่งสงบสติอารมณ์อยู่นั้นอยู่ดี ๆ คนข้าง ๆ เธอก็เป็นปีเตอร์สะงั้น เธอจึงถือโอกาสแก้ต่างเรื่องจดหมายและเรื่องที่ตั้งใจจูบปีเตอร์วันนั้นก็เพราะเพื่อทำให้จอร์จเข้าใจว่าทั้งคู่คบกันเพื่อล้างข้อครหาที่ว่าเธอแอบมีใจให้แฟนของพี่สาว แล้วปีเตอร์ก็หลุดปากมาว่าตอนนี้เขาก็เพิ่งเลิกกับเจนเหมือนกัน ปีเตอร์จึงเกิดไอเดียแปลก ๆ ขึ้นมานั้นคือการที่เขาและลอร่านั้นแกล้งเป็นแฟนกันปลอม ๆ เพื่อให้เจนอิจฉาแล้วกลับมาคบกับเขา และเพื่อให้จอร์จคิดว่าเธอนั้นมีแฟนแล้วและไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย ซึ่งล่อร่าก็เซย์เยส!!

การเป็นแฟนกันปลอม ๆ โดยมีข้อตกลงระหว่างกัน ปีเตอร์สัญญาจะเขียนโน้ตให้เธอทุกวันเพราะมันคือสิ่งที่เจนอยากได้จากเขาแต่เขาเองกลับไม่เคยทำให้เธอเลย โดยหวังที่จะเห็นเจนสติแตก หากเห็นแล้วคงอยากกลับมาคบกับปีเตอร์เร็วขึ้นและเธอต้องไปทริปสกีกับเขา ทริปสกีเป็นกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น มีชื่อเสียและเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นทริปที่ที่สาว ๆ มักจะเสียตัวในทริปนี้ ส่วนเธอก็ยื่นข้อเสนอให้เขาต้องมารับเธอและน้องสาวไปโรงเรียนทุกวัน

เช้าวันแรกของการเป็นแฟนกำมะลอ ปีเตอร์ไปรับสาวลอร่าและคิตตี้

ดูท่าทางคิดตี้จะแฮปปี้ยกใหญ่ที่เห็นพี่สาวเธอมีแฟนสักที เธอก็จะได้ไปโรงเรียนแบบปลอดภัย และแล้ววันนี้เองลอร่าก็เป็นที่สนใจของทุกคนจากที่ไม่เคยมีตัวตนมาก่อนในฐานะแฟนสาวของปีเตอร์

ทั้งคู่ก็เลยจัดละครฉากใหญ่กลางโรงเรียนจนทุกคนอิจฉาและหนึ่งในนั้นคือเจน เหมือนเธอจะอึ้งไม่น้อย ทั้งลอร่าและปีเตอร์ต่างก็ออกไปไหนต่อไหนด้วยกันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ

เจนก็ยิ่งหึงและอยากทวงของของเธอคืน ปีเตอร์ทั้งโพสรูปเธอในไอจี ทั้งตั้งรูปเธอไว้เป็นภาพหน้าจอเพื่อความสมจริงสมจัง แล้วไม่นานเธอก็เป็นส่วนหนึ่งของแก๊งเพื่อนปีเตอร์

และปีเตอร์เองก็ดูเข้ากับคิตตี้และครอบครัวของลอร่าได้ดีทีเดียว

ที่จริงทั้งลอร่าและปีเตอร์ต่างก็มีปัญหาครอบครัวที่ต่างก็ขาดส่วนหนึ่งของครอบครัวไป เธอผู้เสียแม่ไปตั้งแต่เด็กและเขาที่พ่อแม่แยกทางกันและพ่อก็ไปมีครอบครัวใหม่ สำหรับเรื่องนี้แล้วดูเหมือนว่าทั้งคู่จะเข้าใจกันและกัน และทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้สายตาของปีเตอร์ที่มองเธอก็เปลี่ยนไปเพราะมันมีความรู้สึกบางอย่างอยู่ในนั้น

และแล้ววันที่ต้องไปทริปสกีก็มาถึง มันคือช่วงเวลาเดียวกันกับที่ลอร่ารู้ตัวเองแล้วว่าเธอนั้นมีใจให้ปีเตอร์จริง ๆ มันเลยเถิดไปมากกว่าการที่คิดกับเขาแค่แฟนแบบปลอม ๆ

การไปทริปครั้งนี้จะยิ่งเพิ่มพูนความรู้สึกขึ้นอีก เธอจึงพยายามหลบหน้าปีเตอร์และทริปนี้เจนก็ไปด้วย จึงมีโอกาสที่ปีเตอร์และเจนจะกลับมาคืนดีกัน ดังนั้นเธอจึงต้องเตรียมถอยหลังให้ความรักครั้งนี้ เธอสับสนและอึดอัดจึงเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับลูคัส

ลูคัสบอกกับเธอว่าเขาเห็นสายตาที่ปีเตอร์มองเธอชั่งมันต่างกับคนอื่น มันเป็นสายตาของคนรัก เธอฟังอย่างนั้นก็ตกใจแล้วก็รีบไปหาปีเตอร์ที่รอเธออยู่ในอ่างน้ำร้อนสุดโรแมนติก ลอร่าค่อย ๆ

เดินไปหาเขาแล้วขอโทษที่เธอพยามยามตีตัวออกห่าง ปีเตอร์ได้มีโอกาสอธิบายเหตุผลที่ยอมทำทุกอย่างให้เธอและจากที่ใช้เวลาด้วยกันมันทำให้ตอนนี้ ณ ขณะนี้เขาก็… “รู้สึก”

กับเธอเช่นกัน จากนั้นลอร่า จีนก็ก้าวลงไปในอ่างที่ปีเตอร์แช่อยู่แล้วทั้งสองก็บรรจงจุ่มพิตอย่างนุ่มนวล ดูเหมือนทุกอย่างจะจบแฮปปี้แอนดิ้งแต่แล้วลอร่าก็มารู้ทีหลังว่าก่อนปีเตอร์จะมาเจอเธอ

เขาก็ไปที่ห้องของเจนมาก่อน นั้นยิ่งทำเธอรู้สึกแย่ไปอีกและจังหวะนั้นก็แอบมีมือดีถ่ายคลิปเธอขณะที่กำลังนัวกับปีเตอร์ในอ่าง ฉากรักเร้าร้อนปล่อยว่อนไปทั่ว

แต่โชคดีที่มาร์โกพี่สาวเธอได้ยื่นมือช่วยเหลือและรีบจบปัญหาก่อนที่จะแย่ไปกว่านี้

แต่แล้วภาพฉาวเหม็นหึ่งก็ยังไม่จบเพราะมีคนนำภาพในอ่างไปแปะไว้ที่ล็อคเกอร์ ทุกคนในโรงเรียนต่างพากันหัวเราะเยาะและสมเพชเธอในเวลาเดียวกัน เธออายจนไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ไหน

พอปีเตอร์รู้เรืองนี้เขาก็ประกาศกร้าวกลางโถงทางเดิน ห้ามทุกคนพูดถึงคลิปนั้นอีก! (ฉากนี้ปีเตอร์เท่ระเบิดเลยค่ะ) ปีเตอร์เดินหน้าง้อเธอเต็มที่ แต่เธอเองเป็นฝ่ายที่เดินออกมาจากเขา

และต้องมาจมอยู่กับความรู้สึกเสียใจที่เธอเป็นคนเลือก ความรู้สึกดี ๆ ที่เธอมีกลับไม่ถูกรับรู้จากผู้ชายคนที่เธอรัก นั้นก็เพราะว่าเธอกลัว

เธอกลัวที่จะต้องเสียเขาไปถ้าหากเขาไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเธอ ด้านคิตตี้ที่สงสารพี่สาวจับใจที่ต้องทนอยู่ในสภาพนี้ เธอจึงไปหยิบกล่อง ๆ

หนึ่งที่ในนั้นคือกลอนที่ปีเตอร์สัญญาว่าจะเขียนให้เธอทุกวันแต่เธอไม่เคยแม้แต่จะเปิดอ่านมันเลย จริง ๆ แล้วกลอนที่ปีเตอร์เขียนให้เธอนั้นมันคือความรู้สึกที่เขามีให้เธอ และนั้นก็เป็นคำสารภาพของเขา

ถ้าหากเธอได้อ่านกลอนที่เขาเขียนให้เธอเร็วกว่านี้สักนิด เธอคงไม่ต้องมานั่งอยู่ในสภาพนี้ คราวนี้ก็ถึงตาลอร่าจะต้องออกโรงง้อปีเตอร์กันบ้างแล้ว…

รีวิว] To All the Boys: P.S. I Still Love You  เป็นไปได้ไหมที่เราจะรักใครพร้อมกันได้ 2 คน? | #beartai

To All the Boys: P.S. I Still Love You เป็นไปได้ไหมที่เราจะรักใครพร้อมกันได้ 2 คน?
ลาร่า จีน คัฟวีย์ (Lana Condor) และ ปีเตอร์ (Noah Centineo) ไม่ได้แกล้งทำเป็นแฟนกันอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขาได้เป็นแฟนกันจริง ๆ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ ลาร่า จีน มีแฟน! ประสบการณ์ทุกอย่างเป็นครั้งแรกไปหมด ทั้งจูบแรก เดตแรก และวันวาเลนไทน์ครั้งแรก! ลาร่า จีน รู้สึกว่าเธอยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมากจากพี่น้องและเพื่อนสาว รวมไปถึง สตอร์มมี่ (Holland Taylor) หญิงสูงวัยที่จะมาช่วย ลาร่า จีน จัดการกับความรู้สึกที่วุ่นวายและความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงขึ้นเรื่อย ๆ จากการปรากฏตัวของ จอห์น แอมโบรส แมคคลาเรน (Jordan Fisher) หนึ่งในผู้ที่ได้รับจดหมายรักสมัยเด็กของ ลาร่า จีน! จู่ ๆ โผล่มาปั่นป่วนหัวใจแบบนี้ สาวน้อยของเราจะทำอย่างไร แล้วจะเป็นไปได้ไหมที่คนเราจะสามารถตกหลุมรักคนสองคนได้พร้อมกัน?

หลังจากรอคอยกันมาเกือบ 2 ปี ก็ลงจอ Netflix เป็นที่เรียบร้อย สำหรับ To All the Boys: P.S. I Still Love You หรือในชื่อภาษาไทย แด่ชายทุกคนที่ฉันเคยรัก (ตอนนี้ก็ยังรัก) ภาคต่อของภาพยนตร์โรแมนติก-คอมเมดี้ที่ได้รับความนิยมอย่าง To All the Boys I’ve Loved Before ที่ออกฉายเมื่อปี 2018 และได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี โดยการกลับมาในครั้งนี้ เป็นการเดินเรื่องต่อจากภาคที่แล้ว เราจึงแนะนำให้คุณดูภาคแรกก่อนที่จะดูภาคนี้นะคะ (ใครไม่ดูมาก่อน อาจจะมีงง ๆ กับบางจุดในเรื่องได้)

เนื้อเรื่องเปิดมาในช่วงที่ ลาร่า จีน กำลัง ‘เห่อ’ กับการมีแฟนคนแรกและตื่นเต้นไปกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จะได้ทำเป็นครั้งแรก เช่น เดตแรก จูบแรก และวันวาเลนไทน์ครั้งแรกที่มีแฟน! ถ้าใครที่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก็อาจจะกระตุ้นความทรงจำให้นึกถึงวันวานในวัยหวาน แต่ถ้าคุณไม่เคยมีแฟนมาก่อน ช่วงนี้ก็เป็นฉากฟิน ๆ ให้กุ๊กกิ๊กหัวใจ แต่สำหรับเราแล้วช่วงแรกของหนังค่อนข้างน่าเบื่อ อาจจะเป็นคำติที่แรงไปสำหรับหนังรักวัยรุ่น แต่ด้วยมาตรฐานของภาคแรกที่ทำไว้อย่างดีและชวนติดตามทุกนาที เราจึงคาดหวังอะไรที่มากกว่านี้

ความสัมพันธ์ของ ลาร่า จีน และ ปีเตอร์ เริ่มต้นด้วยความหวานชื่นและดูเหมือนเทพนิยายที่สาวน้อยตกยากได้ตกหลุมรักกับเจ้าชายรูปงาม แต่ระหว่างทางล้วนเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจของฝ่ายหญิงที่เฝ้าสงสัยว่า เธอดีพอหรือไม่ ที่จะได้เป็นแฟนกับหนุ่มสุดฮอตประจำโรงเรียน รวมไปถึงความโชกโชนของ ปีเตอร์ ที่เคยมีแฟนมาแล้ว ผิดกับ ลาร่า จีน ที่เขาคือแฟนคนแรก เธอจึงมักเปรียบเทียบตัวเองกับ เจ็น (Emilija Baranac) แฟนเก่าของ ปีเตอร์ และอดีตเพื่อนสนิทของเธอ อาจจะดูยืดเยื้อและน่ารำคาญไปบ้าง แต่นี่ก็คือความเป็นมนุษย์ที่ถูกใส่ความมาในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรารู้สึกว่านี่คือหนังรักที่มีความจริงจังมากขึ้น ดรามามากขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นตึงเครียด

จุดที่ทำให้เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าติดตามจริง ๆ คือหลังจากการปรากฏของตัวของ จอห์น แอมโบรส แมคคลาเรน หนึ่งในผู้ที่ได้รับจดหมายรักสมัยเด็กของ ลาร่า จีน ซึ่งทั้งคู่ได้เลือกทำกิจกรรมอาสาที่บ้านพักคนชราที่เดียวกันโดยบังเอิญ ทำให้ทั้งคู่ได้มาใกล้ชิดกันเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้รับจดหมาย สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ ส่งผลให้เราใจเต้นไม่เป็นจังหวะและร่วมลุ้นไปกับตัวละครว่า หนุ่มคนไหนจะได้ลงเอยกับสาวน้อย ลาร่า จีน ซึ่งเราขอบอกเลยว่า ไม่สามารถคาดเดาได้จนจบเรื่องเลยทีเดียว

To All the Boys: P.S. I Still Love You กลับมาพร้อมกับนักแสดงชุดเดิมจากภาคที่แล้ว แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่ค่อยได้เห็นหน้าเห็นตากันมากนัก เนื่องจากเนื้อเรื่องมุ่งประเด็นไปที่ตัวละครหลัก 3 คน อย่าง ลาร่า จีน, ปีเตอร์ และจอห์น แอมโบรส การกระจายบทไปที่ตัวละครอื่น ๆ ต้องเรียกได้ว่านับครั้งได้ เรียกง่าย ๆ ว่าจะโผล่มาก็ต่อเมื่อต้องมาส่งบทให้ตัวละครหลักเท่านั้น แม้ว่าจุดนี้จะไม่ได้ส่งผลต่อบท แต่เราคิดว่าก็ทำให้เนื้อเรื่องขาดสีสันไปไม่ใช่น้อย โดยเรารู้สึกเสียดายบทของ สตอร์มมี่ ที่แสดงโดย Holland Taylor (All My Children (1970), The Truman Show (1998), Legally Blonde (2001), Two and a Half Men (2003)) หญิงสูงวัยที่พักอยู่ในบ้านพักคนชราที่ ลาร่า จีน และ จอห์น แอมโบรส ทำกิจกรรมอาสา เธอมักจะให้คำแนะนำและคอยช่วยเหลือ ลาร่า จีน ด้านปัญหาความรักอยู่เสมอ และด้วยความสามารถรวมถึงผลงานในอดีตของ Holland Taylor เราคาดหวังบทที่มีเนื้อหามากกว่านี้ แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกครั้งที่ สตอร์มมี่ ปรากฏตัว เราให้ความสนใจเธอมากกว่าตัว ลาร่า จีน เองเสียอีก ช่างเป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์เสียจริง ๆ

สำหรับ Lana Condor และ Noah Centineo ก็ต้องบอกว่าแสดงได้ดีตามมาตรฐาน ฝีมือไม่ได้ตก ออร่าไม่ได้หาย แค่บทส่งมาให้เท่านี้ แต่สำหรับนักแสดงที่บทส่งจริง ๆ คือ Jordan Fisher ที่รับบท จอห์น แอมโบรส แมคคลาเรน เรารู้สึกว่าเขาเป็นธรรมชาติมาก ๆ ดูเป็นหนุ่มเนิร์ดจิตใจดีที่มาพร้อมรอยยิ้มทรงเสน่ห์และพร้อมช่วยเหลือทุกคน นี่มันโพรไฟล์ของเฟรนด์โซนชัด ๆ !! แต่จะใช่แบบนั้นจริง ๆ หรือเปล่า เราขอแนะนำให้ไปดูในหนังกันเองนะคะ

อีกหนึ่งจุดที่เราขอชื่นชมทีมเขียนบทอย่าง Sofia Alvarez และ J. Mills Goodloe เป็นพิเศษ คือความเป็นเนื้อเป็นหนังของมนุษย์ในด้านความรู้สึกและความซับซ้อนของความสัมพันธ์ เพราะบางครั้งในโลกของความเป็นจริง เราก็ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกเป็นเหตุผลได้ว่าทำไมเราถึงเลือกคน ๆ นี้ เพราะบางครั้งคนหนึ่งก็เป็นดั่งความฝันที่เราถวิลหา แต่อีกคนคือความจริงที่คอยปลอมประโลมเราในโลกอันโหดร้าย ท้ายที่สุดแล้วการเดินบนความจริงอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่การเดินตามความฝันก็ไม่ได้แปลว่าผิดเสมอไป

สรุปแล้ว To All the Boys: P.S. I Still Love You ไม่ได้เป็นหนังโรมแมนติกคอมเมดี้ที่แย่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าภาคแรกนั้นดีกว่า ใครที่คาดหวังอะไรไว้ก็อาจจะต้องเผื่อใจบ้างนะคะ ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว Captain America ที่จะทำให้คุณอยากชมอีกครั้ง ห้ามพลาด

รีวิว Captain America ที่จะทำให้คุณอยากชมอีกครั้ง ห้ามพลาด

Captain America: The Winter Soldier (2014) - IMDb

รีวิว Captain America : The Winter Soldier
ตัวกัปตันอเมริกานีผมว่าเป็นตัวละครที่ผมคิดว่าน่าจะปั้นยากที่สุดในแก๊ง The Avengers แล้ว ทั้งความสามารถที่ไม่ได้เหนือมนุษย์มนา แถมทั้งชุด ทั้งชื่อ ยังเหมือนของตกรุ่น ที่ไม่น่าจะเป็นหัวหน้าทีม The Avengers ได้เลย แถมหนังภาคแรก รวมถึง The Avengers เราก็ยังไม่เห็นว่ากัปตันจะมีความโดดเด่นโดดเด้งอะไร

ด้วยเหตุข้างต้นผมจึงขอชื่นชมคารวะผู้สร้าง Captain America : The Winter Soldier สุดๆ ที่สร้างออกมาเหมือนกับเป็นการละลายภาพลักษณ์ดังกล่าวทั้งหมดจนหมดสิ้น

หนังภาคนี้เน้นการดำเนินแนวหนังสายลับ หนังสืบสวน จารกรรม ทฤษฎีสมคบคิด และการหักหลังกันภายในหน่วยชีลด์ ข้อดีประการแรกที่หนังมาเล่าเรื่องแนวนี้คือมันทำให้ภาพของหนังจาก Marvel หลุดจากความแฟนตาซีที่เริ่มจะมากขึ้นเรื่อยๆให้กลับมาอยู่ในสมดุลที่มีความสมจริงสมจังซะบ้าง ตั้งแต่หลุดโลกไปแอสการ์ดใน Thor แถมเร็วๆนี้ก็จะหลุดไปอวกาศกับ the guardian of the galaxy ซึ่งมันสามารถดึงคนดูที่คิดว่าเบื่อหนังที่มันการ์ตู๊นนน การ์ตูน เข้ามาเพลิดเพลินไปกับหนังจาก Marvel ได้

และที่เจ๋งคือการดำเนินเรื่องด้วยการหักหลัง การหลอกลวงกันภายในหน่วยชิลด์ มันเหมือนกับเป็นการปรับพฤติกรรมและความคิดของกัปตันแบบเร่งด่วนหลังจากที่โดนแช่แข็งไปเป็นศตวรรษ ว่าโลกยุคสงครามโลกที่ภาพฮีโรและเหล่าร้ายแยกกันอยู่อย่างชัดเจนมันผสานหลอมรวมกันในโลกยุคนี้ปัจจุบันนี้ซะแล้ว มันไม่สามารถเชื่อใจใครได้ เพราะแม้กระทั่งตัวกัปตันที่โคตรจะอเมริกันฮีโร่ยังต้องกลายมาเป็นผู้ร้ายในสายตามวลชนไปซะได้ ซึ่งจุดนี้มันปรับให้กัปตันทันโลก ทันคนมากขึ้น จากที่โก๊ะๆดูตกรุ่น แถมสถานการณ์ที่บีบบังคับทำให้กัปตันต้องกลายเป็นคนเลือก คนตัดสินใจ และในที่สุดหนังก็สามารถทำให้เราเห็นความเป็นผู้นำของกัปตัน จนเราสามารถเชื่อได้สนิทใจแล้วว่า กัปตันอเมริกานี่แหละ เป็นหัวหน้าแก๊ง The Avengers ได้

ถึงแม้ความสามารถที่ไม่ได้โดดเด่น โดดเด้งเหนือกว่าคนอื่นไม่ว่าจะทางใดก็ตาม แถมอาวุธก็มีแค่โล่ ก็กลับกลายเป็นจุดแข็งทางด้านแอ๊คชั่น เพราะเราจะได้เห็นแอ๊คชั่นหนักๆ เท่ๆ หมัดลุ่นๆ ประมาณเห็นเจสันบอร์นเวอร์ชั่นซุปเปอร์แมน แถมวิธีการใช้โล่ห์ของกัปตันก็เท่เวอร์ คือดูไปก็งงไป นั่นโล่ห์หรือบูมเมอแรง

แต่ยังไงก็ต้องขอแอบบ่นนิดๆหน่อยๆ กับหนัง Marvel ช่วงหลังๆคือผมรู้สึกว่าครึ่งเรื่องแรกมักจะมาสวยเลย ทั้งเนื้อเรื่อง ทั้งแอ๊คชั่น แต่สุดท้ายมักจะจบเหมือนๆกันคือแอ๊คชั่นตูมตามแบบที่ดูซ้ำกันไปหมด จนฉากแอ๊คชั่นใหญ่ๆท้ายเรื่องที่ควรจะเป็นจุดขายมันแอบน่าเบื่อไปนิด ส่วนเนื้อเรื่องภาคนี้ที่บอกว่าเป็นหนังแนวสายลับ หักหลัง ทรยศ บทมันดูง่ายไปมาก ปกติถ้าหนังจะมาแนวนี้มันต้องให้คนดูสงสัยไปตลอดทั้งเรื่อง ก่อนจะมาหักมุมแหล่มๆตอนท้าย แต่นี่แค่ยี่สิบนาทีแรกก็พอรู้แล้วว่าใครเป็นใคร จะดำเนินเรื่องแบบไหน แต่ก็ไม่ใช่ขอเสียมากครับ เพราะวิธีการเล่าเรื่องมันก็สนุกพอตัว แต่เสียนิดเดียวตรงที่มันดูง่ายไปหน่อยตั้งแต่แรกๆทำให้หมดความลุ้นไปบ้าง

และที่รู้สึกเสียดายทำให้ผมไม่เซอร์ไพรซ์กับหนังเท่าที่ควรจะเป็นคือการที่ไปอ่านประวัติมาก่อนมันทำให้จุดหักมุมที่น่าสนใจหายไปเลย แถมตัวอย่างหนังเองยังสปอยชะตากรรมของตัวละครสำคัญตัวหนึ่ง จนทำให้หมดลุ้นหมดสนุกตอนดูหนังจริงไปเลย

แต่เอาน่ะ นี่ก็ถือว่าเป็นหนังจาก Marvel ที่แหวกแนวพวกซุปเปอร์ฮีโร่จ๋าได้ดีทีเดียว ดูแปลกใหม่มีสีสัน แถมทำให้เรารู้สึกชอบ รัก และเชื่อตัวละครกัปตันอเมริกาในฐานะหัวหน้าแก๊ง The Avengers ได้ดีมากๆ

แต่ก็น่ากังวลใจแทน Marvel กับ Disney มากๆ เมื่อทั้งคริส อีแวนท์ ที่รับบทกัปตัน กับ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร ที่รับบท Iron Man ที่คนแรกก็จะไม่เล่นหนังแล้ว อีกคนก็จะไม่รับบท Iron Man แล้ว แล้วทางสตูดิโอจะทำไง เพราะภาพสองคนนี้มันโคตรจะติดตาไปเรียบร้อย ดูหนังออนไลน์ 

คนเดียวก็ดูหนังได้) Captain America: The Winter Soldier (2014) - Pantip

Captain America: The Winter Soldier (2014)
เหมันต์อหังการ
กัปตันอเมริกาถือได้ว่าเป็นซูเปอร์ฮีโร่ยุคบุกเบิกของคอมมิคส์ค่ายมาร์เวลเลยทีเดียว เริ่มถือกำเนิดตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่มาร์เวลยังใช้ชื่อไทม์ลี่ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปกัปตันอเมริกาก็ล้มหายไปตามกาลเวลา แต่เพราะรูปลักษณ์ที่มีความเป็นอเมริกันฮีโร่ทำให้กัปตันอเมริกาได้กลับมาโลดแล่นในโลกคอมมิคส์อีกครั้ง ก่อนที่จะเข้าร่วมกลุ่ม The Avengers และทำให้กัปตันอเมริกาเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ระดับหัวแถวของมาร์เวลมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อกัปตันอเมริกาถูกนำขึ้นจอภาพยนตร์แบบหนังทุนใหญ่เพื่อเตรียมร่วมทีม The Avengers ที่กำลังจะสร้างออกมา Captain America: The First Avenger (2011) จึงต้องปูพื้นเรื่องราวของกัปตันอเมริกาให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการให้จุดกำเนิดและชีวิตของสตีฟ โรเจอร์ส ผู้เป็นกัปตันอเมริกานั้นอยู่ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่จะถูกแช่แข็งให้ฟื้นคืนชีพมาใหม่ในปัจจุบัน หนังในภาคแรกจึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในแบบอุดมคติ เนื้อหาเป็นผจญภัยแบบบริสุทธิ์แฝงอารมณ์ถวิลหาไว้เล็กน้อยเพื่อตอกย้ำถึงความคิดของอเมริกันชนที่ชื่นชมในความกล้าหาญและเสียสละ แต่อารมณ์ในแบบของภาคแรกคงนำกลับมาใช้ไม่ได้อีกเพราะครั้งนี้กัปตันอเมริกาได้มาอยู่ในยุคของเทคโนโลยีและความโลกที่โหดร้ายในภาคล่าสุ
Captain America: The Winter Soldier (2014) จึงแบ่งหนังเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ ส่วนแรกของหนังกินระยะเวลาไม่นานนัก เป็นเรื่องราวการปรับตัวกับชีวิตในโลกใหม่ของ สตีฟ โรเจอร์ส เพียงสั้น ๆ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเศร้าลึก ๆ ในใจของเขา สตีฟ ไม่มีเพื่อนเหลือแม้แต่คนเดียวจะมีคนที่พอคุยได้ก็คือคนแปลกหน้าที่รู้จักกันในขณะวิ่งจ็อกกิ้ง ผู้หญิงที่เคยรักก็กลายเป็นหญิงชราที่ต้องนอนอยู่บนเตียง คนในหน่วยชีลด์ที่ทำงานร่วมกันก็ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันฐานะเพื่อน ไม่มีความไว้ใจกัน แม้กระทั่งคนอย่าง นิค ฟิวรี่ ผู้เป็นหัวหน้าหน่วย เพื่อนร่วมกลุ่ม The Avengers ที่เหลือพอให้เห็นหน้าค่าตาก็มีแค่ แบล็ค วิโดว์ เพียงคนเดียว และทุกคนคงเป็นได้แค่สหายศึกไม่ใช่เพื่อน
ความโดดเดี่ยวไร้เพื่อนของ สตีฟ โรเจอร์ส หรือกัปตันอเมริกา คงมีผลไม่น้อยต่อการตัดสินใจของเขาเมื่อได้รู้ว่าศัตรูร้ายของเขาในภาคนี้คือ เดอะวินเทอรโซลเจอร์ แท้จริงแล้วเป็นใคร ภายใต้หน้ากากของเพชฌฆาตคือคนที่สตีฟรู้จักดีและคือเพื่อนแท้เพียงคนเดียวของเขา หนังแสดงให้เห็นถึงเพื่อนร่วมงานใหม่ในโลกใหม่ของเขานั้นต่างไม่น่าไว้วางใจ และหนังยังสะท้อนถึงความซ่อนเร้นในหน่วยงานที่ไม่เคยมีคำว่ามิตรแท้ ที่หน่วยงานความมั่นคงอย่างชีลด์คำว่าไม่ใช่มิตรแท้นั้นมักจะต้องลงเอยด้วยคำว่าความตายกันเลยทีเดียว
เพราะความเป็นหนังแอ๊คชั่นและหนังซูเปอร์ฮีโร่ ทำให้หนังไม่สามารถขยายความเรื่องของมิตรแท้ได้มากเท่าที่ควร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะด้วยหนังจากค่ายมาร์เวลในระยะหลังโดยเฉพาะหนังในสาย The Avengers ที่หนังให้ความสำคัญกับการดำเนินเรื่องและแจกแจงบุคลิกของตัวละคร แม้หนังจะมีฉากแอ๊คชั่นใหญ่ ๆ เพื่อผลทางการตลาด แต่ก็ไม่ได้ละเลยความเข้มข้นของเนื้อหา Captain America: The Winter Soldier (2014) ก็เช่นกันที่เกือบตลอดเรื่องมีความพลิกผันอยู่ตลอดเวลา เนื้อหาของหนังจึงเดินหน้าไปอย่างน่าสนใจ ฉากแอ๊คชั่นที่มีก็ช่วยเสริมให้ความพลิกผันนั้นน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย
สตีฟ โรเจอร์ส อาจจะเป็นตัวละครที่แบนที่สุดในบรรดาสหายศึกจากทีม The Avengers คงเป็นเพราะเขาเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในอุดมคตินั่นเองในขณะที่ซูเปอร์ฮีโร่คนอื่น ๆ ต่างมีความเป็นมนุษย์มากกว่า โทนี่ สตาร์ค นั้นยโสและอวดดี ดร.บรูซ แบนเนอร์ ก็หมกมุ่นและขี้กังวล ส่วนธอร์ก็บ้าบิ่นและทะนงตนจนเกินไป สำหรับแบล็ควิโดว์ก็ดูลึกลับด้วยภูมิหลังบางอย่างเช่นเดียวกับฮอว์คอาย และสตีฟ โรเจอร์สในครั้งนี้ก็ยังเป็นเช่นเดิม แต่นั่นก็ไม่สำคัญเพราะความกล้าหาญเสียสละนั้นคือเสน่ห์ของกัปตันอเมริกาอยู่แล้ว

Captain America: The Winter Soldier (2014) มีการพัฒนาขึ้นมาจากภาคที่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องราวที่มีความซับซ้อนมากขึ้นทำให้หนังน่าสนใจขึ้นมาก ถึงแม้ตัวละครหลักอย่าง สตีฟ โรเจอร์ส จะยังคงความเป็นกัปตันอเมริกาเช่นเดิม และจากเรื่องราวที่ทิ้งท้ายไว้ ภาคต่อไปของหนังชุดนี้รวมทั้งภาคต่อของ The Avengers (2012) คงยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม

รีวิว Captain america 2 | ReMovie
Review : Captain America : The Winter Soldier
กัปตันอเมริกา 2 มัจจุราชอหังการ
คือต้องเข้าใจก่อนว่า กับตันฮีเป็นอเวนเจอร์ที่ไม่ใช่นักประดิษฐ์ของไฮเทคและไม่ได้เป็นเทพ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่ได้เน้นแฟนตาซีหรือเหาะเหินเดินอากาศ ใครที่คาดหวังว่าจะเจออะไรแฟนตาซีช่วงแรกอาจงงๆ ง่วงๆได้ แต่ครึ่งหลังพอเครื่องติดเท่านั้นแหล่ะ สนุกเลยจร้า

หนังออกแนวสายลับประมาณเจสัน บอร์น + 007 + Mission: Impossible แต่บู้กว่า เน้นเตะต่อย ดิบกว่าหนังมาร์เวลเรื่องอื่นๆ บทหนังดูมีมิติให้คิดตามมากกว่าเรื่องก่อนๆ แต่ก็ยังเป็นสไตล์การ์ตูนมาร์เวลอยู่
เหมาะกะแฟนมาร์เวลมากกว่าขาจรเพราะ Easter Eggs เยอะมาก แอบได้ยินคนในโรงครางฮือตื่นเต้นกะ Easter Eggs ด้วย คืออิจฉาที่เค้าสนุก เพราะเราไม่ได้อ่านการ์ตูนเลยไม่รู้ว่าเค้าครางอะไร 5555 ( Easter Eggs คือไอเท็มลับที่ซ่อนไว้ในหนัง คนที่เป็น FC อเวเจอร์หรือ FC มาร์เวลจะสังเกตุเจอ )
คือไม่ได้บอกว่าไม่เคยดูภาคแรกจะดูไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าอยากดูให้สนุกมากขึ้น…ควรรู้เรื่องราวภาคแรกและหนังเรื่องอื่นในตระกูลมาร์เวลมาก่อนจะยิ่งแซบมาก
ถ้าเรื่องนี้ต้องสร้างเป็นหนังไทย คนแรกที่แอดแมวจะนึกถึงให้มากำกับก็คือ อาหลองฮะ เพราะแอคชั่นเตะต่อยเยอะดี ถ้ามีฉากกับตันปิ้งไก่อยู่ในป่านะ….คือแม่งใช่เลย 5555

“พระเอกหล่อ” คนอะไรก็ไม่รู้จะหล่อไปไหน แม้แขนจะใหญ่กล้ามเนื้อโตจนแทบจะยืนหนีบแขนตัวเองไม่ได้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังหล่ออยู่ดี
ชอบฉากทำลายล้างตอนท้ายมากๆ มันอลังการงานเริ่ด คือแค่ฉากนี้ฉากเดียวก็ควรค่าแก่การดูจอใหญ่ๆมาก แต่ส่วนตัวรู้สึก 3D ไม่ค่อยพุ่งเท่าไหร่ ใส่มาเพื่อให้ภาพมันดูมีมิติมากกว่า
ชอบบทหนัง มันมีการสืบสวน มีหักมุม มีเหลี่ยมซ้อนเหลี่ยมกัน สนุกดี
ชอบเซอร์ไพร์ตรงช่วง end credit เรื่องนี้มี end credit 2 รอบนะฮะ ตอนแรกจบแล้วฉายเลย รอบที่ 2 รอประมาณ 6 นาทีฮะ #เห็นคนไม่รู้ออกไปก่อนแล้วเสียดายมากก

หนังถ่ายสไตล์ Hand-Held คือการถ่ายแบบถือกล้องแล้ววิ่งตาม ภาพมันจะสั่นๆ ข้อดีคือได้อารมณ์ดิบๆไปอีกแบบ แต่ถ้าใครที่สุขภาพตาไม่ค่อยแข็งแรง แล้วดูแบบ 3D อาจจะมีปวดตาบ้างอะไรบ้างนะฮะ
แอบ tie in รถเชพโรเล็ตนะฮะ ยี่ห้อเดียวกันทั้งถนน #ก็ยังดีกว่าไทยประกันชีวิตเนอะอันนั้นเห็นบ่อยแล้ว 5555
สงสัยแบล็ค วิโดว์ นางใช้แชมพูยี่ห้ออะไร บู้กี่ที ตีลังกาหนีระเบิด หน้าเปื้อนแต่ผมกลับสลวยสวยเก๋มีสปริง เหมือนช่างผมมืออาชีพ โทมัส ทอร์คอยวิ่งตามมาดูแลหนังศรีษะตลอดเวลา 5555

หนังมาร์เวลตระกูลสายลับที่สนุกมากเรื่องนึง ศูนย์รวมความบันเทิงทั้งในด้านพระเอกหล่อและความมันส์ โดยเฉพาะตอนท้ายๆ คือพีคมาก ขอบอกว่า “อลังการงานเริ่ด” งานนี้แฟนมาร์เวลมีเซอร์ไพร์ อย่าลืมดู end credit มีสองรอบเน่อ

Scroll To Top